โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ช็อกทั้งวัด ญาติรับร่างสาวใหญ่ เปิดโลงดูแทบทรุด รีบโทรถาม รพ.

ThaiNews - ไทยนิวส์ออนไลน์

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุการณ์สุดช็อก หลังผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Aum chattrawat’Zii” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ชิปหายเอาศพจากโรงพยาบาลปลวกแดง มาโรงพยาบาลสุรินทร์ เอามาผิดศพ” จนกลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก

โดยมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในหลายแง่มุม บางรายระบุว่า แม้เหตุการณ์อาจฟังดูเหมือนเรื่องตลก แต่สำหรับครอบครัวที่กำลังสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและไม่ใช่เรื่องที่จะหัวเราะได้ ขณะที่บางคนตั้งคำถามว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ก่อนจะมีผู้เข้ามายืนยันว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ทราบว่า ผู้เสียชีวิตคือ นางสาวอ้อย จันนุบิน อายุ 46 ปี ชาวบ้านตาเมาะ ต.ลำดวน อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ ซึ่งเสียชีวิตจากภาวะหัวใจขาดเลือด โดยครอบครัวและญาติพี่น้องได้รอรับร่างผู้เสียชีวิตที่ถูกส่งมาจาก จ.ระยอง เพื่อนำมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด

แต่เหตุการณ์กลับกลายเป็นเรื่องไม่คาดคิด เมื่อร่างผู้เสียชีวิตเดินทางมาถึงวัดบ้านตาเมาะ ญาติได้ช่วยกันนำโลงลงจากรถ ก่อนเปิดตรวจสอบร่างเพื่อเตรียมประกอบพิธีรดน้ำศพ โดยเบื้องต้นญาติเริ่มเกิดความสงสัย เนื่องจากร่างที่เห็นมีรูปร่างผอมกว่าผู้เสียชีวิตที่พวกเขารู้จัก ซึ่งปกติเป็นคนรูปร่างอ้วนท้วม อีกทั้งยังพบว่าร่างถูกห่อด้วยถุงซิป ทั้งที่ไม่ทราบว่ามีความจำเป็นอย่างไร

กระทั่งอาจารย์พราหมณ์แกะถุงออกเพื่อเตรียมประกอบพิธี ญาติกลับต้องตกใจอย่างหนัก เมื่อพบว่าร่างภายในโลงเป็นผู้ชาย อายุประมาณ 50 ปี ไม่ใช่ นางสาวอ้อย ผู้เสียชีวิตที่ครอบครัวกำลังรอรับ จึงทราบว่ามีการส่งร่างผู้เสียชีวิตผิดคน

ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามไปยังนายฉัตรวัฒน์ คงกล้า อายุ 30 ปี เจ้าหน้าที่กู้ชีพผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตมาจาก จ.ระยอง โดยขณะให้ข้อมูล เจ้าตัวกำลังเดินทางกลับไปประสานงานเพื่อสับเปลี่ยนร่างผู้เสียชีวิตกับอีกฝ่าย พร้อมจอดรถให้สัมภาษณ์ระหว่างทาง

นายฉัตรวัฒน์ เล่าว่า ในขั้นตอนการรับร่างผู้เสียชีวิตนั้น ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและเอกสารของทางโรงพยาบาล โดยมีญาติของผู้เสียชีวิตเดินทางไปรับร่างด้วย ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้เข็นร่างออกมา ซึ่งถูกห่อด้วยถุงซิป ทำให้ญาติเกิดความสงสัยและสอบถามว่าสาเหตุใดจึงต้องห่อร่างไว้ ทั้งที่ไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตมีโรคติดเชื้อ พร้อมขอเปิดดูใบหน้าเพื่อยืนยันตัวบุคคล

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่สามารถเปิดดูได้ เนื่องจากเป็นศพติดเชื้อและไม่อนุญาตให้เปิด พร้อมยืนยันว่าร่างที่นำส่งเป็นร่างที่ถูกต้อง โดยระบุว่าภายในมีร่างผู้เสียชีวิตเพียงร่างเดียว ญาติยังทักท้วงอีกครั้งว่า ผู้เสียชีวิตมีรูปร่างอ้วนใหญ่ แต่ร่างที่เห็นกลับมีขนาดเล็กกว่า ทว่าเจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันว่าเป็นศพที่ถูกต้อง

นายฉัตรวัฒน์ กล่าวต่อว่า หลังจากนำร่างกลับมาถึง จ.สุรินทร์ และเดินทางถึงวัด เมื่ออาจารย์พราหมณ์เปิดโลงเพื่อตรวจสอบก่อนประกอบพิธี ทุกคนต่างตกใจเมื่อพบว่าเป็นร่างของผู้ชาย ไม่ใช่ผู้เสียชีวิตที่ครอบครัวกำลังรอรับ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับญาติอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากต้องเผชิญกับความสูญเสียแล้ว ยังต้องมาเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้อีก

เบื้องต้นได้ประสานงานกับโรงพยาบาลปลวกแดงแล้ว เพื่อดำเนินการสับเปลี่ยนร่างผู้เสียชีวิต โดยนัดหมายส่งมอบร่างคืนกันระหว่างทาง เพื่อให้แต่ละครอบครัวได้รับร่างที่ถูกต้องกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา

จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดบ้านตาเมาะ ต.ลำดวน อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานศพ พบว่าบรรยากาศภายในวัดค่อนข้างเงียบเหงา มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้สำหรับต้อนรับแขก ส่วนชาวบ้านและญาติบางส่วนได้เดินทางกลับไปก่อน โดยคาดว่าจะรอให้ร่างผู้เสียชีวิตที่ถูกต้องเดินทางมาถึง จึงจะดำเนินพิธีทางศาสนาต่อไป

นายศักดิ์สิทธิ์ สุขบันเทิง อายุ 53 ปี ผู้ใหญ่บ้านตาเมาะ เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.50 น. ขณะที่ร่างผู้เสียชีวิตเดินทางมาถึงวัด ชาวบ้านและอาจารย์พราหมณ์ได้ช่วยกันเปิดโลงและแกะถุงซิปออก เพื่อเตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผู้เสียชีวิต แต่เมื่อเปิดออกกลับพบว่าเป็นร่างของผู้ชาย ทำให้ทุกคนตกใจและแตกตื่นไปตาม ๆ กัน

นายศักดิ์สิทธิ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน จึงอยากฝากเรื่องดังกล่าวไว้เป็นอุทาหรณ์ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มความรอบคอบและตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนดำเนินการทุกขั้นตอน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับครอบครัวอื่นอีก

ทั้งนี้ ครอบครัวเจ้าภาพไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก โดยต้องการเพียงให้ได้รับร่างผู้เสียชีวิตที่ถูกต้องกลับมาประกอบพิธีทางศาสนา พร้อมฝากถึงโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตัวบุคคล รวมถึงอบรมเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอยอีก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...