โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฝีดาษวานรในไทยปี 2569 พบ 470 ราย เปิดกรณีหนุ่มตรวจ 4 ครั้งกว่าจะรู้ผล

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กรมควบคุมโรครายงานผู้ป่วยฝีดาษวานรในไทยปี 2569 สะสม 470 ราย เสียชีวิต 3 ราย เปิดกรณีหนุ่มวัย 25 ปี พบแพทย์ 4 ครั้งก่อนยืนยันติดเชื้อ พร้อมอธิบายอาการ วิธีตรวจ PCR การแพร่เชื้อ และแนวทางรักษาที่บ้าน

โรคฝีดาษวานร หรือ Mpox ยังคงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปีจำนวน 470 ราย และมีผู้เสียชีวิตสะสม 3 ราย ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนสังเกตอาการผิดปกติ โดยเฉพาะผื่น ตุ่มน้ำ และต่อมน้ำเหลืองโต รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการสงสัยติดเชื้อ

ล่าสุด กรณีชายวัย 25 ปี เปิดเผยประสบการณ์ป่วยฝีดาษวานรผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หลังต้องเข้าพบแพทย์หลายครั้งก่อนทราบผลยืนยันการติดเชื้อ ได้รับความสนใจจากประชาชน โดยเฉพาะประเด็นการวินิจฉัยโรคในระยะแรกที่อาจมีอาการคล้ายโรคอื่น รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับช่องทางแพร่เชื้อและแนวทางรักษาผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง

เปิดกรณีผู้ป่วยวัย 25 ปี พบแพทย์ 4 ครั้งก่อนทราบผล

กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องราวของนายธนภัทร หรือ ออกัส อายุ 25 ปี ซึ่งเปิดเผยว่าเริ่มมีอาการผิดปกติในช่วงเดือนตุลาคม 2569 โดยมีอาการนอนไม่หลับติดต่อกัน 2–3 วัน ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหลังรุนแรง และต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบทั้งสองข้างบวมโต ก่อนเริ่มมีผื่นและตุ่มขึ้นตามผิวหนัง รวมถึงบริเวณใบหน้า

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล หลังอาการปวดรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยระบุว่าต้องพบแพทย์รวม 4 ครั้ง ก่อนจะได้รับการวินิจฉัยยืนยันว่าติดเชื้อฝีดาษวานร

ในระยะแรกมีการตรวจเลือดและประเมินการทำงานของตับและไต ซึ่งผลตรวจทั่วไปไม่พบความผิดปกติชัดเจน ต่อมาผู้ป่วยเข้ารับการประเมินจากแพทย์อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งพบลักษณะรอยโรคที่เข้าข่ายสงสัยฝีดาษวานร จึงมีการประสานส่งตรวจยืนยันตามขั้นตอนทางการแพทย์

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นคำบอกเล่าของผู้ป่วยเกี่ยวกับการเข้ารับบริการ ยังไม่มีรายละเอียดผลตรวจทางห้องปฏิบัติการครบทั้ง 4 ครั้ง จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ป่วยได้รับการตรวจหาเชื้อฝีดาษวานรด้วยวิธี PCR แล้วได้ผลเป็นลบถึง 3 ครั้ง หรือเกิดข้อผิดพลาดในการวินิจฉัยของสถานพยาบาล

ภายหลังทราบผล ผู้ป่วยเลือกแยกตัวรักษาที่บ้านภายใต้คำแนะนำและการติดตามอาการของแพทย์ โดยข้อมูลช่วงวันที่ 3–4 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า อาการปวดเริ่มทุเลา ไม่มีไข้แล้ว แต่ยังมีรอยแผลและสะเก็ดตามผิวหนัง จึงต้องแยกตัวต่อไปจนกว่าจะเป็นไปตามเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด

สำหรับเหตุผลที่เปิดเผยเรื่องราว ผู้ป่วยระบุโดยสรุปว่า ต้องการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการหยุดงานเพื่อรักษาตัว และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร โดยไม่ต้องการให้ผู้ติดเชื้อถูกตีตราหรือถูกตัดสินจากพฤติกรรมส่วนบุคคล

ทำไมโรคฝีดาษวานรจึงอาจวินิจฉัยได้ยากในระยะแรก

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า ระยะฟักตัวของโรคฝีดาษวานรโดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 1–21 วัน หลังได้รับเชื้อ โดยผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการแตกต่างกัน ทั้งช่วงเวลาที่เริ่มป่วย ความรุนแรงของอาการ และลักษณะรอยโรคบนผิวหนัง

อาการที่พบได้ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโต ก่อนหรือระหว่างที่เกิดผื่นและตุ่มตามร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีผื่นหรือตุ่มเป็นอาการแรก โดยไม่มีไข้นำมาก่อน

ความท้าทายในการวินิจฉัยเกิดจากอาการบางอย่างมีลักษณะใกล้เคียงกับโรคติดเชื้อชนิดอื่น เช่น โรคสุกใส โรคเริม และโรคติดเชื้อทางผิวหนัง โดยเฉพาะในระยะแรกที่ผื่นยังไม่ปรากฏชัดเจน หรือมีจำนวนรอยโรคไม่มาก

นอกจากนี้ การตรวจเลือดทั่วไป รวมถึงการตรวจค่าการทำงานของตับและไต ไม่ใช่การตรวจยืนยันการติดเชื้อฝีดาษวานรโดยตรง แม้ผลตรวจดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถตัดความเป็นไปได้ของโรคนี้ออกได้ทั้งหมด

ตรวจฝีดาษวานรด้วย PCR วิธีหลักในการยืนยันเชื้อ

กรมควบคุมโรคและองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี Polymerase Chain Reaction หรือ PCR เป็นวิธีหลักในการยืนยันการติดเชื้อฝีดาษวานร

การเก็บตัวอย่างมักดำเนินการจากรอยโรคบนผิวหนัง เช่น การป้ายเก็บตัวอย่างจากตุ่มหรือแผล รวมถึงวัสดุจากรอยโรคตามความเหมาะสม เพื่อนำไปตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสในห้องปฏิบัติการ

กระบวนการวินิจฉัยยังต้องอาศัยการประเมินร่วมกับประวัติสัมผัสเสี่ยงและอาการทางคลินิก โดยเฉพาะผู้ที่มีผื่นผิดปกติร่วมกับต่อมน้ำเหลืองโต หรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ

หากเคยพบแพทย์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือเริ่มมีผื่นและตุ่มเพิ่มขึ้น ควรกลับเข้ารับการประเมินอีกครั้ง พร้อมแจ้งลำดับการเกิดอาการและประวัติการรักษาก่อนหน้า เพื่อช่วยให้แพทย์พิจารณาการตรวจเพิ่มเติมได้เหมาะสม

ฝีดาษวานรติดต่ออย่างไร ใช้สิ่งของร่วมกันเสี่ยงหรือไม่

โรคฝีดาษวานรเกิดจากเชื้อไวรัส Monkeypox virus ซึ่งสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการสัมผัสผิวหนัง รอยโรค สารคัดหลั่ง และเยื่อบุ รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือเครื่องนอน

การสัมผัสใกล้ชิดระหว่างกิจกรรมทางเพศเป็นหนึ่งในช่องทางแพร่เชื้อที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ช่องทางเดียว เนื่องจากการสัมผัสโดยตรงในลักษณะอื่นก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน

สำหรับกรณีใช้แก้วน้ำหรือภาชนะร่วมกัน ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับลักษณะการสัมผัสและการปนเปื้อนของเชื้อ โดยไม่สามารถระบุได้ว่าการใช้ภาชนะร่วมกันทุกครั้งจะทำให้ติดเชื้อ และไม่สามารถนำประวัติการใช้แก้วน้ำร่วมกับบุคคลอื่นมาใช้ยืนยันแหล่งติดเชื้อได้โดยไม่มีหลักฐานประกอบ

ดังนั้น การระบุช่องทางติดเชื้อของผู้ป่วยแต่ละรายจึงต้องอาศัยข้อมูลการสอบสวนโรค รวมถึงประวัติการสัมผัสในช่วงระยะฟักตัว ไม่สามารถสรุปจากการเข้าร่วมกิจกรรมสังสรรค์หรืออยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากเพียงอย่างเดียว

ผู้ป่วยฝีดาษวานรต้องนอนโรงพยาบาลทุกคนหรือไม่

แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยฝีดาษวานรของหน่วยงานสาธารณสุขไทยกำหนดให้แพทย์ประเมินความรุนแรงของโรคและปัจจัยเสี่ยงเป็นรายบุคคล โดยผู้ป่วยบางกลุ่มสามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกและแยกตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation ได้

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ระบบภูมิคุ้มกันปกติ และมีสภาพที่พักเหมาะสมต่อการป้องกันการแพร่เชื้อ แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาที่บ้าน พร้อมติดตามอาการและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลรอยโรค การใช้ยา และการป้องกันการแพร่เชื้อ

ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีรอยโรคในตำแหน่งที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น บริเวณดวงตา รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถแยกตัวที่บ้านได้อย่างเหมาะสม อาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

สำหรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ปัจจุบันมีการศึกษาการใช้ยา Tecovirimat สำหรับผู้ป่วยฝีดาษวานร แต่หลักฐานด้านประสิทธิผลและเงื่อนไขการใช้ยังมีข้อจำกัด การพิจารณาให้ยาจึงอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามแนวทางที่เกี่ยวข้อง

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถฟื้นตัวได้ด้วยการรักษาประคับประคอง เช่น การบรรเทาอาการปวด การดูแลบาดแผล การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ และการป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน ทั้งนี้ต้องมีการติดตามอาการเพื่อประเมินความจำเป็นในการรักษาเพิ่มเติม

กักตัวฝีดาษวานรกี่วัน จึงจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ

ระยะเวลาการเจ็บป่วยของโรคฝีดาษวานรโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2–4 สัปดาห์ แต่อาจแตกต่างกันไปตามสุขภาพพื้นฐานและความรุนแรงของอาการ

ผู้ป่วยควรแยกตัวจากบุคคลอื่นจนกว่ารอยโรคทั้งหมดจะหาย สะเก็ดหลุดออก และมีผิวหนังใหม่ปกคลุมอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากในช่วงที่ยังมีรอยโรคอาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อได้

ระหว่างรักษาตัวควรใช้ของส่วนตัวแยกจากสมาชิกในครอบครัว หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด ทำความสะอาดพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อย และดูแลแผลตามคำแนะนำของแพทย์

หากมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ปวดมากผิดปกติ หายใจลำบาก อ่อนเพลียมาก ดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีความผิดปกติบริเวณดวงตา ควรติดต่อสถานพยาบาลทันที ไม่ควรรอให้อาการหายเอง

สถานการณ์ฝีดาษวานรไทยปี 2569 พบผู้ป่วยสะสม 470 ราย

ข้อมูลสถานการณ์โรคฝีดาษวานรจากกรมควบคุมโรค ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปีจำนวน 470 ราย และมีผู้เสียชีวิตสะสม 3 ราย

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโรคฝีดาษวานรยังคงมีการตรวจพบผู้ติดเชื้อในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาการ ช่องทางแพร่เชื้อ และการเข้าถึงบริการตรวจรักษา

ขณะเดียวกัน หน่วยงานสาธารณสุขยังให้ความสำคัญกับการลดการตีตราผู้ป่วย เนื่องจากความกังวลเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติอาจเป็นอุปสรรคต่อการเปิดเผยประวัติสัมผัสเสี่ยง และการเข้ารับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที

กรณีผู้ป่วยวัย 25 ปีที่เปิดเผยประสบการณ์ครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างของความสำคัญในการสังเกตอาการและติดตามการวินิจฉัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีผื่นผิดปกติร่วมกับอาการที่เข้าข่ายโรคฝีดาษวานร

สิ่งสำคัญสำหรับประชาชนคือการทำความเข้าใจว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อมีการรับเชื้อผ่านช่องทางที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปพฤติกรรมส่วนบุคคลจากสถานะการติดเชื้อ และควรให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...