“ช็อกโกแลต” กับ “โกโก้” ต่างกันอย่างไร ช่วยคลายเครียดได้จริงไหม
หลายคนเลือกรับประทานช็อกโกแลตสักชิ้นหรือดื่มโกโก้ร้อน ๆ เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าหรือเครียด เพราะเชื่อว่าช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น แต่ทั้งสองอย่างแตกต่างกันอย่างไร และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับหรือไม่ ว่าโกโก้และช็อกโกแลตช่วยลดความเครียดได้จริง
ช็อกโกแลตและโกโก้ผลิตจากเมล็ดของต้นคาเคา ( Theobroma cacao ) โดยเมล็ดจะผ่านการหมัก ตากแห้ง และคั่ว ก่อนนำเปลือกออกจนได้เนื้อเมล็ดที่เรียกว่าโกโก้นิบส์ เมื่อนำไปบดจะกลายเป็นโกโก้แมส ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิด
โกโก้ผง ผลิตโดยบีบไขมันที่เรียกว่าโกโก้บัตเตอร์ออกจากโกโก้แมส แล้วนำส่วนที่เหลือมาบดเป็นผง จึงมีไขมันน้อยกว่าและมีรสขม หากเป็นชนิดไม่ปรุงแต่งจะไม่มีน้ำตาลเติมเพิ่ม
ช็อกโกแลต ผลิตจากโกโก้แมสผสมกับโกโก้บัตเตอร์ น้ำตาล และอาจเติมนม ทำให้มีรสชาติและเนื้อสัมผัสแตกต่างกัน โดยทั่วไปให้พลังงานและไขมันมากกว่าโกโก้ผงที่ไม่เติมน้ำตาล
ช็อกโกแลตยังแบ่งเป็นหลายประเภท ดาร์กช็อกโกแลตมีสัดส่วนโกโก้สูงกว่าชนิดอื่นโดยทั่วไป ขณะที่มิลค์ช็อกโกแลตมีนมและน้ำตาลเพิ่มขึ้น ส่วนไวต์ช็อกโกแลตทำจากโกโก้บัตเตอร์ น้ำตาล และนม โดยไม่มีเนื้อโกโก้เป็นส่วนประกอบ
โกโก้มีสารหลายชนิดที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาถึงผลต่อสุขภาพและการทำงานของสมอง ได้แก่
"ฟลาวานอล" เป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอลที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และอาจช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด รวมถึงการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง "ธีโอโบรมีนและคาเฟอีน" เป็นสารกระตุ้นที่อาจช่วยให้รู้สึกตื่นตัว แต่บางคนอาจมีอาการใจสั่นหรือนอนหลับยาก
"แมกนีเซียม" เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และ "ทริปโตเฟน" ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายนำไปใช้สร้างสารสื่อประสาทเซโรโทนิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์
อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารเหล่านี้แตกต่างกันตามชนิดของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต โดยเฉพาะฟลาวานอลที่อาจลดลงเมื่อโกโก้ผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยด่างเพื่อลดความขม จึงไม่ควรสรุปว่าผลิตภัณฑ์ที่มีเปอร์เซ็นต์โกโก้สูงจะมีสารที่เป็นประโยชน์ทุกชนิดมากกว่าเสมอไป
งานวิจัยบางชิ้นพบว่า การบริโภคดาร์กช็อกโกแลตหรือเครื่องดื่มโกโก้ที่มีโพลีฟีนอลสูง อาจช่วยให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกสงบและมีอารมณ์ดีขึ้น ขณะที่การศึกษาขนาดเล็กบางงานพบความเปลี่ยนแปลงของระดับคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด หลังบริโภคช็อกโกแลตเป็นระยะเวลาหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่เสนอว่า โกโก้อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้กับสมอง ซึ่งเป็นระบบที่นักวิทยาศาสตร์กำลังให้ความสนใจในการทำความเข้าใจเรื่องอารมณ์
อย่างไรก็ตาม หลักฐานเหล่านี้ยังมีข้อจำกัด ทั้งจำนวนผู้เข้าร่วมที่ไม่มาก ระยะเวลาศึกษาที่สั้น และความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ช็อกโกแลตเป็นวิธีลดความเครียดที่มีประสิทธิผลอย่างแน่นอน
อีกปัจจัยหนึ่งคือความสุขจากการรับประทานอาหารที่ชอบ รสหวาน ความมัน และเนื้อสัมผัสของช็อกโกแลตอาจกระตุ้นระบบความพึงพอใจของสมอง ทำให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว ผลดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า ช็อกโกแลตจะช่วยแก้ปัญหาความเครียดที่เป็นต้นเหตุได้
ผู้ที่ชื่นชอบช็อกโกแลตหรือโกโก้สามารถเลือกบริโภคได้อย่างพอดี โดยควรคำนึงถึงปริมาณน้ำตาลและพลังงานเป็นสำคัญ เลือกดาร์กช็อกโกแลตหรือโกโก้ผงไม่เติมน้ำตาล โดยดาร์กช็อกโกแลตที่มีโกโก้ 70% ขึ้นไปมักมีน้ำตาลน้อยกว่าชนิดที่มีโกโก้ต่ำกว่า แต่ควรตรวจฉลากด้วย
ขณะเดียวกัน ควรจำกัดปริมาณให้เหมาะสม เช่น รับประทานดาร์กช็อกโกแลตประมาณ 20-30 กรัมต่อวัน โดยคำนึงถึงอาหารและพลังงานที่ได้รับตลอดทั้งวัน ระวังเครื่องดื่มโกโก้สำเร็จรูปที่อาจมีน้ำตาลและครีมเทียมในปริมาณสูง และผู้ที่ไวต่อคาเฟอีนหรือมีปัญหาการนอนควรหลีกเลี่ยงการบริโภคใกล้เวลาเข้านอน
ช็อกโกแลตและโกโก้มีต้นกำเนิดจากเมล็ดคาเคาเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่กระบวนการผลิตและส่วนผสม ทั้งสองชนิดมีสารที่อาจส่งผลดีต่อสุขภาพและอารมณ์ แต่หลักฐานเรื่องการลดความเครียดยังไม่หนักแน่นเพียงพอที่จะใช้แทนการดูแลสุขภาพจิตได้
การนอนหลับอย่างเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพูดคุยกับคนที่ไว้ใจยังเป็นแนวทางสำคัญในการจัดการความเครียด โดยช็อกโกแลตชิ้นเล็ก ๆ หรือโกโก้สักแก้วอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมความสุขให้วันธรรมดาดีขึ้นได้.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES