ศูนย์ข้อมูลเริ่มใช้"สารเคมีอมตะ"หล่อเย็นแทนน้ำ อันตรายยังไงหากรั่วไหล?
เบื้องหลังคำสั่งสั้น ๆ ที่ส่งให้ปัญญาประดิษฐ์ประมวลผล มีชิปจำนวนมากทำงานพร้อมกันและปล่อยความร้อนออกมา ยิ่งเซิร์ฟเวอร์อยู่หนาแน่นและใช้พลังงานสูง ระบบก็ยิ่งต้องระบายความร้อนออกจากชิปให้ทัน มิฉะนั้นเครื่องอาจลดความเร็ว หยุดทำงาน หรือเสียหายได้
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ในปี 2568 การใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกเพิ่มขึ้น 17% ขณะที่ศูนย์ข้อมูลซึ่งเน้นงาน AI ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 50%
ภายใต้กรณีฐาน IEA คาดว่าการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มจากราว 485 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2568 เป็นประมาณ 950 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2573 เมื่ออุปกรณ์ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ความร้อนที่ต้องระบายออกก็เพิ่มขึ้นตาม
ผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลจึงต้องมองหาระบบทำความเย็นที่รองรับชิปกำลังสูงได้ดีกว่าการเป่าลมเย็นแบบเดิม วิธีหนึ่งคือใช้ของเหลวรับความร้อนจากอุปกรณ์โดยตรง โดยบางระบบอาจใช้น้ำสะอาด ขณะที่บางระบบอาจใช้สารฟลูออริเนตที่เข้าข่ายสารสังเคราะห์กลุ่ม PFAS หรือ “สารเคมีอมตะ” (forever chemicals) สารกลุ่มนี้มีพันธะคาร์บอน-ฟลูออรีนที่แข็งแรงมาก ทำให้หลายชนิดสลายตัวได้ยาก
รายงานของ ChemSec องค์กรสิ่งแวดล้อมสากลจากสวีเดน ที่เผยแพร่ในเดือนกันยายน 2569 ระบุว่า ผู้ผลิต PFAS รายใหญ่ส่วนใหญ่กำลังเพิ่มกำลังการผลิต โดยมีแรงหนุนจากสามตลาดหลัก ได้แก่ การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ วัสดุแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับศูนย์ข้อมูล
ดังนั้น นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำในพื้นที่ การสร้างและดำเนินงานศูนย์ข้อมูลยังมีประเด็นความปลอดภัยที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับ PFAS ในระบบทำความเย็น ทั้งสารชนิดใดถูกนำมาใช้ ระบบปิดกักเก็บสารได้เพียงใด หากรั่วไหลสารจะไปอยู่ที่ไหน และจะกำจัดอย่างไรเมื่อหมดอายุการใช้งาน เพราะการรั่วไหลอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและสุขภาพของประชาชนโดยรอบ
PFAS คืออะไร? ทำไมถึงมีชื่อเรียกว่า ‘สารเคมีอมตะ’?
PFAS ย่อมาจาก per- and polyfluoroalkyl substances เป็นชื่อเรียกรวมของสารเคมีสังเคราะห์กลุ่มใหญ่ที่มีมากกว่า 9,000 ชนิด โดยเริ่มได้รับการพัฒนาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1940 สารเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันคือโครงสร้างทางเคมีที่ประกอบด้วยพันธะระหว่างอะตอมคาร์บอนกับฟลูออรีน
พันธะคาร์บอน-ฟลูออรีนถือเป็นหนึ่งในพันธะเคมีที่แข็งแรงมาก ทำให้ PFAS มีคุณสมบัติทนความร้อน น้ำ น้ำมัน ไขมัน และปฏิกิริยาเคมีได้ดี จึงเหมาะสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความทนทาน ป้องกันการรั่วซึม หรือคงสภาพได้ภายใต้สภาวะรุนแรง ทำให้ PFAS ได้รับสมญาว่า “สารเคมีอมตะ” หรือ forever chemicals
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ PFAS จึงเคยถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในสินค้าอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมหลายประเภท ตั้งแต่สารเคลือบกระทะ กล่องพิซซ่า ถุงป๊อปคอร์น และบรรจุภัณฑ์อาหารที่ต้องกันน้ำมันหรือความชื้น ไปจนถึงเสื้อกันฝน รองเท้ากันน้ำ พรมกันเปื้อน และผ้าม่านกันน้ำ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลายแบรนด์เริ่มหันไปใช้สารชนิดอื่นทดแทน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ PFAS ต่อสุขภาพผู้บริโภค
นอกจากสินค้าในชีวิตประจำวันแล้ว PFAS ยังถูกใช้ในงานเฉพาะทาง เช่น โฟมสำหรับดับเพลิงที่เกิดจากน้ำมันและสารเคมี อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลบางประเภท อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนของเหลวสำหรับถ่ายเทความร้อนในระบบอุตสาหกรรม ความสามารถในการทนความร้อนและไม่ทำปฏิกิริยากับวัสดุอื่นได้ง่าย ทำให้สารบางชนิดในกลุ่มนี้ถูกนำมาใช้ในระบบควบคุมอุณหภูมิของอุปกรณ์ด้วย
อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติที่ทำให้ PFAS มีประโยชน์ต่อการใช้งานทางอุตสาหกรรมก็เป็นต้นเหตุของความกังวลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเช่นกัน เนื่องจาก PFAS หลายชนิดสลายตัวตามธรรมชาติได้ยาก จึงอาจตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน บางชนิดยังสามารถสะสมในร่างกายมนุษย์และส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้
ของเหลวดึงความร้อนออกจากชิปอย่างไร? และ PFAS เข้าไปเกี่ยวข้องตรงจุดใดของระบบ?
การทำความเข้าใจบทบาทของ PFAS ในศูนย์ข้อมูลต้องเริ่มจากการแยกระบบทำความเย็นแต่ละประเภทออกจากกัน เนื่องจากคำว่า “การทำความเย็นด้วยของเหลว” หรือ liquid cooling ครอบคลุมเทคโนโลยีหลายรูปแบบ และไม่ได้หมายความว่าทุกระบบจะใช้ PFAS เป็นสารหล่อเย็น
ระบบทำความเย็นในศูนย์ข้อมูลที่พบได้ทั่วไปมีสี่แนวทางหลัก ได้แก่
- การระบายความร้อนด้วยอากาศ ใช้พัดลมพาอากาศเย็นผ่านเซิร์ฟเวอร์เพื่อรับความร้อน ก่อนส่งต่อไปยังระบบปรับอากาศของอาคาร วิธีนี้ยังใช้อย่างแพร่หลาย แต่เริ่มใช้กับชิปสมรรถภาพสูงไม่ได้ เพราะชิปเหล่านี้ใช้พลังงานสูง ปล่อยความร้อนมาก และถูกติดตั้งอย่างหนาแน่น
- ระบบส่งของเหลวไปยังชิปโดยตรง หรือ Direct-to-chip cooling ใช้น้ำหรือน้ำผสมสารหล่อเย็นไหลผ่านแผ่นเย็นที่ติดอยู่กับ CPU หรือ GPU ความร้อนจากชิปจะถ่ายเทเข้าสู่แผ่นเย็นและของเหลวที่ไหลผ่าน เนื่องจากของเหลวไม่ได้สัมผัสวงจรอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องใช้ของเหลวที่เป็นฉนวนไฟฟ้า และอาจไม่เกี่ยวข้องกับ PFAS
- ระบบจุ่มแบบเฟสเดียว หรือ Single-phase immersion cooling จุ่มเซิร์ฟเวอร์ลงในของเหลวที่ไม่นำไฟฟ้า ของเหลวจะรับความร้อนจากอุปกรณ์แล้วไหลไปยังเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน โดยยังคงอยู่ในสถานะของเหลวตลอดวงจร ระบบประเภทนี้อาจใช้น้ำมันไฮโดรคาร์บอนหรือสารสังเคราะห์ที่ไม่มี PFAS ได้
- ระบบจุ่มแบบสองเฟส หรือ Two-phase immersion cooling จุ่มอุปกรณ์ลงในของเหลวฉนวนไฟฟ้าที่มีจุดเดือดต่ำ เมื่อชิปปล่อยความร้อน ของเหลวที่อยู่รอบอุปกรณ์จะเดือดและเปลี่ยนเป็นไอ ไอร้อนจะลอยขึ้นไปสัมผัสคอนเดนเซอร์ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ก่อนควบแน่นกลับเป็นของเหลวและไหลลงสู่ถังอีกครั้ง ระบบนี้เป็นจุดที่ของเหลวฟลูออริเนตบางชนิด ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นสาร PFAS เข้ามามีบทบาท
คู่มือการทำความเย็นด้วยของเหลวของกระทรวงพลังงานสหรัฐอธิบายว่า ของเหลวในระบบสองเฟสจะถูกออกแบบให้มีจุดเดือดต่ำกว่าอุณหภูมิสูงสุดที่อุปกรณ์รองรับได้ เมื่อของเหลวสัมผัสกับพื้นผิวที่ร้อนจากการทำงานของชิป ความร้อนจะถูกนำไปใช้ในการเปลี่ยนของเหลวให้กลายเป็นไอ จึงสามารถดึงความร้อนออกจากบริเวณใกล้ชิปได้โดยไม่ต้องปล่อยให้อุปกรณ์ร้อนจนถึงขีดจำกัด
หลังจากเปลี่ยนเป็นไอ สารหล่อเย็นจะลอยขึ้นไปยังคอนเดนเซอร์ ซึ่งทำหน้าที่ดึงความร้อนออกจากไอและทำให้กลับมาเป็นของเหลว จากนั้นของเหลวจะไหลกลับลงสู่ถังและเริ่มวงจรใหม่ กระบวนการเดือดและควบแน่นที่เกิดซ้ำภายในถังจึงช่วยรองรับความร้อนปริมาณมากจากชิปที่ใช้พลังงานสูงและติดตั้งอย่างหนาแน่น
อย่างไรก็ตาม ความร้อนที่ออกจากชิปไม่ได้หายไปจากระบบ เมื่อคอนเดนเซอร์รับความร้อนจากไอแล้ว ยังต้องถ่ายเทความร้อนออกไปอีกทอดหนึ่งผ่านวงจรน้ำ เครื่องทำความเย็น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน หรืออากาศภายนอกอาคาร ดังนั้น การประเมินการใช้พลังงานและน้ำของระบบจึงต้องพิจารณาตั้งแต่ถังจุ่มไปจนถึงอุปกรณ์ที่นำความร้อนออกจากศูนย์ข้อมูล ไม่ควรพิจารณาเฉพาะของเหลวที่สัมผัสกับเซิร์ฟเวอร์
สารหล่อเย็นที่เคยใช้ในระบบของศูนย์ข้อมูลและถูกจัดอยู่ในกลุ่ม PFAS มีตัวอย่างคือ Novec ของ 3M บริษัทประกาศตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 ว่าจะถอนตัวจากการผลิต PFAS ทุกชนิดทั่วโลกภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ท่ามกลางแรงกดดันด้านกฎระเบียบและคดีความ PFAS ที่สะสมมาหลายปี
ขณะเดียวกัน สารหล่อเย็นรุ่นใหม่ที่ถูกเชื่อมโยงกับประเด็น PFAS และกำลังได้รับการผลักดันเชิงพาณิชย์คือ Opteon 2P50 ของ Chemours บริษัทเคมีภัณฑ์ระดับโลกจากสหรัฐฯ เอกสารวิชาการระบุว่าสารนี้มีจุดเดือดประมาณ 48.8 องศาเซลเซียส เมื่อได้รับความร้อนจากอุปกรณ์ สารจะเดือดกลายเป็นไอ ก่อนควบแน่นกลับเป็นของเหลวเพื่อนำมาใช้ซ้ำภายในระบบ
Chemours อ้างว่าระบบดังกล่าวอาจลดพลังงานที่ใช้ในการทำความเย็นได้สูงสุด 90% เมื่อเทียบกับการระบายความร้อนด้วยอากาศ และลดการใช้น้ำได้มาก อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามว่า Opteon 2P50 จะถูกจัดเป็น PFAS หรือไม่ เพราะการจัดประเภทดังกล่าวอาจมีผลต่อการอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) และสหภาพยุโรปอาจออกในอนาคต
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องนี้ในปี 2566 Chemours ตอบว่า บริษัทไม่เชื่อว่า Opteon 2P50 เข้าข่าย PFAS โดยชี้ว่าปัจจุบันยังไม่มีนิยาม PFAS ที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก บริษัทระบุว่าได้พิจารณาทั้งโครงสร้างทางเคมีและสารที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผลิตภัณฑ์สลายตัวแล้ว อีกทั้งมองว่า Opteon 2P50 เป็นสาร HFO ที่สลายตัวอย่างรวดเร็วในชั้นบรรยากาศ และไม่เข้าข่ายสาร PBT ซึ่งหมายถึงสารที่คงอยู่ในสิ่งแวดล้อม สะสมในสิ่งมีชีวิต และเป็นพิษ
อย่างไรก็ตาม รายงานของ ChemSec ระบุว่า Chemours ผลิตหรือใช้สาร PFAS ในการผลิตสินค้าหลากหลายชนิดที่สุดในบรรดาบริษัทที่อยู่ในฐานข้อมูล SIN Producers ขององค์กร
ขณะเดียวกัน Chemours กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับระบายความร้อนในดาต้าเซ็นเตอร์และขยายการผลิตสารทำความเย็นกลุ่ม PFAS โดย ChemSec ประเมินว่า รายได้จากการผลิต PFAS คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งถึงสองในสามของรายได้รวม 5.8 พันล้านดอลลาร์ของบริษัท
PFAS แพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมได้อย่างไร?
PFAS สามารถหลุดสู่สิ่งแวดล้อมได้ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่กระบวนการผลิตและการใช้งาน ไปจนถึงการขนส่งและกำจัดเมื่อหมดอายุ สารแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน บางชนิดเคลื่อนผ่านดินลงสู่น้ำใต้ดิน บางชนิดละลายในน้ำหรือแพร่กระจายทางอากาศ ขณะที่บางชนิดสามารถสะสมในร่างกายของสิ่งมีชีวิตได้
พื้นที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริเวณใกล้โรงงานที่ผลิตหรือใช้ PFAS แต่ยังรวมถึงสนามบินและฐานทัพซึ่งมีการใช้โฟมดับเพลิงชนิดพิเศษ หากสารไหลลงสู่แหล่งน้ำผิวดินหรือซึมลงสู่น้ำใต้ดิน การปนเปื้อนอาจขยายไปยังแหล่งน้ำดื่ม พื้นที่เกษตร และชุมชนโดยรอบ
สำหรับศูนย์ข้อมูล ผู้ผลิตอาจระบุว่าถังแช่เซิร์ฟเวอร์เป็นระบบปิด โดยไอของสารจะถูกควบแน่นกลับมาใช้ซ้ำ ทำให้การปล่อยสารระหว่างการใช้งานตามปกติอาจอยู่ในระดับต่ำหากระบบทำงานตามที่ออกแบบไว้ อย่างไรก็ตาม “ระบบปิด” ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากความเสี่ยงตลอดอายุการใช้งาน เพราะสารอาจรั่วไหลระหว่างการเติมหรือถ่ายของเหลว การเปิดถังเพื่อซ่อมบำรุง การเสื่อมสภาพของซีลและข้อต่อ ตลอดจนอุบัติเหตุ การขนส่ง และการกำจัดของเหลวที่หมดอายุ
ผลกระทบจากการรั่วไหลขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของสาร หากเป็นสารที่ระเหยง่าย คนงานอาจรับสัมผัสผ่านการหายใจภายในห้องเซิร์ฟเวอร์ ขณะที่ระบบระบายอากาศอาจพาสารออกสู่ภายนอกอาคาร ส่วนของเหลวหรือของเสียที่รั่วลงพื้น ท่อระบายน้ำ หรือดิน อาจเข้าสู่แหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินได้
PFAS ยังอาจเข้าสู่พื้นที่เกษตรผ่านการใช้น้ำที่ปนเปื้อนหรือการนำกากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียมาใช้กับดิน พืชบางชนิดสามารถดูดซึมสารผ่านราก ขณะที่ PFAS ในแหล่งน้ำอาจสะสมในปลาและอาหารทะเล ก่อนส่งต่อไปยังสัตว์และมนุษย์ผ่านห่วงโซ่อาหาร
นอกจากนี้ งานศึกษาบางส่วนยังชี้ว่าสารบางชนิดอาจกระทบต่อการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ของสัตว์ ซึ่งอาจส่งผลต่อประชากรสัตว์และระบบนิเวศหากเกิดการปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง
ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่ขั้นตอนการกำจัด เนื่องจากระบบบำบัดน้ำเสียทั่วไปไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทำลายพันธะคาร์บอน-ฟลูออรีนโดยเฉพาะ ขณะที่การฝังกลบไม่ได้ทำให้สารหายไป และยังเสี่ยงต่อการรั่วซึมกลับสู่ดินหรือน้ำในภายหลัง ส่วนการเผาหรือใช้เทคโนโลยีทำลายของเสียต้องพิสูจน์ว่าสามารถสลายพันธะดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เหลือสารตกค้างหรือก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์จากการสลายตัวที่เป็นปัญหาใหม่
PFAS ส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์อย่างไร?
มนุษย์อาจรับสัมผัส PFAS ผ่านน้ำดื่ม อาหาร ฝุ่น และผลิตภัณฑ์ที่มีสารกลุ่มนี้ โดย PFAS บางชนิดสามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้นาน และอาจเริ่มสะสมตั้งแต่ก่อนเกิดผ่านการรับสัมผัสระหว่างอยู่ในครรภ์
งานวิจัยในมนุษย์และสัตว์พบความเชื่อมโยงระหว่าง PFAS บางชนิดกับปัญหาสุขภาพหลายด้าน สำนักงานทะเบียนสารพิษและโรคของสหรัฐ (ATSDR) ระบุถึงระดับคอเลสเตอรอลในเลือดที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของเอนไซม์ตับ ความผิดปกติของฮอร์โมนและต่อมไทรอยด์ รวมถึงความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์
PFAS บางชนิดยังเชื่อมโยงกับการตอบสนองต่อวัคซีนที่ลดลง ซึ่งอาจสะท้อนผลกระทบต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ประเด็นนี้น่ากังวลเป็นพิเศษสำหรับเด็ก เนื่องจากร่างกายยังอยู่ในช่วงพัฒนา ขณะที่ผู้สูงอายุก็อาจเป็นอีกกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบดังกล่าว
สำหรับระบบสืบพันธุ์และพัฒนาการของทารก มีการศึกษาความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะเจริญพันธุ์ ความเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ และความผิดปกติของพัฒนาการทารกในครรภ์ โดย ATSDR ระบุว่าการสัมผัส PFAS บางชนิดสัมพันธ์กับน้ำหนักแรกเกิดที่ลดลงเล็กน้อย
งานวิจัยยังพบความเชื่อมโยงกับมะเร็งบางประเภท โดยเฉพาะมะเร็งไตและมะเร็งอัณฑะ ส่วนงานศึกษาบางชิ้นได้ตรวจสอบความเกี่ยวข้องกับมะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วย หลักฐานสำคัญส่วนหนึ่งมาจากโครงการศึกษา C8 ซึ่งติดตามสุขภาพประชาชนราว 69,000 คนในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียที่ได้รับ PFAS บางชนิดผ่านน้ำดื่ม และพบความเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพหลายประการ รวมถึงมะเร็งไตและโรคต่อมไทรอยด์
ข้อมูลบางส่วนยังระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ของอุตสาหกรรมทราบถึงผลกระทบของ PFAS บางชนิดมานานหลายสิบปี แต่ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลต่อสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) หรือสาธารณชน
ตัวอย่างของกรณีนี้คือ EPA ที่เคยได้สั่งปรับบริษัทดูปองท์เป็นเงินหลายล้านดอลลาร์ จากกรณีไม่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากกรดเพอร์ฟลูออโรออกทาโนอิก หรือ PFOA ซึ่งรู้จักกันในชื่อ C8
การแพร่กระจายของสารกลุ่มนี้สะท้อนผ่านการตรวจพบ PFAS ในน้ำนมแม่ เลือดจากสายสะดือ และกระแสเลือด โดยข้อมูลการสำรวจสุขภาพและโภชนาการแห่งชาติของสหรัฐ (NHANES) ซึ่งดำเนินการโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ระบุว่าตรวจพบ PFAS ในผู้เข้าร่วมการสำรวจถึง 99%
อย่างไรก็ตาม การพบความเชื่อมโยงทางสุขภาพไม่ได้หมายความว่า PFAS ทุกชนิดก่อให้เกิดผลกระทบเหมือนกัน หรือผู้ที่ตรวจพบสารในร่างกายจะเกิดโรคอย่างแน่นอน ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสาร ระยะเวลาที่รับสัมผัส ตลอดจนภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล
ไม่ใช่ PFAS ทุกชนิดจะมีความเสี่ยงเท่ากัน
ทั้งนี้ เนื่องจาก PFAS เป็นชื่อเรียกสารเคมีกลุ่มใหญ่มาก แต่ละชนิดจึงมีขนาดโมเลกุล ความสามารถในการระเหย การละลายน้ำ การเคลื่อนที่ในสิ่งแวดล้อม การสะสมในร่างกาย และระดับความเป็นพิษแตกต่างกัน สารที่มีการศึกษามานาน เช่น PFOA, PFOS และ PFHxS จึงอาจมีข้อมูลด้านสุขภาพมากกว่าสารฟลูออริเนตชนิดอื่น
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรนำหลักฐานเกี่ยวกับ PFOA หรือ PFOS ไปสรุปว่าสารฟลูออริเนตทุกชนิดจะคงอยู่ในสิ่งแวดล้อม สะสมในร่างกาย หรือส่งผลต่อสุขภาพในลักษณะเดียวกัน การประเมินความเสี่ยงจำเป็นต้องพิจารณาว่าเป็นสารชนิดใด ใช้ในระบบแบบใด มีโอกาสรั่วไหลมากน้อยเพียงใด และมนุษย์อาจรับสัมผัสผ่านช่องทางใด
นอกจากนี้ การตรวจพบ PFAS ในเลือดยังบอกได้เพียงว่าบุคคลนั้นเคยรับสัมผัสสาร แต่ไม่สามารถระบุจากผลตรวจเพียงอย่างเดียวว่าสารมาจากแหล่งใด รับเข้าสู่ร่างกายเมื่อใด หรือจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพในอนาคตหรือไม่
17 องค์กรค้านเร่งพิจารณา Opteon 2P50 จับตา PFAS-ปัญหากำจัดของเสีย ก่อน EPA ชี้ขาด
สำหรับความคืบหน้าของการใช้สาร PFAS หล่อเย็น ในเดือนกรกฎาคม 2569 องค์กรสิ่งแวดล้อม 17 แห่งยื่นหนังสือต่อสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) ขอไม่ให้เร่งพิจารณาอนุญาตใช้ Opteon 2P50 สำหรับระบบหล่อเย็นศูนย์ข้อมูล ผู้คัดค้านเห็นว่า ข้อมูลด้านพิษวิทยาของสารชนิดนี้ยังมีไม่เพียงพอ และ Chemours อาจประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพและผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศต่ำเกินไป
นอกจากนี้ ข้อโต้แย้งสำคัญในคำร้องของกลุ่มพันธมิตรคือประเด็นสารสลายตัว โดยกลุ่มคัดค้านระบุว่าสาร HFO ในกลุ่มเดียวกับ Opteon 2P50 เมื่อสลายตัวในบรรยากาศจะกลายเป็นกรดไตรฟลูออโรอะซิติก (TFA) ซึ่งเป็น PFAS สายสั้นที่คงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานและเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อระบบสืบพันธุ์ ขณะที่คณะกรรมการประเมินความเสี่ยงของ ECHA สหภาพยุโรป เพิ่งมีมติเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เสนอให้จัด TFA เป็นสารพิษต่อระบบสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่กลุ่มคัดค้านนำมาใช้สนับสนุนคำร้อง
อีกข้อกังวลคือ หากมีการนำสารนี้ไปใช้ในศูนย์ข้อมูลจำนวนมาก แม้ของเหลวในแต่ละถังจะรั่วออกมาเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อรวมการรั่วไหลจากทุกระบบแล้ว ปริมาณทั้งหมดก็อาจสูงจนมีนัยสำคัญได้
EPA ใช้รหัส P-26-0071 ติดตามคำขอนำสารใหม่ออกสู่ตลาดของ Chemours ภายใต้กฎหมายควบคุมสารพิษของสหรัฐ (TSCA) ข้อมูลของหน่วยงานระบุว่าได้รับคำขอเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 และจัดประชุมกำหนดขอบเขตการประเมินเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่หน้าเว็บได้รับการปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 21 กันยายน 2569 ยังไม่มีการระบุผลการพิจารณา จึงยังไม่อาจสรุปได้จากข้อมูลสาธารณะว่า EPA อนุมัติ ปฏิเสธ หรือกำหนดเงื่อนไขใดต่อสารชนิดนี้แล้วหรือไม่
นอกจากความปลอดภัยระหว่างใช้งานแล้ว ยังมีคำถามว่าจะจัดการของเหลวและอุปกรณ์ที่ปนเปื้อนอย่างไรเมื่อหมดอายุ แนวทางชั่วคราวของ EPA ฉบับปี 2569 กล่าวถึงวิธีกำจัด PFAS สามรูปแบบ ได้แก่ การฝังกลบ การฉีดลงหลุมลึก และการเผาทำลาย แต่หน่วยงานระบุว่ายังต้องมีการทดสอบและวิจัยเพิ่มเติม จึงไม่อาจถือได้ว่าทุกวิธีเหมาะกับ PFAS ทุกชนิดหรือทุกพื้นที่
หากมีการใช้สาร PFAS ในการหล่อเย็น ผู้พัฒนาโครงการศูนย์ข้อมูลจึงควรชี้แจงให้ชุมชนทราบตั้งแต่ต้นว่า ของเสียจะถูกส่งไปที่ใด ใครรับผิดชอบ และจะตรวจสอบได้อย่างไรว่าสารถูกทำลายอย่างเหมาะสม ส่วนชุมชนรอบศูนย์ข้อมูลควรเข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น ชนิดและปริมาณสารที่ใช้ เอกสารความปลอดภัย ปริมาณการรั่วไหลที่คาดการณ์ ระบบตรวจจับการรั่ว และแผนรับเหตุฉุกเฉิน
ข้อมูลควรครอบคลุมถึงวิธีเก็บและขนส่งของเสีย รวมทั้งผลตรวจคุณภาพอากาศ น้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน ทั้งก่อนและหลังศูนย์ข้อมูลเริ่มดำเนินงาน หากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ หน่วยงานท้องถิ่นและประชาชนจะประเมินระดับความเสี่ยงได้ยาก และอาจไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของการปนเปื้อนได้หากเกิดเหตุขึ้น
เทคโนโลยีแช่เซิร์ฟเวอร์แบบสองเฟสอาจช่วยรองรับชิปที่ปล่อยความร้อนสูงขึ้นและลดภาระของระบบทำความเย็น แต่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าคำถามด้านสิ่งแวดล้อมจะหมดไป ข้อเท็จจริงในขณะนี้คือ ศูนย์ข้อมูลไม่ได้ใช้ PFAS ทุกแห่ง ของเหลวแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและความเสี่ยงต่างกัน และ Opteon 2P50 ยังอยู่ระหว่างการประเมินของ EPA
ดังนั้น การตัดสินใจว่าจะใช้สารชนิดนี้หรือไม่ควรพิจารณาจากข้อมูลการใช้งานจริง ปริมาณการปล่อยสารตลอดวงจรชีวิต และผลตรวจจากหน่วยงานหรือห้องปฏิบัติการอิสระ ไม่ควรอาศัยเพียงคำกล่าวอ้างของผู้ผลิตหรือข้อกังวลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
อ้างอิง: IEA, Fortune, Data Center Dynamics, Data Center Dynamics, Frontiers in Toxicology, ATSDR, C8 Science Panel, EPA , Data Center Dynamics, The Hill , AAAE