โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

TCMC โชว์รายได้ 7.7 พันล้าน ขาดทุนสุทธิลดลง ปี'65 ลุ้นออร์เดอร์พรมโต 20%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 มี.ค. 2565 เวลา 08.22 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 08.21 น.

ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน (TCM Corporation) หรือ TCMC  เผยผลประกอบการปี 2564 ยังคงทำรายได้กว่า 7.74 พันล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 120 ล้านบาท ผลกระทบจากโควิด โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ วิกฤตการณ์ขนส่งทั่วโลก การขาดแคลนแรงงานและขึ้นราคาของวัตถุดิบทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เดินหน้าปรับประสิทธิภาพการผลิต มั่นใจธุรกิจพรมผ่านจุดต่ำสุด หวังกลับมาทำกำไรได้อีกครั้งเพื่อร่วมฉลองบริษัทครบรอบ 55 ปี

วันที่ 2 มีนาคม 2565 นางสาวปิยพร พรรณเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TCMC เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทในปี 2564 มีรายได้จากการขายและบริการ 7,744.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.02% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 6,792.40 ล้านบาท และมี EBITDA 248.85 ล้านบาท ลดลง 46.78% และมีผลขาดทุนสุทธิ 120.11 ล้านบาท ต่ำกว่างวดเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 0.11 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 152.85 ล้านบาท

“สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2564 โรคระบาดโควิด-19 ยังคงมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ขนส่งทั่วโลก การขาดแคลนแรงงานและขึ้นราคาวัตถุดิบ อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทครบรอบ 55 ปี เรายังคงเดินหน้าปรับกลยุทธ์และแผนการเติบโตของแต่ละกลุ่มธุรกิจตามสภาพตลาดที่ทยอยฟื้นตัว ทั้งในกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ และอื่น ๆ

นอกจากนี้บริษัทปรับกลยุทธ์เปลี่ยนผู้บริหารสูงสุดของกลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และกลุ่มวัสดุปูพื้น เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ เพื่อให้บริษัทมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น” นางสาวปิยพร กล่าว

ชี้กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ยังขยายตัว

ในปี 2564 กลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ (TCM Living) มีรายได้เพิ่มขึ้น 33.07% จากวิถีชีวิตใหม่ (new normal) และแนวโน้มการเติบโตของบ้านในประเทศอังกฤษ

แต่บริษัทยังไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้เต็มที่ สาเหตุมาจากวิกฤตการณ์ระบบขนส่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัว และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงการขาดแคลนแรงงานในระบบอุตสาหกรรมและการขนส่งระหว่างประเทศที่เป็นปัญหายืดเยื้อมานาน

นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจมีค่าใช้จ่ายการขายและบริหารรวมกันเป็นจำนวน 852.74 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจากการเปิดร้านค้าปลีก Arlo & Jacob ทั้ง 5 สาขา ที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการในไตรมาส 2/64 รวมถึงค่าขนส่งที่สูงขึ้นทั้งค่าธรรมเนียมและค่าน้ำมันเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ กลุ่มธุรกิจมีผลขาดทุนสุทธิที่ 75.09 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 34.45 ล้านบาท

ปรับกลยุทธ์ lean ลดต้นทุนองค์กร

นางสาวปิยพรกล่าวว่า ปี 2564 ธุรกิจโรงแรมซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก บางส่วนจะกลับมาเริ่มเปิดดำเนินการแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังคงได้รับผลกระทบจากโควิดทำให้ยอดขายกลุ่มวัสดุปูพื้น (TCM Flooring) ลดลง เนื่องจากการผลิตพรมโรงแรมใช้เวลานาน ทำให้ปี 2563 มีรายได้จากลูกค้าที่เป็นคำสั่งซื้อต่อเนื่องมาจากปีก่อนเกิดโควิด แต่ปี 2564 ไม่มีคำสั่งซื้อยกมา (ไม่มี backlog) เนื่องจากลูกค้ากลุ่มโรงแรมยังไม่ฟื้น บริษัทปรับตัวโดยเน้นการขายในกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าหรืองานที่มีการวางแผนงบประมาณไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่น งานที่พักอาศัย อาคาร สำนักงาน ศูนย์ประชุมนานาชาติ สนามบินนานาชาติ

อย่างไรก็ดี บริษัทก็ได้ดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพทั้งเครื่องจักรและบุคลากร รวมถึงการหาช่องทางการขายใหม่ ๆ และตลาดใหม่ ที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า ซึ่งจะเห็นผลของการดำเนินงานได้ในปี 2565

ขณะเดียวกัน จากการควบคุมต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพองค์กร lean อย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นได้ 36.345% ใกล้เคียงกับปีก่อน ถึงแม้รายได้จะลดลง 23.8% โดยปี 2564 มีค่าใช้จ่ายการขายและบริหาร 671.91 ล้านบาท ต่ำกว่างวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำไว้ 813.46 ล้านบาท จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของการทำงานเพื่อลดจำนวนพนักงานให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่มีอยู่ และมีการควบคุมค่าใช้จ่ายให้มากขึ้นเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ต้นทุนทางการเงินและภาษีเงินได้ ทำให้กลุ่มธุรกิจวัสดุปูพื้นมีผลขาดทุนสุทธิ 118.71 ล้านบาท

พรม-ผ้าหุ้มเบาะรถยนต์ดันกำไรเพิ่ม

จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้กลุ่มธุรกิจธุรกิจพรมและผ้าหุ้มเบาะรถยนต์ (TCM Automotive) มียอดขายสูงขึ้นตามแนวโน้มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโต โดยกลุ่มธุรกิจมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นชัดเจน คิดเป็น 12.07% มีอัตรากำไรขั้นต้นได้ 21.75%

แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้มีปัญหาการขาดแคลนชิพประมวลผลในช่วงไตรมาส 2/64 และ 3/64 ทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจผลิตรถยนต์ทั่วโลก รวมถึงปัญหาจากโรงงานผลิตรถยนต์ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบางแห่งต้องปิดทำการชั่วคราวจากการระบาดในบางพื้นที่ ทำให้กระทบกับยอดส่งออกของบริษัทค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสูงขึ้น จากการขยายตลาดสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจมีผลกำไรสุทธิ 73.69 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 70.53% สูงขึ้นจากงวดเดียวกันของปี ก่อนที่มีสัดส่วน 60.44% ของรายได้จากการขายและบริการทั้งหมด, กลุ่มธุรกิจวัสดุปูพื้นมีสัดส่วนคิดเป็น 20.02% ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีสัดส่วน 29.95% ในขณะที่ กลุ่มธุรกิจพรมและผ้าหุ้มเบาะรถยนต์ มีสัดส่วนคิดเป็น 9.45% ต่ำกว่างวดเดียวกันของปีก่อนที่มีสัดส่วน 9.61%

ปี 2565 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% และทำให้กลุ่มบริษัทกลับมาทำกำไรอีกครั้งหนึ่ง โดยมีสัญญานให้เห็นจากกลุ่มธุรกิจที่ชะลอตัวในปี 2564 เริ่มได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้ามาแล้วไม่น้อยกว่า 30% ของประมาณการยอดขายปี 2565

นอกจากนี้ เราได้ปิดดีลกับสนามบินนานาชาติสองดีลใหญ่ ได้แก่ สนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ กับสนามบินสุวรรณภูมิของไทย และศูนย์ประชุมนานาชาติที่เราจะทยอยส่งมอบภายในปี 2565 และคาดหวังที่จะเห็นการฟื้นตัวของกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม อุตสาหกรรมรถยนต์ และกลุ่มเฟอร์นิเจอร์

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...