โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘สื่อสาธารณะ’ ที่อยากเห็น!

ไทยโพสต์

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันนี้ขอพักซองไว้ก่อนครับ

มีเรื่องค้างจากวันก่อนที่อยากคุยต่อ

วันก่อนเขียนเรื่อง ‘ไทยพีบีเอส’ ไปทางไหนดี ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า

ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีไทยพีบีเอสอยู่หรือเปล่า?

หรือจะยุบไปเลย

แล้วค่อยคิดกันใหม่ว่า “สื่อสาธารณะ” ที่ประเทศไทยควรมี หน้าตามันควรเป็นอย่างไร

กลับมาคิดต่อผมว่าประเทศไทยยังควรมี “สื่อสาธารณะ” ครับ

ส่วนต้องเป็นไทยพีบีเอสอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ทุกอย่างไหม ผมว่าไม่จำเป็น

ที่อยากชวนคุยต่อมากกว่าคือ ถ้าจะมีสื่อสาธารณะต่อไป เราอยากเห็นมันเป็นสื่อแบบไหน

ช่วงนี้มีเสียงคัดค้านการแก้กฎหมายที่จะนำรายได้ของไทยพีบีเอสเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน เหตุผลสำคัญคือเกรงว่า การเมืองจะเข้ามามีอำนาจเหนือการทำหน้าที่ของไทยพีบีเอส

ส่วนเหตุผลของฝ่ายที่ต้องการแก้กฎหมาย เรื่องนำเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติเพื่อให้การใช้จ่ายถูกตรวจสอบอย่างเป็นระบบมากขึ้น ก็เข้าใจได้

เพราะรายได้หลักของไทยพีบีเอสมาจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีบาป” ปีหนึ่งเป็นเงินไม่น้อย เรื่องเงินเรื่องทองจะตรวจสอบกันให้ละเอียดก็เป็นเรื่องปกติ

แต่ถ้าการเปลี่ยนวิธีจัดการเงิน ทำให้ไทยพีบีเอสต้องรอรับการจัดสรรงบประมาณเป็นรายปีจากฝ่ายการเมือง ตรงนี้ก็อดคิดไม่ได้

ไม่ใช่เพราะอยากปกป้องไทยพีบีเอส

แต่ถ้าประเทศไทยยังต้องมีสื่อสาธารณะ ความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองก็เป็นเรื่องจำเป็น

เรื่องเงินตรวจสอบกันได้เต็มที่ แต่ถ้าคนทำหน้าที่สื่อต้องคอยมองว่า ปีหน้าฝ่ายการเมืองจะจัดงบให้เท่าไร ก็น่าคิดเหมือนกันว่าจะเป็นอิสระกันได้แค่ไหน

ไม่ต้องมีใครโทรศัพท์มาสั่งข่าวหรอกครับ

แค่ต้องรอดูทุกปีว่างบประมาณที่ใช้ทำงานจะได้เท่าไร คนทำสื่อก็รู้แล้วว่าเงินอยู่ในมือใคร

รัฐบาลเองก็ต้องใจกว้างหน่อย

ช่อง 11 ก็มี ช่อง 5 ก็มี ช่อง 9 ก็ยังมีรัฐถือหุ้นใหญ่

จะเอาอีกช่องหรือครับ

เว้นไว้ให้ประชาชนบ้างเถอะ

คราวนี้ถึงคิวไทยพีบีเอสบ้าง

เพราะการไม่อยากเห็นสื่อสาธารณะต้องพึ่งงบประมาณจากฝ่ายการเมือง ไม่ได้หมายความว่าไทยพีบีเอสทุกวันนี้ดีอยู่แล้ว ห้ามแตะ

นั่นคนละเรื่องกัน

ตัวเลขปี 2568 ไทยพีบีเอสมีรายได้รวมประมาณ 2,700 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายประมาณ 2,600 ล้านบาท เฉพาะค่าใช้จ่ายบุคลากรกว่า 820 ล้านบาท ส่วนคุณบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ระบุว่าปัจจุบันมีบุคลากรเกือบ 1,300 คน

และช่วงนี้ สตง.ก็กำลังเข้าตรวจสอบการใช้จ่ายบางเรื่องของไทยพีบีเอสอยู่ด้วย

ตรงไหนมีข้อสงสัยก็ตรวจสอบกันไปให้ชัด

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการมีสื่อสาธารณะ

มันเป็นเรื่องการใช้เงินของไทยพีบีเอส

เห็นตัวเลขบุคลากรเกือบ 1,300 คนแล้ว ผมก็นึกถึงสื่อออนไลน์เล็กๆ บางแห่ง

บางเพจมีคนทำงานไม่ถึงสิบคน เครื่องไม้เครื่องมือก็คงเทียบองค์กรใหญ่ไม่ได้ แต่เกิดเรื่องดึกดื่นก็ยังไลฟ์ น้ำท่วม ไฟไหม้ ชาวบ้านเดือดร้อนตรงไหนก็วิ่งไป บางเรื่องเกาะกันข้ามวันข้ามคืน

ดูแล้วบางทีก็อยากถาม

พี่ได้นอนกันบ้างไหมเนี่ย

พอกลับมามององค์กรที่มีทั้งคน มีงบประมาณ และมีเครื่องมือพร้อมกว่า คำถามก็เลยตามมาว่า ทรัพยากรที่มีอยู่มากขนาดนั้น ถูกใช้ไปกับการทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้เต็มที่แค่ไหน

แต่เพจเหล่านี้ไม่ใช่ “สื่อสาธารณะ” นะครับ

เขาเป็นสื่อที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ใครก็เข้าไปดูได้ แต่แต่ละเพจมีเจ้าของ มีแนวทางและกลุ่มคนดูของตัวเอง ไม่ได้มีภารกิจต่อประชาชนส่วนรวมเหมือนสื่อสาธารณะ

คนละความหมายกัน

แล้ว “สื่อสาธารณะ” ที่บอกว่าประเทศไทยยังควรมีล่ะ หมายถึงอะไร

ถ้าเอาความหมายโดยทั่วไป สื่อสาธารณะก็คือสื่อที่ทำงานโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก มีความเป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐ การเมือง และกลุ่มทุน ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และตรวจสอบผู้มีอำนาจได้

อันนี้เป็นหลัก

แต่ถ้านึกต่อในฐานะคนดูคนหนึ่ง ก็อยากเห็นมากกว่านั้นอีกหน่อย

ในเมื่อชื่อว่าสื่อสาธารณะ ก็น่าจะเป็นสื่อที่คนในสังคมเข้าถึงได้ ไม่ใช่เพียงทำข่าวหรือผลิตรายการแล้วส่งให้ประชาชนนั่งดูอยู่ฝ่ายเดียว

คนเดือดร้อนมีเรื่องอยากให้สังคมรับรู้ก็เข้ามา รัฐบาลมีเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็เอามาบอก มีเรื่องที่ควรตรวจสอบก็ตามให้ถึง หน่วยงานรัฐมีคำชี้แจงก็ให้เขาอธิบาย เรื่องไหนเห็นต่างกันก็เปิดให้แต่ละฝ่ายได้พูด

เพียงแต่อย่าเพิ่งเริ่มด้วยการแบ่งว่าใครเป็นฝ่ายเรา ใครเป็นฝ่ายเขา

ไม่ใช่สื่อของรัฐบาล และก็ไม่ควรกลายเป็นสื่อของคนที่ไม่ชอบรัฐบาล

สื่อสาธารณะที่อยากเห็นก็ประมาณนี้แหละครับ

ส่วนจะอยู่บนจอทีวี เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ ติ๊กต็อก หรือวันข้างหน้าจะมีอะไรอีก ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ช่องทางเปลี่ยนไปได้

พอคิดมาถึงตรงนี้ ก็อดหันกลับไปมองไทยพีบีเอสไม่ได้

ทุกวันนี้ทำหน้าที่อย่างที่สื่อสาธารณะควรทำได้แค่ไหน

ช่วงที่ไทยพีบีเอสกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแก้กฎหมาย สถานีก็ใช้พื้นที่ของตัวเองพูดถึงเรื่องนี้ พูดถึงความสำคัญของสื่อสาธารณะ และมีคนมาแสดงความคิดเห็นในรายการต่างๆ

องค์กรถูกวิจารณ์ก็มีสิทธิ์อธิบาย

แต่ในเมื่อไทยพีบีเอสถูกตั้งขึ้นมาให้ทำหน้าที่สื่อสาธารณะ คนที่เห็นต่างจากไทยพีบีเอสก็น่าจะได้เข้ามาคุยด้วย

คนที่เห็นว่ากฎหมายควรแก้ คนที่ต้องการตรวจสอบเรื่องเงิน โครงสร้าง หรือการทำงาน เชิญมาคุยกันตรงๆ

ถ้าคุยเรื่องของตัวเองแล้วเสียงที่นำเสนอไปทางเดียวกันเสียมาก คนดูก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ตกลงกำลังยึดหลักของ “สื่อสาธารณะ” หรือกำลังปกป้ององค์กรที่ชื่อ “ไทยพีบีเอส”

เพราะถ้าเป็นอย่างหลัง ก็คงไม่ตรงกับหลักของสื่อสาธารณะเท่าไร

อีกเรื่องที่นึกถึงคือคนทำงานเกือบ 1,300 คน

ถ้าวันหนึ่งไทยพีบีเอสมีการปรับกันจริง คนเหล่านี้ก็ควรได้รับความเป็นธรรม

เพราะคนทำงานจำนวนมากไม่ได้เป็นคนออกแบบโครงสร้าง ไม่ได้เป็นคนออกกฎหมาย และปัญหาขององค์กรก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนในนั้นเป็นต้นเหตุของปัญหา

คนที่ทำงานดี คนที่มีความสามารถ ประสบการณ์และเครือข่ายที่สร้างกันมาหลายปี ก็น่าเสียดายถ้าจะทิ้งไป

ไม่ใช่วันนี้บอกว่าจะปรับไทยพีบีเอส พรุ่งนี้เช้า รปภ.ไม่ให้เข้าตึกแล้ว

แบบนั้นก็ใจร้ายไปหน่อย

กลับมาที่คำถามวันก่อนอีกครั้ง

ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีไทยพีบีเอสอยู่หรือเปล่า?

ถึงตอนนี้ สิ่งที่เห็นชัดคือ ประเทศไทยยังควรมี “สื่อสาธารณะ”

แต่ไทยพีบีเอสอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่จำเป็นต้องรักษาไว้ทุกอย่าง

ไหนๆ ก็กำลังจะแก้กฎหมายแล้ว

อย่ามัวคิดกันแต่เรื่องว่าจะเอาเงินไปไว้ตรงไหน จนลืมคิดด้วยว่า “สื่อสาธารณะ” ที่ประชาชนควรได้จากเงินก้อนนี้ควรมีหน้าตาอย่างไร

ชื่อ “ไทยพีบีเอส” จะเปลี่ยนหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

สำคัญกว่าคือ “สื่อสาธารณะ”

อันนี้อย่าทำหายก็แล้วกัน

— เสมอต้น
8 ตุลาคม 2569

📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ samerton.thaipost@gmail.com หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...