“กอบศักดิ์” จี้รัฐบาลใหม่เร่งกู้ศรัทธา เปรียบตลาดหุ้นไทยเหมือน ‘คนแก่ป่วย’ ย้ำนโยบายดีแต่ต้องทำจริง
“กอบศักดิ์” ประธาน FETCO กางโรดแมปกู้ชีพตลาดทุนไทย ชี้ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ขาดนโยบาย แต่คือการ "ไม่ลงมือทำ" เปรียบสภาพตลาดหุ้นปัจจุบันเหมือนคนแก่ล้มป่วย สภาพคล่องวูบ ความเชื่อมั่นหดหาย จี้รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่นกองทุน LTF-ตั้งศาลตลาดทุนจัดการคดีทุจริตแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อสร้างฐานราก "บ้าน" ให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
15 มกราคม 2569 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยวิสัยทัศน์ภายหลังงาน “ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ และจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วนจากภาครัฐ
ทั้งนี้ได้เปรียบเทียบสภาวะตลาดทุนไทยในขณะนี้ว่ามีอาการเหมือน “คนอายุ 70-80 ปีที่ป่วยเป็นประจำ” โดยสะท้อนผ่านตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน คือสภาพคล่องที่เคยสูงถึง 5-6 หมื่นล้านบาทต่อวัน ลดฮวบเหลือเพียง 2-3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เคยยืนเหนือ 1,700 จุด กลับร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 1,200 จุด และยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ปัญหาความโปร่งใสจากกรณีอื้อฉาว เช่น หุ้น STARK ได้กลายเป็น "จุดมืด" ที่ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง สะท้อนให้เห็นว่าตลาดทุนไทยมีความไม่ปลอดภัยและมีช่องโหว่ที่ต้องเร่งแก้ไข
“ความเชื่อมั่น” คือฐานรากของบ้าน
ดร.กอบศักดิ์ เน้นย้ำว่า "ความเชื่อมั่น" คือหัวใจสำคัญที่สุด โดยเปรียบตลาดทุนเป็นเหมือน "บ้าน" ที่ต้องมีโครงสร้างฐานรากที่มั่นคงเสียก่อน หากฐานรากคลอนแคลนต่อให้ตกแต่งบ้านสวยงามเพียงใดก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาอยู่อาศัย ดังนั้น ภาครัฐต้องเร่งจัดการจุดบอดและสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัยให้นักลงทุน
+ทั้งนี้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ +
- การจัดตั้งศาลตลาดทุน เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำในการตัดสินคดีทุจริตโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
- มาตรการภาษีและกองทุน เสนอให้นำกองทุน LTF กลับมาใช้อีกครั้ง พร้อมสนับสนุนกองทุน ESG และส่งเสริมการออกไปลงทุนในต่างประเทศ
- การสร้าง New S-Curve: สนับสนุนบริษัทรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดผ่านสิทธิประโยชน์ BOI และการทำ IPO เพื่อเติมเลือดใหม่ให้กับตลาดทุนไทย
ดร.กอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาของไทยไม่ใช่เรื่องการขาดไอเดีย เพราะนโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอกว่า 80-90% ถือว่ามาถูกทางแล้ว แต่จุดอ่อนที่แท้จริงคือ “The Implementation Gap” หรือการไม่นำนโยบายไปปฏิบัติจริงเมื่อได้เป็นรัฐบาล
"เราวนไปวนมาอยู่กับนโยบายที่ไม่ได้ขับเคลื่อนจนเห็นผล จนน่ากังวลว่าหากเรายังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไทยอาจจะพ่ายแพ้หรือถูกประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามแซงหน้าไปในที่สุด"ดร.กอบศักดิ์ กล่าว
สำหรับประเด็นที่บางพรรคการเมืองตั้งเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยไปที่ 2,000 จุดนั้น มองว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง "สีสัน" แต่สิ่งที่ต้องโฟกัสคือ "วิธีการ" ที่จะไปถึงจุดนั้น หากรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value) ให้กับเศรษฐกิจได้จริง ดัชนีจะปรับตัวขึ้นไปสู่เป้าหมายตามกลไกธรรมชาติเอง
ดร.กอบศักดิ์ ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ว่า อยากให้มีการทำงานแบบ “ทีมไทยแลนด์” เพื่อกวาดล้างผู้ที่สร้างปัญหาและทุจริตในตลาดทุนอย่างจริงจัง ตลาดทุนไม่ใช่เพียงสนามเก็งกำไรของคนรวย แต่เป็น “หัวใจสำคัญ” ในการระดมทุนเพื่อให้บริษัทไทยแข็งแกร่งพอที่จะออกไปแข่งขันในระดับโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมและประชาชนทุกระดับชั้น