IAA มองการเมืองฉุดหุ้นไทยดิ่ง คาดสิ้นปี SET อยู่ที่ 1,231 จุด แนะซบหุ้นนอก-ช้อนซื้อ 4 หุ้นเด่นฝ่ามรสุม
IAA ชี้ปัจจัยการเมืองในประเทศคือความเสี่ยงอันดับหนึ่ง ฉุดความเชื่อมั่น คาด SET Index ปิดสิ้นปี 68 ที่ระดับ 1,231 จุด แนะกลยุทธ์จัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงไปต่างประเทศ พร้อมเปิดโผ 4 หุ้นไทยพื้นฐานแกร่งน่าสะสม ADVANC, BDMS, CPALL, GULF
2 กรกฎาคม 2568 นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยในงาน IAA Analyst Survey สรุปผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์แนวโน้มการลงทุน ไตรมาส 3/2568 ว่า ผลสำรวจความเห็นจากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน 22 แห่ง พบว่าปัจจัยการเมืองในประเทศคือปัจจัยลบอันดับหนึ่งที่ได้รับคะแนนโหวต 100% เต็ม ว่าจะส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนไปจนถึงสิ้นปี 2568 ตามด้วยความกังวลด้านเศรษฐกิจในประเทศ (85.71%) ปัญหาเงินทุนไหลออก และความขัดแย้งระหว่างประเทศ (80.95%) สะท้อนความเชื่อมั่นที่เปราะบางของนักลงทุนคาดการณ์ดัชนี-เศรษฐกิจ ถูกหั่นเป้าลง จากความเสี่ยงรอบด้าน ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับลดคาดการณ์ลงในหลายมิติ
ทั้งนี้มองว่าดัชนีหุ้นไทย SET Index จะแกว่งตัวในกรอบ 1,023 - 1,267 จุด โดยมีเป้าหมาย ณ สิ้นไตรมาส 3 ที่ 1,166 จุด และจะปิดสิ้นปี 2568 ที่ระดับ 1,231 จุด
ด้านเศรษฐกิจไทย (GDP) ถูกปรับลดคาดการณ์การเติบโตปี 2568 ลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเฉลี่ยเพียง 1.87% จากเดิมที่เคยประเมินไว้ 2.56% กำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 85.43 บาท ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 90.03 บาท
ท่ามกลางปัจจัยลบที่รุมเร้า นักวิเคราะห์กว่า 90% มองว่า "อัตราดอกเบี้ยในประเทศ" ที่มีแนวโน้มปรับลดลง คือปัจจัยบวกสำคัญที่สุดที่จะช่วยพยุงตลาด โดยผู้ตอบแบบสำรวจถึง 71% คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.50% ภายในสิ้นปีนี้
นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดหุ้นไทย โดยจัดสรรพอร์ตการลงทุนดังนี้ :
หุ้น/กองทุนหุ้นต่างประเทศ: 33.50% (แนะนำกลุ่ม AI-Technology และ Selective Asia เช่น จีน, เวียดนาม, อินเดีย, เกาหลี) ได้แก่ กองทุนตราสารหนี้ 20.25% หุ้นไทย/กองทุนหุ้นไทย 19.00% เงินสด/เงินฝาก 11.50% ทองคำ/กองทุนทองคำ 10.55% กองทุนอสังหาฯ/REIT 5.20%
สำหรับหลักทรัพย์ต่างประเทศที่จดทะเบียนในไทย (DR/DRx) ซึ่งแนะนำตรงกัน 4 สำนักขึ้นไป ได้แก่ AAPL80, AMD80, NVDA80
แม้ภาพรวมจะไม่สดใส แต่ยังมีหุ้นรายตัวที่น่าสนใจ โดยนักวิเคราะห์แนะนำให้ เพิ่มน้ำหนัก การลงทุนในกลุ่ม ท่องเที่ยว การแพทย์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร และให้ลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม อาหารและเครื่องดื่ม พลังงานและปิโตรเคมี
โดยเปิดโผ 4 หุ้นเด่นฝ่ามรสุม (แนะนำตรงกัน 6 สำนักขึ้นไป) ได้แก่
- ADVANC: ผลงานโตต่อเนื่องทั้งธุรกิจมือถือและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลลีกดังหนุนระยะยาว
- BDMS: หุ้นเชิงรับ (Defensive) ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกจำกัด และได้อานิสงส์จากผู้ป่วยในประเทศที่เพิ่มขึ้น
- CPALL: รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
- GULF: ธุรกิจไฟฟ้าให้ผลตอบแทนมั่นคง และมีโอกาสเติบโตสู่ธุรกิจดิจิทัล
หุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์บางตัวที่ราคาสูงเกินพื้นฐาน และหุ้นที่มีประเด็นด้านธรรมาภิบาล
อีกทั้งนักวิเคราะห์ได้เสนอแนะนโยบายที่คุ้มค่าและจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจให้รัฐบาลพิจารณาเร่งดำเนินการ ได้แก่ เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรม New S-Curve ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และลดหย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจช่วยเหลือประชาชน ผ่านโครงการลดหย่อนภาษี และมาตรการคล้าย "คนละครึ่ง" ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะแรงงาน