ศึกสองขั้ว! กสทช.ยังไม่จบสนง.ส่งมติ 6 บอร์ดเข้าครม. จับตาศาลสูงสุดเรียก ‘ไตรรัตน์’ แจงใน 7 วัน
สถานการณ์ความขัดแย้งภายในสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เริ่มมีความเคลื่อนไหวใหม่ เมื่อวันที่ 31 ต.ค.69 มีรายงานว่า นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ลงนามหนังสือส่งมติการประชุมนัดพิเศษของกรรมการ กสทช. 6 คน ไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณาองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมใหญ่ผู้แทนผู้มีอำนาจเต็มของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU Plenipotentiary Conference 2026 ระหว่างวันที่ 9-27 พ.ย.69 ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์
หนังสือลงวันที่ 27 ต.ค.69 อ้างถึงมติประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ซึ่งมี รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย เป็นประธานในที่ประชุม โดยกรรมการทั้ง 6 คนเห็นชอบให้ พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมเห็นชอบกรอบท่าทีของประเทศไทยและร่างข้อสงวนที่เกี่ยวข้อง ก่อนมอบหมายให้สำนักงานเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.
การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา หลังสำนักงานเคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับอำนาจเรียกประชุมและความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมนัดพิเศษ อย่างไรก็ตาม หนังสือระบุชัดว่าเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทางธุรการเพื่อสนับสนุนการทำงานของกรรมการ โดยคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนและประโยชน์ของประเทศ จึงยังไม่ใช่การยืนยันว่ามติประชุมนัดพิเศษทั้งหมดชอบด้วยกฎหมาย
สำนักงานยังขอให้ ครม.พิจารณาเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือรับรองผู้แทน (Credentials) ส่งให้ ITU ทันก่อนพิธีเปิดวันที่ 9 พ.ย.69
ศาลปกครองสูงสุดเรียก ‘ไตรรัตน์’ แจงใน 7 วัน
อีกความเคลื่อนไหวสำคัญ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.69 มีรายงานว่าศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ล.3/2569 ลงวันที่ 28 ต.ค.69 ให้นายไตรรัตน์ชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานภายใน 7 วันนับแต่ได้รับคำสั่ง กรณีสำนักงาน กสทช.เผยแพร่เอกสารข่าวฉบับที่ 85/2569 ลงวันที่ 3 ก.ย.69 เกี่ยวกับคำสั่งศาลในคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช.
ศาลต้องการตรวจสอบว่านายไตรรัตน์รับทราบคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 จากบุคคลหรือแหล่งข้อมูลใด รวมถึงได้ส่งหรือเผยแพร่เอกสารข่าวดังกล่าวให้สื่อมวลชนและสื่อออนไลน์รายใดบ้าง โดยนายไตรรัตน์ให้ข้อมูลกับสำนักข่าวอิศราว่าได้รับคำสั่งแล้ว และอยู่ระหว่างจัดทำคำชี้แจง
ทั้งนี้ เป็นกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่อาจเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยว่านายไตรรัตน์กระทำความผิด และเป็นคนละประเด็นกับคดีคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์
‘เมธา’ เปิดปมต่ออายุรองเลขาฯ ตั้งข้อสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อน
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ต.ค.69 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง และรองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แถลงข้อเสนอปฏิรูป กสทช. ในเวทีหัวข้อ “อนาคตสื่อสาธารณะ พันธะ กสทช. และกองทุนสุขภาพ กับอิสรภาพจากอำนาจรัฐและทุน” โดยตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ในการใช้อำนาจระหว่าง ศ.คลินิก นพ.สรณ กับนายไตรรัตน์ รวมถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น
กระบวนการต่ออายุตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. สายงานยุทธศาสตร์ของนายไตรรัตน์ ก่อนครบวาระวันที่ 30 เม.ย.68 ข้อสงสัยว่าการประเมินดำเนินการโดยประธาน กสทช.เพียงคนเดียวหรือไม่
นายเมธายังตั้งข้อสังเกตว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจแต่งตั้งกับผู้ได้รับการต่ออายุตำแหน่งอาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ โดยประเด็นทั้งหมดจำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารมติบอร์ด คำสั่งต่ออายุ และหลักฐานการประเมินก่อนสรุปว่ามีการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนตำแหน่งประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ของนายไตรรัตน์นั้น ครม.มีมติแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.69 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 ก.ย.แล้ว ขณะที่นายไตรรัตน์เคยชี้แจงว่าสามารถดำรงตำแหน่งควบคู่กับงานในสำนักงาน กสทช.ได้ เพราะเห็นว่าระเบียบไม่ได้ห้ามไว้
ขณะเดียวกัน นายเมธา ยังเรียกร้องให้ตรวจสอบบทบาทของ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข อดีตเลขานุการประธาน กสทช. ตลอดจนข้อสงสัยเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง กลุ่มทุนโทรคมนาคม และโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานอิสระเพียงพอที่จะยืนยันข้อกล่าวหาเรื่องการแสวงหาประโยชน์หรือการแทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย
จี้ ‘อนุทิน’ สะสางสถานะประธาน เปิดทางตั้งคนใหม่
นายเมธา ยังพุ่งเป้าไปที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่ารัฐบาลมีหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายภายหลังคณะกรรมการสรรหา กสทช.วินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ แต่กลับปล่อยให้ข้อพิพาทเรื่องสถานะประธานและการเรียกประชุมยืดเยื้อ พร้อมตั้งข้อกล่าวหาว่าอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
โดยอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 180 และมาตรา 182 ประกอบ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 เสนอว่าการพ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมีผลตามกฎหมาย ไม่ควรใช้กระบวนการอุทธรณ์คดีเป็นเหตุให้การแก้ไขสถานะตำแหน่งหยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการตีความและความเห็นทางกฎหมายของนายเมธา ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยจากองค์กรที่มีอำนาจยืนยันว่ารัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา โดยมาตรา 20 ยังมีขั้นตอนเกี่ยวกับการนำความกราบบังคมทูลและผลของพระบรมราชโองการที่ต้องพิจารณาประกอบกัน
เรียกร้องให้สำนักงาน กสทช.ดำเนินการตามมาตรา 20 ซึ่งกำหนดให้แจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีเหตุให้กรรมการพ้นจากตำแหน่ง เพื่อเริ่มกระบวนการสรรหากรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง พร้อมเสนอให้กรรมการที่เหลือประชุมเลือกประธานคนใหม่ตามขั้นตอนกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ตรวจสอบและพิจารณาดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 รวมถึงยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากพบหลักฐานว่ามีผู้บริหารจงใจขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. ตลอดจนตรวจสอบเอกสารรับรองคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ที่นายเมธาตั้งข้อสงสัยว่ามีข้อความบางฉบับไม่ตรงกัน
ศึกประชุมสองขั้วยังเดินคนละทาง นัดใหม่ 4 พ.ย.
แม้สำนักงานจะส่งมติเรื่อง ITU เข้าสู่กระบวนการ ครม.แล้ว แต่ข้อขัดแย้งเรื่องอำนาจจัดประชุมยังไม่มีข้อยุติ โดยการประชุม กสทช.ครั้งที่ 25/2569 (ต่อเนื่อง) เมื่อวันที่ 28 ต.ค.69 ที่ห้องประชุมสายลม 1121 ชั้น 12 สำนักงาน กสทช. ไม่สามารถเปิดประชุมได้ เนื่องจากมีเพียง ศ.คลินิก นพ.สรณ เข้าร่วม ส่วนกรรมการอีก 6 คนไม่เข้าประชุม ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ และนัดประชุมครั้งต่อไปวันที่ 4 พ.ย.69
ขณะที่กรรมการอีก 6 คน ได้แก่ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต นายต่อพงศ์ เสลานนท์ พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร และ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ยืนยันแนวทางจัดประชุมนัดพิเศษ โดยอาศัยบทบัญญัติกฎหมายที่ให้กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้เมื่อมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน
ที่ผ่านมา กรรมการทั้ง 6 คนจัดประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 2, 6, 8 และ 21 ต.ค.69 มีการพิจารณาวาระและลงมติหลายเรื่อง ก่อนส่งผลให้สำนักงานรับทราบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ แต่สำนักงานโดยนายไตรรัตน์ยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการเรียกประชุม การบรรจุวาระ และการจัดทำรายงานการประชุม โดยเห็นว่าการนำมติไปปฏิบัติอาจทำให้เจ้าหน้าที่มีความเสี่ยงทางกฎหมาย
ความขัดแย้งยังลามไปถึงข้อสงสัยเรื่องการบันทึกเสียงการประชุม ก่อนที่กรรมการ 3 คน ได้แก่ รศ.ดร.ศุภัช พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ และ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ออกเอกสารชี้แจงเมื่อวันที่ 23 ต.ค.69 ยืนยันว่าไม่มีการสั่งลบเทปบันทึกเสียง และสามารถตรวจสอบหลักฐานการประชุมทั้ง 4 นัดได้
สำหรับมติประชุมนัดพิเศษวันที่ 21 ต.ค.69 นอกจากการเสนอผู้แทนไทยร่วมประชุม ITU ยังมีวาระแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมาย อนุมัติงบประมาณชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด พิจารณาโรดแมปทีวีดิจิทัลบางส่วน และมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้บริการโทรคมนาคมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งต้องติดตามว่าสำนักงานจะดำเนินการตามมติเหล่านี้อย่างไร
ปม ‘หมอสรณ’ ยังอยู่ชั้นอุทธรณ์ วาระสำคัญเสี่ยงสะดุด
ต้นตอของความขัดแย้งมาจากคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค.69 ซึ่งเห็นว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐ และให้ถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.ตั้งแต่แรก
ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ก.ย.69 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยื่นขอเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยเห็นว่าคณะกรรมการสรรหาดำเนินการชอบด้วยกฎหมาย แต่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งรับอุทธรณ์ไว้พิจารณาและให้ดำเนินกระบวนการโดยเร่งด่วน
การรับอุทธรณ์ไม่ได้หมายความว่าศาลปกครองสูงสุดกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ขณะเดียวกัน การเลือกประธานทำหน้าที่ในที่ประชุมของกรรมการ 6 คน ก็เป็นคนละขั้นตอนกับการแต่งตั้งประธาน กสทช.คนใหม่อย่างเป็นทางการ จึงยังต้องติดตามทั้งคำวินิจฉัยของศาลและการดำเนินการตามมาตรา 20
14 องค์กรภาคประชาชนจี้รัฐบาล ห่วงงานกำกับดูแลค้างสะสม
อีกด้านหนึ่ง เวทีวันที่ 29 ต.ค.69 มีเครือข่ายภาคประชาชนรวม 14 องค์กร เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขวิกฤต กสทช. โดยสภาผู้บริโภคระบุว่าความขัดแย้งเรื่องการประชุมกระทบต่อวาระกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมหลายด้าน ทั้งการติดตามเงื่อนไขควบรวมธุรกิจมือถือ ราคาค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ SMS หลอกลวง เบอร์โทรศัพท์ผิดกฎหมาย การรับมือมิจฉาชีพออนไลน์ และอนาคตกิจการโทรทัศน์
เครือข่ายยังเรียกร้องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง พร้อมคัดค้านความพยายามแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งรายได้ขององค์กรสื่อสาธารณะและกองทุน 4 แห่ง โดยกังวลว่าการเปลี่ยนจากรายได้ที่จัดสรรตามกฎหมายไปพึ่งพางบประมาณประจำปี อาจกระทบความเป็นอิสระจากอำนาจรัฐและกลุ่มทุน
ขณะที่ภารกิจจัดสรรคลื่นความถี่กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยใบอนุญาตสถานีวิทยุ FM และ AM กลุ่มหลักจะสิ้นสุดวันที่ 3 เม.ย.70 ส่วนใบอนุญาตคลื่นมือถือย่าน 2100 MHz กลุ่มเดิมจะหมดอายุวันที่ 6 ธ.ค.70 กสทช.จึงต้องเร่งกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางจัดสรรใหม่ให้ชัดเจน
ส่วนกิจการทีวีดิจิทัลที่ใบอนุญาตจะสิ้นสุดวันที่ 24 เม.ย.72 ยังต้องหาข้อสรุปเรื่องโครงสร้างการอนุญาตและการใช้โครงข่ายในอนาคต แม้จะมีความคืบหน้าการพิจารณาโรดแมปบางส่วนแล้วก็ตาม นอกจากนี้ยังมีโครงการ USO และงานกำกับดูแลการแข่งขันที่ต้องอาศัยการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ล่าสุดจึงสะท้อนว่า แม้สำนักงาน กสทช.เริ่มขยับด้วยการส่งมติ 6 กรรมการเรื่อง ITU ให้ ครม.พิจารณา แต่ยังไม่ใช่สัญญาณว่าความขัดแย้งสองขั้วจะยุติลง โดยวันที่ 4 พ.ย.69 ต้องจับตาว่าการประชุม กสทช.จะเปิดได้หรือไม่ ขณะที่ไทยต้องเร่งรับรองผู้แทนเข้าร่วมเวที ITU ให้ทันวันที่ 9 พ.ย.69
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงมติเรื่องITU จะเดินหน้าต่อได้หรือไม่ แต่รวมถึงมติอื่นของกรรมการ 6 คนจะได้รับการปฏิบัติอย่างไร ใครจะเป็นผู้ปลดล็อกปมอำนาจที่ยืดเยื้อ และ กสทช.จะกลับมาทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการสื่อและโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์ของประชาชนได้เต็มที่เมื่อใด