โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครูมัธยม 120 คนโรงเรียนสีกัน จับมือ พว. เตรียมการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ชู Active Learning–GPAS 5 Steps ปั้นผู้เรียนคิดเป็น ภายใต้ แนวคิด “AI-Enhanced GPAS 5 Steps”

TOJO NEWS

อัพเดต 28 ตุลาคม 2569 เวลา 20.00 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Admin Tojo

ครูโรงเรียนสีกัน-พว. พลิกโฉมการเรียนการสอน อบรม “AI-Powered Content Creation” ภายใต้ แนวคิด “AI-Enhanced GPAS 5 Steps”

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่โรงเรียนสีกัน (วัฒนานันท์อุปถัมภ์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “AI-Powered Content Creation ผลิตสื่อการสอนแบบมืออาชีพด้วย AI” เพื่อพัฒนาศักยภาพครูแกนนำ 120 คน ให้สามารถนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและทันสมัย ลดภาระงานครู และยกระดับคุณภาพผู้เรียน โดยมี ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) บรรยายพิเศษหัวข้อ “AI-Enhanced GPAS 5 Steps พลิกโฉมการสอน สร้างพลังการคิด พัฒนาผู้เรียนสู่อนาคต”

โดย ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาการศึกษาภายใต้แนวคิด “AI-Enhanced GPAS 5 Steps” เป็นการนำเทคโนโลยี AI มาเสริมประสิทธิภาพกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของผู้เรียน ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงการใช้เทคโนโลยีเพื่อค้นหาคำตอบหรือผลิตชิ้นงานให้สำเร็จอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ต้องทำให้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเป็น และสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งหัวใจสำคัญของการจัดการศึกษาในยุค AI ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครสามารถใช้เทคโนโลยีได้มากกว่ากัน แต่อยู่ที่การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ รู้จักตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล วิเคราะห์ความถูกต้อง และนำข้อมูลที่ได้รับมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ของตนเอง เพราะหากการใช้ AI ทำให้ผู้เรียนเพียงคัดลอกคำตอบโดยไม่ผ่านกระบวนการคิด ก็อาจไม่ตอบโจทย์เป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระยะยาว

“แนวคิด AI-Enhanced GPAS 5 Steps ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การรวบรวมและเลือกข้อมูล การคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ การลงมือปฏิบัติและสร้างองค์ความรู้ การสื่อสารและนำเสนอผลงาน ตลอดจนการประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่าให้แก่ตนเองและสังคม โดย AI สามารถเข้ามาช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอน แต่ไม่ควรเข้ามาทำหน้าที่คิดแทนผู้เรียนทั้งหมด”ดร.ศักดิ์สิน กล่าว

ด้าน ดร.วัชรพงษ์ แพร่หลาย ผู้อำนวยการโรงเรียนสีกัน(วัฒนานันท์อุปถัมภ์) กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ ดร.ศักดิ์สิน ที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการเรียนการสอน โดยนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยผลิตสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ทันสมัย และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้ที่ทันต่อสถานการณ์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการนำ AI มาใช้ในการผลิตสื่อการเรียนการสอนจะช่วยลดภาระงานครูได้อย่างชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาครูต้องใช้เวลาจำนวนมากในการค้นคว้าข้อมูล ออกแบบ และผลิตสื่อการสอนด้วยตนเอง แต่ปัจจุบันเทคโนโลยี AI สามารถช่วยประมวลผลและสร้างสรรค์สื่อได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ครูประหยัดเวลา และสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตสื่อที่น่าสนใจ สามารถดึงดูดความสนใจของนักเรียน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อทั้งความสนใจในการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน

“สิ่งสำคัญที่สุดของการนำ AI มาใช้ในการศึกษา คือ ต้องไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่แทนครูหรือแทนนักเรียน แต่ต้องใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก หรือ Active Learning ที่เน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง คิด วิเคราะห์ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ที่นักเรียนต้องเป็นผู้ใช้ AI ไม่ใช่ปล่อยให้ AI เป็นผู้คิดหรือทำงานแทน ขณะที่ครูต้องสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผล เพื่อให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”ผอ.โรงเรียนสีกันฯ กล่าวและว่า

ดังนั้นครูและนักเรียนต้องเป็นผู้ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง เพราะเด็กจะเกิดความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคปัจจุบัน เพราะการเรียนรู้ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงจะช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง สามารถตกผลึกองค์ความรู้และนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ แตกต่างจากการเรียนการสอนที่เน้นเพียงการท่องจำหรือยึดติดกับตำราเรียน ก็ยากที่จะทำให้เด็กเกิดการพัฒนาและงอกงามทางความคิดอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...