โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

แอสเซท พลัส ชี้ดีมานด์ AI ยังไม่สะดุด จับตาเม็ดเงินลงทุนพุ่งกดดันกระแสเงินสด–วัดผลตอบแทน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บลจ.แอสเซท พลัส มองความกังวล “ฟองสบู่ AI” เป็นประเด็นที่ต้องติดตาม แต่ปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณชัดเจนว่าความต้องการตลอดห่วงโซ่อุปทานกำลังชะลอตัว หลังคำสั่งซื้อและผลประกอบการของผู้ผลิตชิปยังเติบโตสูง พร้อมจับตาความสามารถในการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลให้เป็นรายได้ กระแสเงินสด และผลตอบแทนที่คุ้มค่า

วันที่ 21 กันยายน 2569 นายกมลยศ สุขุมสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ท่ามกลางความกังวลว่าการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ AI (AI Bubble) นั้น บลจ.แอสเซท พลัส เห็นว่าเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม แต่จากปัจจัยพื้นฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณชัดเจนว่าความต้องการ AI กำลังสะดุด

ความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ AI ไม่ได้ไร้เหตุผล เนื่องจากราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscaler) เร่งลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน AI ส่งผลให้งบลงทุน (CapEx) เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุน รวมถึงความเสี่ยงด้านกระแสเงินสด หนี้สิน และโครงสร้างการจัดหาเงินทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การประเมินว่า AI กำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่หรือไม่ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาหุ้นหรือขนาดของงบลงทุน แต่ต้องตรวจสอบความต้องการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำใน 3 ระดับ ได้แก่ คำสั่งซื้อและกำลังการผลิตในห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนคำสั่งซื้อให้เป็นรายได้ และความสามารถทางการเงินของบริษัทที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI

นายกมลยศกล่าวว่า หากการลงทุน AI รอบนี้เกิดจากการสั่งซื้อเกินความต้องการจริง สัญญาณแรกที่ควรปรากฏคือ การยกเลิกหรือเลื่อนคำสั่งซื้อ การชะลอเพิ่มกำลังการผลิต หรือสินค้าคงคลังที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น แต่ข้อมูลในปัจจุบันยังไม่สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน ตรงกันข้าม หลายส่วนของห่วงโซ่อุปทานยังมีคำสั่งซื้อและสัญญาระยะยาวรองรับในระดับสูง

สำหรับกลุ่มต้นน้ำ เอเอสเอ็มแอล (ASML) ผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ มียอดขาย 9.3 พันล้านยูโร สูงกว่าที่ตลาดคาด พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ทั้งปี และมีคำสั่งซื้อรองรับเกือบทั้งหมดสำหรับปี 2570

ขณะที่ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริง (TSMC) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของไต้หวัน มีรายได้ 40.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อน โดยธุรกิจการประมวลผลสมรรถนะสูง(HPC) มีสัดส่วน 66% ของรายได้รวม พร้อมปรับเพิ่มงบลงทุนปี 2569 เป็น 60,000–64,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านตลาดหน่วยความจำ ซึ่งเป็นหนึ่งในคอขวดสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงมีความต้องการสูง โดยไมครอน (Micron) ระบุว่า กำลังการผลิตหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ในปี 2569 ถูกจองเต็มแล้วภายใต้สัญญาระยะยาว

ส่วนเอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) เริ่มส่งมอบหน่วยความจำ HBM4 ในปริมาณมากและมีข้อตกลงระยะยาวกับลูกค้าหลายราย สะท้อนว่าความต้องการไม่ได้เกิดจากการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว แต่มีภาระผูกพันตามสัญญา (Contractual Commitments) รองรับ

นายกมลยศกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ คำสั่งซื้อดังกล่าวสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้จริงได้หรือไม่ ซึ่งผลประกอบการล่าสุดของบริษัทในห่วงโซ่ AI เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก

อินวิเดีย (NVIDIA) มีรายได้ไตรมาสล่าสุด 96.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 106% จากปีก่อน โดยรายได้จากธุรกิจศูนย์ข้อมูลอยู่ที่ 89.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่บรอดคอม (Broadcom) มีรายได้ 29.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 86% และรายได้จากชิป AI เพิ่มขึ้น 221% เป็น 16.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

กลุ่มผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่เริ่มสร้างรายได้จาก AI และบริการคลาวด์ได้อย่างชัดเจน สะท้อนจากการเติบโตของไมโครซอฟท์ อะชัวร์ (Microsoft Azure) อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS) และกูเกิล คลาวด์ (Google Cloud) รวมถึงเมตา (Meta) ที่นำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจโฆษณา

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญสำหรับ AI ในระยะต่อไปไม่ได้จำกัดอยู่ที่ว่าความต้องการมีอยู่จริงหรือไม่ แต่คือเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าเพียงใด เนื่องจากการเร่งลงทุนเริ่มสร้างแรงกดดันต่อกระแสเงินสด ขณะที่ต้นทุนทางการเงินยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment: ROI) มีความสำคัญมากขึ้น

กลุ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI และผู้พัฒนาโมเดล AI (AI Labs) ที่พึ่งพาเงินทุนจากภายนอกในระดับสูง จึงมีความเสี่ยงด้านต้นทุนทางการเงินและความผันผวนของความต้องการมากกว่ากลุ่มผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่ ซึ่งมีฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดแข็งแกร่งกว่า

“จากข้อมูลปัจจุบัน เรายังเห็นความต้องการที่เกิดขึ้นจริงตลอดห่วงโซ่อุปทาน AI แต่สิ่งที่ต้องจับตาในระยะต่อไปคือ เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจะสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ กระแสเงินสด และผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างคุ้มค่าเพียงใด โดยเฉพาะในภาวะที่ต้นทุนเงินทุนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตไปกับ AI ได้อย่างยั่งยืน” นายกมลยศกล่าว

บลจ.แอสเซท พลัส ยังคงมองว่า AI เป็นแนวโน้มการลงทุนสำคัญในระยะยาว แต่การลงทุนหลังจากนี้ควรให้น้ำหนักกับ “คุณภาพของการเติบโต” โดยเลือกบริษัทที่มีศักยภาพเปลี่ยนโอกาสจาก AI ให้กลายเป็นรายได้ กระแสเงินสด และผลประกอบการที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...