โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“ศุภชัย” ย้อนเทียบการทำงาน "กสม." ออกลูกห่วงข้อเสนอแก้กม. 4 ฉบับ โยงภาษีบาป ชี้ไม่ต่างถ้า "ไทยพีบีเอส" เปลี่ยนใช้งบฯประจำปี ก็ไม่สูญเสียอิสระ!!

TOP NEWS ONLINE

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TOP NEWS

วันที่ 6 ตุลาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ผ่านเพจ Suphachai Jaismut เวลา 13.30 น. ระบุ ถึงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์แสดงข้อห่วงกังวลต่อการเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อปรับโครงสร้างแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จากระบบเงินบำรุงที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสุราและยาสูบ หรือ Earmarked Tax มาเป็นการจัดสรรผ่านระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ว่า / เคารพบทบาทและรับฟังข้อห่วงกังวลของ กสม. โดยเฉพาะประเด็นสิทธิของประชาชนและเสรีภาพของสื่อ แต่เห็นว่ามีประเด็นสำคัญที่ควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน คือ “ความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่” กับ “ความเป็นอิสระจากระบบงบประมาณ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน นายศุภชัย กล่าวต่อว่า กสม.มีข้อกังวลว่า หากไทยพีบีเอสเข้าสู่กระบวนการงบประมาณ อาจเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมืองใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือกดดัน และกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งประเด็นดังกล่าวสามารถรับฟังได้ แต่ขอตั้งคำถามด้วยความเคารพว่า กสม.เองก็ได้รับงบประมาณจากรัฐผ่านระบบงบประมาณ แล้วการรับงบประมาณจากรัฐเคยทำให้ กสม.ไม่เป็นอิสระหรือไม่ ข้อมูลของสำนักงาน กสม.ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2567 ได้รับจัดสรรงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย จำนวน 268,041,900 บาท และ กสม.ก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบ เสนอแนะ และแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐได้ตามอำนาจหน้าที่ ขณะที่ปัจจุบันสำนักงาน กสม.ก็ยังมีแผนและรายงานการใช้จ่ายงบประมาณตามระบบงบประมาณอย่างต่อเนื่อง “ดังนั้น การได้รับงบประมาณจากรัฐ ไม่ได้แปลโดยตัวมันเองว่าองค์กรนั้นต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล” นายศุภชัย กล่าวอีกว่า เช่นเดียวกับศาลและองค์กรอิสระต่างๆ ที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่หลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรเหล่านั้นอยู่ที่รัฐธรรมนูญ กฎหมาย โครงสร้างองค์กร และการห้ามแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่อยู่ที่ว่าองค์กรนั้นจะต้องมีรายได้ซึ่งถูกกันไว้นอกระบบงบประมาณหรือไม่ “ถ้าจะตั้งสมมติฐานว่า ไทยพีบีเอสเข้าสู่ระบบงบประมาณแล้วอาจสูญเสียความเป็นอิสระ ก็ควรอธิบายให้ได้เช่นกันว่า เหตุใดหลักเดียวกันจึงไม่ทำให้ กสม. ซึ่งรับงบประมาณจากรัฐสูญเสียความเป็นอิสระไปด้วย” นายศุภชัย กล่าวว่า เห็นด้วยว่ารัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองต้องไม่มีอำนาจใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือลงโทษ กดดัน หรือแทรกแซงเนื้อหาของสื่อสาธารณะ และหากกฎหมายยังมีช่องว่าง ก็ควรสร้างหลักประกันเรื่องนี้ให้เข้มแข็งขึ้น แต่การสร้างหลักประกันความเป็นอิสระ กับการกำหนดให้องค์กรหนึ่งต้องได้รับเงินโดยตรงจากภาษีประเภทใดประเภทหนึ่งตลอดไป เป็นคนละประเด็นกัน นายศุภชัย กล่าวว่า ส่วนกรณีอีก 3 หน่วยงานและกองทุน ได้แก่ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ที่ กสม.กังวลว่าการเปลี่ยนแหล่งรายได้อาจกระทบสิทธิด้านสุขภาพ สิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุ รวมถึงการส่งเสริมด้านกีฬา ข้อห่วงกังวลดังกล่าวรับฟังได้เช่นกัน แต่ต้องแยกให้ชัดว่า “สิทธิของประชาชนที่จะได้รับบริการ” ไม่เท่ากับ “สิทธิของหน่วยงานที่จะได้รับ Earmarked Tax ตลอดไป” รัฐยังคงมีหน้าที่จัดบริการและงบประมาณเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน เพียงแต่สามารถจัดสรรผ่านระบบงบประมาณที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถพิจารณาความจำเป็นของการใช้เงินสาธารณะในภาพรวม ซึ่งเป็นหัวใจของหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ และประเทศไทยมีกฎหมายกำหนดกรอบไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 นายศุภชัย กล่าวว่า ต้องย้ำว่า การยกเลิก Earmarked Tax ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเงินของรัฐจะหายไป หรือผู้ประกอบการสุราและยาสูบจะได้รับประโยชน์ หากยกเลิกเงินบำรุงที่เดิมเรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสรรพสามิต รัฐสามารถปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีตามกลไกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รายได้ส่วนดังกล่าวยังเข้าสู่รัฐ แล้วนำมาจัดสรรผ่านระบบงบประมาณตามภารกิจและความจำเป็น “พูดง่ายๆ คือ เงินไม่ได้หายไป สิ่งที่เปลี่ยนคือ เส้นทางของเงิน จากเดิมผู้ประกอบการจ่ายภาษีและเงินบำรุง แล้วส่งตรงให้องค์กร เปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการจ่ายภาษีของรัฐ เข้าสู่ระบบงบประมาณ และจัดสรรตามภารกิจ” นายศุภชัย กล่าวว่าการถกเถียงเรื่องนี้จึงไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นว่า ฝ่ายหนึ่ง “ปกป้องสิทธิมนุษยชน” ส่วนอีกฝ่าย “ทำลายสิทธิมนุษยชน” แต่คำถามที่ควรถามจริงๆ คือ ประเทศไทยควรจัดระบบรายได้และรายจ่ายของรัฐอย่างไร ให้รักษาได้พร้อมกันทั้ง 3 เรื่อง ได้แก่ วินัยการเงินการคลัง ความโปร่งใสตรวจสอบได้ และความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร “กสม.เองเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่า องค์กรสามารถรับงบประมาณจากรัฐ และในขณะเดียวกันก็สามารถมีหลักประกันความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ได้ เพราะฉะนั้น เราไม่ควรสับสนระหว่าง ‘ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่’ กับ ‘ความเป็นอิสระจากระบบงบประมาณ’ เพราะสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน” นายศุภชัย กล่าว นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า สิทธิของประชาชนต้องได้รับการคุ้มครอง เสรีภาพของสื่อต้องได้รับการประกัน ความเป็นอิสระต้องไม่ถูกแทรกแซง ขณะเดียวกัน เงินของประชาชนทุกบาทก็ควรอยู่ภายใต้ระบบที่โปร่งใส มีวินัย และตรวจสอบได้ ซึ่งควรเป็นหลักการสำคัญในการปฏิรูประบบการเงินการคลังของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...