ช่วยคนเปราะบางควบคู่ SME ดันธุรกิจอยู่ในระบบภาษี
การช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางยังเป็นภารกิจสำคัญของภาครัฐ ขณะเดียวกัน การออกแบบมาตรการทางเศรษฐกิจยังมีอีกโจทย์ที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน คือ การดูแลผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่จดทะเบียน ทำบัญชี จ้างงาน และเสียภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อให้การอยู่ในระบบมีประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจและสามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนได้อย่างเหมาะสม
ข้อมูล SME Big Data ระบุว่า ประเทศไทยมี SME มากกว่า 3.28 ล้านราย และมีการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน ถือเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ
ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ การกำหนดสิทธิช่วยเหลือด้วยเกณฑ์รายได้หรือสถานะทางบัญชีแบบมีจุดตัด หากกำหนดเงื่อนไขไม่เหมาะสม ผู้ประกอบการที่เปิดเผยรายได้จริง ทำบัญชี และอยู่ในระบบอย่างครบถ้วน อาจหลุดจากสิทธิบางประเภท ขณะที่ธุรกิจนอกระบบซึ่งภาครัฐมีข้อมูลรายได้ไม่ครบถ้วน อาจยังเข้าเกณฑ์มาตรการบางส่วนได้
ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า “Perverse Incentive” หรือแรงจูงใจที่ทำให้เกิดพฤติกรรมตรงข้ามกับเป้าหมายของนโยบาย
ระวังแรงจูงใจกลับสู่ “สองบัญชี”
สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก การเข้าสู่ระบบมีทั้งการจัดทำบัญชี การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการชำระภาษีตามรายได้จริง หากเมื่อเกิดวิกฤตกลับเข้าถึงความช่วยเหลือได้น้อยกว่าผู้ที่อยู่นอกระบบ อาจลดแรงจูงใจในการเปิดเผยรายได้และดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการ
ผลที่ต้องระวังคือ ผู้ประกอบการบางส่วนอาจไม่ต้องการขยายกิจการ ไม่ต้องการแสดงรายได้ทั้งหมด แยกธุรกิจ หรือกลับไปจัดทำบัญชีมากกว่าหนึ่งชุด เพื่อรักษาสิทธิหรือลดภาระทางภาษี
รายงานของ World Bank เคยกล่าวถึงปัญหา SME ไทยบางส่วนที่จัดทำบัญชีมากกว่าหนึ่งชุดเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งมีผลต่อรายได้ภาครัฐและขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบ ขณะที่กรมสรรพากรเคยดำเนินมาตรการ “บัญชีชุดเดียว” เพื่อสนับสนุนให้ SME จัดทำบัญชีและงบการเงินให้ตรงกับสภาพกิจการจริง
การออกแบบมาตรการในระยะต่อไปจึงต้องคำนึงถึงแรงจูงใจของผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง
ป้องกันวงจรฐานภาษีหดตัว
อีกประเด็นคือการกำหนดเกณฑ์รายได้ หากความช่วยเหลือครอบคลุมเฉพาะผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าจุดตัด ผู้ที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์เพียงเล็กน้อยอาจไม่ได้รับสิทธิ และทำให้การเปิดเผยรายได้ตามจริงมีผลต่อการเข้าถึงมาตรการ
หากนำไปสู่การซ่อนรายได้หรือการออกจากระบบ ฐานภาษีของประเทศจะลดลงตามไปด้วย เมื่อภาครัฐมีรายได้ลดลง ความสามารถในการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชนในอนาคตก็มีข้อจำกัด และภาระอาจกลับมาอยู่กับประชาชนและธุรกิจกลุ่มเดิมที่ยังอยู่ในระบบ
World Bank ประเมินว่า ไทยมีช่องว่างเชิงโครงสร้างระหว่างศักยภาพในการจัดเก็บรายได้กับรายได้ที่จัดเก็บจริง หรือ “Structural Tax Gap” ราว 5.6% ของ GDP พร้อมระบุถึงความท้าทายด้านรายได้ภาครัฐ เมื่อเทียบกับภาระรายจ่ายในอนาคตและเป้าหมายความยั่งยืนทางการคลัง
นอกจากนี้ รายงาน World Bank ปี 2024 ระบุว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยยังมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของผลผลิต ขณะที่การจ้างงานนอกระบบมีสัดส่วนสูง แม้ตัวเลขอาจแตกต่างกันตามนิยามที่ใช้
โจทย์ของภาครัฐจึงอยู่ที่การสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการรักษาผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
จาก Welfare สู่ “Welfare + Formalization”
แนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาพิจารณาคือ “Welfare + Formalization” ภายใต้หลักการดูแลประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจในระบบอย่างถูกต้อง
มาตรการสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรก “Social Protection” ดูแลผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ คนพิการ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอย่างตรงเป้าหมาย
ส่วนที่สอง “Formal SME Protection” ดูแลผู้ประกอบการรายเล็กที่จดทะเบียน ทำบัญชี ชำระภาษี และรักษาการจ้างงาน
ความช่วยเหลือสำหรับ SME ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของเงินสนับสนุนโดยตรงทั้งหมด แต่อาจใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันสินเชื่อ สิทธิหักค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนเพิ่มเติม การสนับสนุน Digital, AI และ Machinery การพัฒนาทักษะแรงงาน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงมาตรการฉุกเฉินเมื่อเกิดน้ำท่วมหรือภัยพิบัติ
ปัจจุบันประเทศไทยมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ SME หลายประเภท ทั้งอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME และมาตรการสนับสนุนด้านบุคลากร เทคโนโลยีและนวัตกรรม
โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่การเชื่อมโยงมาตรการเหล่านี้ เพื่อทำให้การจดทะเบียน ทำบัญชี และเสียภาษีอย่างถูกต้องมีประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
มอง SME จาก “Taxpayer” สู่ “Government Partner”
อีกแนวคิดหนึ่งคือการมอง SME ที่อยู่ในระบบภาษีในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีบทบาททั้งสร้างงาน จ่ายค่าจ้าง ซื้อสินค้าและบริการจาก Supplier ส่งเงินสมทบประกันสังคม ลงทุน และชำระภาษีกลับเข้าสู่ระบบ
ดังนั้น เมื่อ SME เผชิญวิกฤต การช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการต่อได้ มีส่วนสำคัญต่อการรักษาการจ้างงานและฐานภาษีของประเทศ
World Bank ระบุผ่านหลักการด้าน Business Ready ว่า เมื่อธุรกิจเข้าสู่ระบบมากขึ้น ฐานภาษีจะกว้างขึ้น ภาครัฐมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นสำหรับบริการสาธารณะและนโยบายเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่กฎระเบียบหรือต้นทุนที่ทำให้การอยู่ในระบบมีภาระสูง สามารถเพิ่มแรงจูงใจให้ธุรกิจกลับไปสู่ภาคนอกระบบได้
ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมรักษา SME ในระบบ
เป้าหมายของนโยบายจึงสามารถดำเนินการทั้งการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและการดูแล SME โดยเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม
กลุ่มเปราะบางควรได้รับความช่วยเหลือให้สามารถผ่านช่วงวิกฤต ขณะที่ SME ที่จดทะเบียน ทำบัญชี จ้างงาน และเสียภาษี ควรได้รับโอกาสในการรักษาธุรกิจและเติบโตต่อ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการนอกระบบเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น
ในระยะยาว การบริหารฐานภาษีจึงควรให้ความสำคัญทั้งการจัดเก็บรายได้และการขยายจำนวนธุรกิจที่สมัครใจเข้าสู่ระบบ
เพราะหากการทำบัญชีตามจริง การเสียภาษี และการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงโอกาสหรือมาตรการช่วยเหลือน้อยกว่าการอยู่นอกระบบ อาจกลายเป็นแรงจูงใจที่สวนทางกับเป้าหมายการขยายฐานภาษีของประเทศ
การออกแบบนโยบายในอนาคตจึงควรเดินควบคู่กัน 3 ด้าน ได้แก่ ดูแลประชาชนที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ รักษา SME ที่อยู่ในระบบให้สามารถดำเนินธุรกิจและรักษาการจ้างงาน และสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบมากขึ้น เพื่อสนับสนุนฐานการจ้างงาน ฐานภาษี และความยั่งยืนทางการคลังของประเทศในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- รัฐช่วยคนจน แต่อย่าทิ้ง “คนในระบบ” SME กับโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ
- "เศรษฐกิจไทย" 69-70 โตต่อ แต่ฟื้นตัว K Shape เผชิญหลายปัจจัยเสี่ยง
- ไทย-อาเซียน เนื้อหอม ลงทุนโลก ปั้นเศรษฐกิจใหม่ ทำเลยุทธศาสตร์ดิจิทัล
- "อนุทิน" ยกระดับไทยสู่ฐานเศรษฐกิจภูมิภาค สร้างเชื่อมั่น ดึงลงทุนอนาคต
- “โตโยต้า-ฮอนด้า” อ่วมศึกภาษีสหรัฐฯ-แคนาดา