"ชัชชาติ" แจงปมแก้มลิง ยันน้อมนำแนวคิดปรับใช้ระบายน้ำ เน้นคุ้มค่าเหมาะสมพื้นที่
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการบริหารจัดการน้ำและการดำเนินโครงการแก้มลิง โดยยืนยันว่ากรุงเทพมหานครน้อมนำแนวคิดตามพระราชดำริ 5 แนวทางของรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ตามหลักวิชาการ พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียที่ระบุว่าตนเองต่อต้านหรือยกเลิกโครงการแก้มลิงตามพระราชดำริ โดยยืนยันว่าข่าวดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ และตนเองได้เปิดรับชมวิดีโอพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 มากกว่า 10 ครั้งเพื่อทำความเข้าใจทฤษฎีอย่างถ่องแท้
นายชัชชาติ ระบุว่า แนวคิดแก้มลิงเป็นทฤษฎีการกักเก็บน้ำตามพระราชดำริ ซึ่ง กทม. นำมาใช้ร่วมกับแนวทางอื่น ได้แก่ การสร้างคันกั้นน้ำ การทำทางด่วนน้ำหรืออุโมงค์ระบายน้ำ การปรับปรุงสภาพคลอง และการเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ สำหรับโครงการแก้มลิง 6 แห่งที่เป็นประเด็นนั้น เป็นโครงการที่บริษัทที่ปรึกษาได้ศึกษาและคัดเลือกพื้นที่ไว้ตั้งแต่ปี 2556 หลังเหตุการณ์อุทกภัยปี 2554 เพื่อรับน้ำในอัตรา 110 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทว่าผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในอดีตทำให้มีการยกเลิกไปแล้ว 4 แห่ง คงเหลือเพียง 2 แห่ง คือบึงรับน้ำคลองบางชันและบึงคู้บอน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนที่ต้องตัดสินใจเรื่องการเวนคืนที่ดิน
นายชัชชาติ ชี้แจงว่า โครงการแก้มลิง 2 แห่งที่เหลือ ต้องใช้เงินงบประมาณรวมสูงถึง 11,000 ล้านบาท โดยเป็นค่าเวนคืนที่ดินเอกชนมากกว่า 5,000 ถึง 6,000 ล้านบาท เนื่องจากไม่ได้เป็นบึงธรรมชาติหรือพื้นที่สาธารณะ นอกจากนี้ บึงทั้งสองแห่งมีความจุรวมประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยชะลอน้ำได้เฉพาะพื้นที่โดยรอบ เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำฝนสะสมใน กทม. ที่สูงถึง 300 ล้านลูกบาศก์เมตร
ประกอบกับคลองบางชันเป็นคลองขนาดเล็ก การชักน้ำเข้าและสูบน้ำออกทำได้ยาก กทม. จึงพิจารณาทางเลือกปรับปรุงประสิทธิภาพระบบคลองและอุโมงค์ระบายน้ำ ซึ่งใช้เงินงบประมาณประมาณ 6,500 ล้านบาท หรือประหยัดลงเกือบครึ่งหนึ่ง แต่สามารถระบายน้ำได้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ โดยอุโมงค์ระบายน้ำขนาด 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 1 แห่ง สามารถระบายน้ำได้วันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเทียบเท่าความจุของบึงขนาดใหญ่ถึง 5 บึง
นายชัชชาติโต้แย้งข้อกล่าวหาเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน โดยระบุว่าหากดำเนินการเวนคืนที่ดินตามราคาตลาด เอกชนผู้ถือครองที่ดินย่อมได้รับเงินจากการขายที่ดินให้รัฐ ดังนั้นการไม่เวนคืนจึงไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ แต่เป็นการตัดสินใจเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและตรงตามหลักวิศวกรรม
ทั้งนี้ กทม. ยังคงขับเคลื่อนโครงการแก้มลิงอย่างต่อเนื่องตามความเหมาะสม โดยในช่วงปี 2565–2569 มีโครงการแก้มลิงรวม 38 แห่ง และเตรียมเพิ่มอีก 7 แห่งในอนาคต โดยเน้นกระจายแก้มลิงขนาดเล็กตามจุดต่างๆ ที่น้ำเข้าออกได้สะดวก เช่น วงเวียนหลักสี่ พื้นที่สนามชัย แก้มลิงประจำหมู่บ้าน ตลอดจนการให้โบนัสพื้นที่อาคารแก่ตึกสูงที่จัดทำพื้นที่กักเก็บน้ำตามกฎหมาย
"ถ้าจะมาถกเถียงกันในเรื่องความคุ้มค่าหรือเหตุผลทางเทคนิคว่าควรทำหรือไม่ทำ อันนี้ถกกันได้เลยไม่มีปัญหา แต่ขออย่าเอาคำว่าพระราชดำริมาเชื่อมโยงว่าเราไม่สนองพระราชดำริ เพราะพระองค์ท่านพระราชทานแนวคิดหลักเรื่องแก้มลิงไว้ ส่วนการเลือกตำแหน่งพื้นที่เป็นเรื่องที่ที่ปรึกษาในอดีตเลือกกันเอง เราเป็นวิศวกรก็ต้องพิจารณาตามหลักเทคนิค ความเหมาะสม และประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก" นายชัชชาติ กล่าว