โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

11 ประกันขานรับมติ ครม. ฝ่ามวลน้ำรับประกันภัยพิบัติฯ ชี้ปมน้ำล้อมต้องเกิน 7 วันถึงจ่ายครัวเรือนละหมื่น

สยามรัฐ

อัพเดต 24 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 48 นาทีที่แล้ว

สมาคมประกันวินาศภัยไทย ขานรับมติ ครม. เดินหน้า “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ชูระบบประกันภัยเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงประเทศ ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยพร้อมผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐ ดูแลประชาชนกว่า 30 ล้านหลังคาเรือน

สมาคมประกันวินาศภัยไทย ขานรับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยงจากภัยพิบัติของประเทศ จากแนวทางการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดภัย สู่การเตรียมความพร้อมและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย ซึ่งจะช่วยสร้างหลักประกันให้ประชาชนจำนวนประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนให้ภาครัฐสามารถบริหารความเสี่ยงและวางแผนภาระงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ซึ่งเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มีระบบดังกล่าว พร้อมเห็นชอบ “กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” และ “กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” เพื่อเป็นกลไกในการให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ โดยกำหนดกรอบวงเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวม 15,500 ล้านบาท แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มฯ จำนวน 15,000 ล้านบาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มฯ จำนวน 500 ล้านบาท

สำหรับความคุ้มครองจากระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ประชาชนได้รับความคุ้มครองทั้งทรัพย์สินและชีวิต ดังนี้

1. ความคุ้มครองความเสียหายต่อบ้านอยู่อาศัย ซึ่งได้แก่ บ้านที่มีบ้านเลขที่ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร และที่พักอาศัยที่มีสภาพความเป็นบ้านแต่ไม่มีบ้านเลขที่ แต่ได้รับการรับรองว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีคนอยู่อาศัยประจำที่กรมการปกครองได้มีการสำรวจเพิ่มเติมและสิ้นสุดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569

กรมธรรม์นี้ให้ความคุ้มครองเฉพาะความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างและสิ่งติดตั้งตรึงตรา (เฟอร์นิเจอร์บิวต์อิน) ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น แอร์ โทรทัศน์ พัดลม หรือเครื่องใช้เครื่องตกแต่ง โดยครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่

  • อุทกภัย (น้ำท่วม รวมถึงน้ำท่วมอันเกิดจากลมพายุ น้ำป่า และโคลนถล่ม)

  • วาตภัย (ลมพายุ รวมถึงฟ้าผ่า)

  • แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นใต้น้ำ หรือสึนามิ

วงเงินความคุ้มครองต่อหลังคาเรือน:

  • อุทกภัย: บ้านอยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท โดยไม่ต้องรอการประเมินความเสียหายให้แล้วเสร็จ และสามารถได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติมหลังจากประเมินความเสียหายที่แท้จริงแต่ไม่เกิน 90,000 บาท รวมวงเงินสูงสุด 100,000 บาท ต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน

  • กรณีบ้านที่ไม่ได้รับความเสียหาย: แต่มีน้ำล้อมสิ่งปลูกสร้างอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบให้ผู้ที่อยู่อาศัยเป็นประจำไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกินกว่า 7 วันขึ้นไป จะได้รับค่าสินไหมทดแทน 10,000 บาท ต่อหลังคาเรือน

  • วาตภัย: ได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท โดยไม่ต้องรอการประเมินความเสียหายให้แล้วเสร็จ และสามารถได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติมหลังจากประเมินความเสียหายที่แท้จริงแต่ไม่เกิน 95,000 บาท รวมวงเงินสูงสุด 100,000 บาท ต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน

  • แผ่นดินไหว / ภูเขาไฟระเบิด / คลื่นใต้น้ำ / สึนามิ: ได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท โดยไม่ต้องรอการประเมินความเสียหายให้แล้วเสร็จ และสามารถได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติมหลังจากประเมินความเสียหายที่แท้จริงแต่ไม่เกิน 95,000 บาท รวมวงเงินสูงสุด 100,000 บาท ต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน

ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และเอกสารประกอบที่กำหนด โดยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามข้อตกลงคุ้มครองข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อข้างต้นรวมกัน จะไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน

2. ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต และทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติ กรณีคนไทยเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย หรือแผ่นดินไหว จะได้รับค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต 2,000,000 บาทต่อคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยจ่ายให้แก่ทายาทโดยธรรม สำหรับกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติ จะได้รับ 2,000,000 บาทต่อคน

ทั้งนี้ กรมธรรม์ดังกล่าวกำหนดให้มีผลความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ดังนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนหน้าวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และความเสียหายที่เกิดจากมวลน้ำที่มีอยู่เดิม จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัยครั้งนี้ แต่ประชาชนยังคงได้รับการเยียวยาจากภาครัฐตามปกติ

นโยบายดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับ “ระบบประกันภัย” ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกบริหารความเสี่ยงของประเทศ จากเดิมที่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ดำเนินการหลังเกิดเหตุและต้องจัดสรรงบประมาณตามความเสียหายที่เกิดขึ้น มาเป็นการเตรียมระบบรองรับและถ่ายโอนความเสี่ยงบางส่วนไว้ล่วงหน้าผ่านกลไกประกันภัย ซึ่งช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนการบริหารความเสี่ยงและภาระงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ประชาชนมีหลักประกันด้านชีวิตและทรัพย์สินเมื่อเกิดภัยพิบัติ

“หัวใจสำคัญของระบบนี้ ไม่ใช่เพียงการมีเงินชดเชยเมื่อเกิดภัย แต่คือการทำให้ประเทศมีระบบบริหารความเสี่ยงที่เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า ภาครัฐสามารถกำหนดได้ชัดเจนว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้เอง และส่วนใดสามารถถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัยได้ ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนทั้งในด้านความเสียหายและภาระงบประมาณ ขณะเดียวกันประชาชนก็จะมีหลักประกันและสามารถเข้าถึงการชดเชยได้รวดเร็วขึ้นเมื่อเกิดภัย” ดร.สมพร กล่าว

ดร.สมพร กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะสร้างประโยชน์ในหลายมิติ ได้แก่

  • มิติของประชาชน: ช่วยให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย มีหลักประกันล่วงหน้าและเข้าถึงความช่วยเหลือได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ลดความไม่แน่นอนในการฟื้นฟูชีวิตและที่อยู่อาศัย

  • มิติของภาครัฐ: ระบบดังกล่าวช่วยให้สามารถบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงได้ล่วงหน้า ทำให้สามารถวางแผนการจัดสรรงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย

  • มิติของประเทศ: ช่วยเสริมความสามารถในการรองรับและฟื้นตัวจากภัยพิบัติ โดยใช้กลไกประกันภัยเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสังคมในวงกว้าง

ทั้งนี้ การดำเนินการประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประกันภัย โดยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้แก่ผู้รับประกันภัย ขณะที่สำนักงาน คปภ. ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ เพื่อให้มีศักยภาพในการดูแลประชาชนและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็วตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนด

อุตสาหกรรมประกันวินาศภัยมีความพร้อมที่จะร่วมทำงานกับภาครัฐ สำนักงาน คปภ. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยภาคธุรกิจประกันวินาศภัยจะนำองค์ความรู้ บุคลากร ระบบงาน และประสบการณ์ด้านการบริหารความเสี่ยงมาสนับสนุนการดำเนินงานในทุกมิติ ตั้งแต่การออกแบบระบบ การรับประกันภัย การประเมินความเสียหาย การจ่ายค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนการบริหารและกระจายความเสี่ยงผ่านระบบประกันภัยต่อ พร้อมทั้งร่วมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน เพื่อให้ระบบสามารถตอบสนองต่อความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

อนึ่ง สำหรับบริษัทที่เข้าร่วมพูลกลางรับประกันภัยพิบัติแห่งชาติครั้งนี้มีจำนวน 11 บริษัท ได้แก่

  • บมจ.ทิพยประกันภัย

  • บมจ.วิริยะประกันภัย

  • บมจ.กรุงเทพประกันภัย

  • บมจ.เมืองไทยประกันภัย

  • บมจ.กรุงไทยพานิชประกันภัย

  • บมจ.คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย)

  • บมจ.เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย)

  • บมจ.ฟอลคอนประกันภัย

  • บมจ.ไทยไอเคร์ประกันภัย (หรือ บมจ.ไอแคนแคร์ ประกันภัย)

  • บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์

  • บมจ.ไทยไพบูลย์ประกันภัย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...