โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘กฟผ.’ กางแผนดัน SMR 9,000 เมกฯ ชูโรงไฟฟ้าต้นแบบ 300 MW ปูทางลงทุนระยะยาว

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายศิริวัฒน์ เจตน์ศรี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยในการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาค IAEA–สหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการขยายการนำเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) มาใช้ : จากโครงการต้นแบบแห่งแรก (FOAK) สู่การพัฒนาโครงการในลำดับต่อไป (NOAK) และรูปแบบการจัดหาเงินทุน ว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายร่วมกันที่สำคัญ นั่นคือ จะสามารถจัดหาไฟฟ้าที่มีความมั่นคง เชื่อถือได้ และมีราคาที่เหมาะสม เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และในขณะเดียวกันก็บรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในระยะยาวได้อย่างไร

ระบบพลังงานในอนาคตมีแนวโน้มที่จะประกอบด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย ทั้งพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าขั้นสูง รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ที่อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญ

ภายใต้บริบทดังกล่าว เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ SMR จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนานาประเทศทั่วโลก

SMR หนึ่งทางเลือกไฟฟ้าสะอาด

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันเทคโนโลยี SMR อยู่ระหว่างการพิจารณาให้เป็นหนึ่งในทางเลือกของแหล่งผลิตไฟฟ้าสะอาดที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP) หรือ PDP2926

ด้วยคุณสมบัติในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถทำงานเสริมกับแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนตามสภาพธรรมชาติ เทคโนโลยี SMR จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ควรได้รับการศึกษาและพิจารณาอย

‘กฟผ.’ กางแผนดัน SMR 9,000 เมกฯ ชูโรงไฟฟ้าต้นแบบ 300 MW ปูทางลงทุนระยะยาว

ในระหว่างที่ประเทศไทยกำลังศึกษาความเป็นไปได้ดังกล่าว บทบาทสำคัญของ กฟผ. คือ การเตรียมความพร้อม โดยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ การประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศ

จากการดำเนินงานดังกล่าว กฟผ.ได้ตระหนักถึงบทเรียนสำคัญประการหนึ่งอย่างชัดเจนว่าความสำเร็จของโครงการพัฒนาเทคโนโลยี SMR ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินโครงการให้มีความยั่งยืนทางการเงินและมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ด้วย และประเด็นดังกล่าวนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการประชุมเชิงปฏิบัติการที่เกิดขึ้น

นำเข้าแหล่งทุนเหมาะสมคือความท้าทาย

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของ กฟผ. การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนเหมาะสมถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่สุดของการนำเทคโนโลยี SMR มาใช้ โดยเมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยี SMR ประเด็นที่มักได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ได้แก่ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และการจัดการกากกัมมันตรังสี

สำหรับเจ้าของโครงการ นักลงทุน สถาบันผู้ให้กู้ และภาครัฐ ยังมีคำถามสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นคือ จะสามารถดำเนินโครงการให้สำเร็จได้ภายใต้ต้นทุนที่ยอมรับได้ และมีระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมหรือไม่

‘กฟผ.’ กางแผนดัน SMR 9,000 เมกฯ ชูโรงไฟฟ้าต้นแบบ 300 MW ปูทางลงทุนระยะยาว

คำถามดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับประเทศที่กำลังพิจารณาพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์เป็นครั้งแรก แม้ว่าเทคโนโลยี SMR จะมีคุณลักษณะและศักยภาพที่น่าสนใจหลายประการ แต่เทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ โครงการ SMR หลายแห่งทั่วโลกจึงยังคงเผชิญกับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนเงินลงทุน โครงสร้างการจัดหาเงินทุน ห่วงโซ่อุปทาน และการจัดสรรความเสี่ยงระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

มุ่งเทคโนโลยีที่พร้อม-สมบูรณ์

สำหรับ กฟผ. นั้น มีแนวทางที่จะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่มีระดับความพร้อมและความสมบูรณ์ของการพัฒนาที่เหมาะสม มีผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ และมีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่ได้มุ่งพิจารณาเฉพาะเทคโนโลยีที่ยังอยู่ในสถานะโครงการแรกของโลก หรือ First-of-a-Kind (FOAK) เท่านั้น

นายศิริวัฒน์ กล่าวต่อไปอีกว่า แม้เทคโนโลยีนั้นจะได้รับการพิสูจน์และใช้งานแล้วในประเทศอื่น แต่การพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR หน่วยแรกในประเทศไทยก็ยังถือเป็นการดำเนินโครงการครั้งแรกสำหรับประเทศไทย หรือ First-of-a-Kind ในบริบทของประเทศ และความแตกต่างประการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง

‘กฟผ.’ กางแผนดัน SMR 9,000 เมกฯ ชูโรงไฟฟ้าต้นแบบ 300 MW ปูทางลงทุนระยะยาว

สำหรับกฟผ. ความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศที่จำเป็นต่อการรองรับเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานและสถาบันที่เกี่ยวข้อง การจัดตั้งกลไกด้านเงินทุน การเตรียมความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการสั่งสมประสบการณ์ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาโครงการในระยะต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงได้ดำเนินความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (Office of Atoms for Peace: OAP) กระทรวงพลังงาน (Ministry of Energy: MOE) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (Thailand Institute of Nuclear Technology: TINT) และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ เพื่อประเมินระดับความพร้อมของประเทศตามกรอบแนวทางของ IAEA รวมถึงระบุประเด็นที่ยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงความท้าทายด้านการลงทุน จึงจำเป็นต้องมองให้ครอบคลุมมากกว่าต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว รวมถึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าความเสี่ยงต่าง ๆ ควรได้รับการจัดสรรระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร และจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าโครงสร้างทางธุรกิจและโครงสร้างทางการเงินรูปแบบใดมีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนาโครงการในระยะเริ่มต้น

ศึกษาบทบาทความเป็นไปได้ภาครัฐ

อีกทั้งยังจำเป็นต้องศึกษาบทบาทที่เป็นไปได้ของภาครัฐ หน่วยงานสาธารณูปโภค ผู้พัฒนาและจัดหาเทคโนโลยี หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าประเทศต่าง ๆ จะสามารถเปลี่ยนผ่านจากโครงการ FOAK ไปสู่การพัฒนาโครงการในลำดับต่อ ๆ ไป หรือ Nth-of-a-Kind (NOAK) ได้อย่างประสบความสำเร็จอย่างไร เพื่อให้ต้นทุนและความเสี่ยงสามารถลดลงได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

“เชื่อว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวจัดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสม และจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับประเทศอย่างไทย โอกาสในการเรียนรู้จากประสบการณ์ของนานาประเทศถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สามารถเรียนรู้ได้ไม่เพียงจากโครงการที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความท้าทายและอุปสรรคที่ประเทศต่าง ๆ ได้เผชิญระหว่างการดำเนินโครงการด้วย”

การทำความเข้าใจแนวทางที่ประเทศอื่นใช้ในการบริหารความเสี่ยงด้านการเงิน รูปแบบการเป็นเจ้าของโครงการ กลไกสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวในอนาคตได้อย่างรอบคอบและมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

นายศิริวัฒน์ กล่าวต่อไปอีกว่า ไม่ควรมองโครงการ SMR แห่งแรกเป็นเพียงการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเท่านั้น แต่ควรมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของประเทศในระยะยาวด้วย การดำเนินโครงการแรกให้ประสบความสำเร็จจะช่วยสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์ ช่วยพัฒนาบุคลากร ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยงานและสถาบันที่เกี่ยวข้อง ช่วยขยายโอกาสการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ และช่วยวางรากฐานสำหรับการพัฒนาโรงไฟฟ้าหน่วยต่อ ๆ ไป ให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและมีต้นทุนที่ลดลงในหลายมิติ

การสนับสนุนโครงการแรกจึงไม่ใช่เพียงการจัดหาเงินทุนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น หากแต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้และยกระดับศักยภาพของประเทศโดยรวม

กำลังพิจารณานำ SMR ใช้เบื้องต้น

ภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569 หรือ Draft Power Development Plan 2026 ประเทศไทยกำลังพิจารณาการนำเทคโนโลยี SMR มาใช้ในระยะเริ่มต้น โดยกำหนดโครงการนำร่องขนาดกำลังผลิต 300 เมกะวัตต์ เมื่อพิจารณาในระยะยาว แนวทางการพัฒนาดังกล่าวยังครอบคลุมถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจาก SMRs สูงสุดถึง 9,000 เมกะวัตต์ ในช่วงปี ค.ศ. 2038–2050 หรือ พ.ศ. 2581–2593

หากวิสัยทัศน์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จริง โรงไฟฟ้า SMR หน่วยแรกก็จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนงานพัฒนาที่มีขอบเขตกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงไม่ควรพิจารณาการตัดสินใจลงทุนเฉพาะในมิติของโรงไฟฟ้าเพียงแห่งเดียว แต่ควรมองถึงโอกาสในการพัฒนาโรงไฟฟ้าหลายหน่วยในระยะยาว และพิจารณาว่าการดำเนินโครงการแรกจะสามารถสร้างรากฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาโครงการในลำดับต่อไปได้อย่างไร

ประเด็นดังกล่าวนี้ทำให้การเปลี่ยนผ่านจาก FOAK ไปสู่ NOAK มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่า เราจะจัดหาเงินทุนสำหรับโรงไฟฟ้าหน่วยแรกได้อย่างไร แต่ยังรวมถึงว่าจะสามารถนำบทเรียนและประสบการณ์จากการดำเนินโครงการแรกมาต่อยอด เพื่อลดความเสี่ยง ลดต้นทุนเงินลงทุน เสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนสำหรับการขยายโครงการในอนาคตได้อย่างไร

การดำเนินโครงการแรกให้ประสบความสำเร็จจะช่วยสร้างประสบการณ์ด้านการกำกับดูแล เสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานและสถาบันที่เกี่ยวข้อง พัฒนาทักษะและสมรรถนะของบุคลากร ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับการเติบโตในระยะยาว

เมื่อเวลาผ่านไป การพัฒนาในด้านต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยลดระดับความเสี่ยงและเพิ่มความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการ อันจะนำไปสู่การขยายการใช้งานเทคโนโลยี SMR ที่มีความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น และสามารถพัฒนาได้ในระดับที่กว้างขวางขึ้น

“จากมุมมองดังกล่าว โครงการ SMR แห่งแรกจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการลงทุนที่ดำเนินการแยกเป็นโครงการเดี่ยวแต่ควรถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการวางรากฐานไปสู่การพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ระดับชาติที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในอนาคตในขณะที่ประเทศไทยยังคงดำเนินการศึกษาและประเมินทางเลือกด้านพลังงานนิวเคลียร์สำหรับอนาคต ความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนจะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานสาธารณูปโภค ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และองค์การระหว่างประเทศ ต่างมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานดังกล่าวไม่มีหน่วยงานใดสามารถดำเนินโครงการพลังงานนิวเคลียร์ให้ประสบความสำเร็จได้โดยลำพังความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ การประสานงานอย่างใกล้ชิด และความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...