โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KKP ประเมินเศรษฐกิจไทยทรงไม่ดีครึ่งปีหลังเสี่ยงถดถอยเชิงเทคนิค ภาวะ Technical Recession

TODAY

อัพเดต 01 ก.ค. 2568 เวลา 14.20 น. • เผยแพร่ 01 ก.ค. 2568 เวลา 08.34 น. • workpointTODAY

KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรปรับ GDP ปี 2025 ลงเหลือ 1.6% จากประมานการครั้งก่อนที่ 1.7% และปี 2026 ลงเหลือ 1.5% จากระดับ 2.0% โดยแม้เศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยตามสถานการณ์สงครามการค้าที่ผ่อนคลายลงบ้าง แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเฉพาะ คือ นักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอตัวลงแรง ภาคการผลิตยังคงเผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขัน และการบริโภคที่ได้รับแรงกดดันจากการปล่อยสินเชื่อภาคธนาคารที่หดตัว

ในช่วงครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจระยะสั้นหมดไป คือ ฐานต่ำของการลงทุนภาครัฐ การเร่งตัวของการส่งออก และการขยายตัวของนักท่องเที่ยว

[ 3 ความไม่แน่นอนทำให้ไทยเศรษฐกิจไทยชะลอกว่าคาด ]

KKP Research ประเมินว่าในระยะสั้นการประเมินภาพเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนและท้าทายมากขึ้นยังต้องจับตาสามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ

1.สถานการณ์การเมืองในประเทศที่อาจนำไปสู่ความล่าช้าของการผ่านงบประมาณภาครัฐ

ความไม่แน่นอนทางการเมืองและข้อจำกัดของภาครัฐ ความเปราะบางทางการเมืองทวีความรุนแรงขึ้นหลังพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาล ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มีความเสี่ยงที่การพิจารณา ร่าง พรบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อาจจะล่าช้าหรือไม่สามารถผ่านได้ โดยในอดีตการเบิกจ่ายงบประมานที่ล่าช้าตัวเป็นฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากถึง 1.0 – 1.5ppt ต่อไตรมาส หรือประมาน 0.3ppt – 0.5ppt ต่อการเติบโตของ GDP ทั้งปี

ภาวะที่นโยบายการคลังมีข้อจำกัดจากระดับหนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดานหนี้ที่ 70% ต่อ GDP ขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับสูง และภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น KKP Research เชื่อว่านโยบายการเงินจะต้องมีบทบาทมากขึ้นในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 3 ครั้ง หรืออีก 0.75 % ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสุดท้ายลดลงเหลือ 1.0% จาก 1.25% ภายในไตรมาสแรกของปี 2026 และอาจต้องพิจารณาทางเลือกเชิงนโยบายในการแก้ไขข้อจำกัดของการส่งผ่านของนโยบายการเงิน โดยเฉพาะช่องทางสินเชื่อของธนาคาร

2.การเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ ฯ ส่งผลต่อระดับภาษีที่ไทยจะถูกเรียกเก็บ

สงครามการค้าและการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ฯ การเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูงโดยอัตราภาษีแรกที่ไทยถูกเรียกเก็บจากสหรัฐ ฯ คือ 36% ก่อนจะมีการลดลงชั่วคราวมาที่ระดับ 10% KKP Research ประเมินว่าในกรณีของการเก็บภาษีกลับไปที่ 36% จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจทั้งปีประมาน 0.8ppt เทียบกับกรณีที่ไม่มีการเก็บภาษีเลย

3.ราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์สงครามอิหร่านอิสราเอลโดยไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิทำให้ได้รับผลทางลบ

สงครามระหว่างอิหร่าน อิสราเอลและผลต่อราคาน้ำมัน ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงต่อเนื่องอาจผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะที่คล้าย “stagflation” หรือภาวะเงินเฟ้อเร่งตัวควบคู่กับการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยไทยมีดุลการค้าพลังงานขาดดุลในระดับประมาณ 8% ของ GDP สูงที่สุดในภูมิภาค ซึ่งหมายความว่าหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอาจลดลงราว 0.5% ของ GDP และ GDP ของไทยลดลงราว 0.3%

นโยบายการเงินจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้นในการดูแลสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยปัจจุบันประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในภาวะตึงตัวเมื่อเทียบกับระดับเงินเฟ้อและภาวะทางการเงิน KKP ประเมินธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.75% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้ามาที่ระดับ 1.0% จากการคาดการณ์เดิมที่ 1.25% และต้องเร่งแก้ไขข้อจำกัดในการส่งผ่านของนโยบายการเงิน โดยเฉพาะช่องทางการปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคาร

[ สิ่งที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ ]

– ทิศทางการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน โดยในช่วงที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนหดตัวลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียงประมาณ 30% – 40% ของระดับก่อนโควิด-19 เป็นผลจากความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนหลังเกิดกรณีลักพาตัว และการเข้ามาของคู่แข่งใหม่ ๆ เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม นอกจากนี้ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเทียบเทียบกับเงินหยวนส่งผลให้การมาเที่ยวไทยแพงกว่าที่อื่น ๆ โดยเปรียบเทียบ KKP ประเมินนักท่องเที่ยวทั้งปีที่ 33.6 ล้านคนหดตัวลงจากปีก่อนเป็นครั้งแรกตั้งแต่หลังโควิด-19

– การเร่งตัวของการส่งออกที่มากผิดปกติก่อนการขึ้นภาษีในช่วงต้นปี ส่งผลต่อการขยายตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการส่งออกที่ผ่านมา ไม่ส่งผลบวกมากนักต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจไทย และมีโอกาสสูงที่ครึ่งหลังของปีจะเห็นการชะลอตัวลง

โดยเกิดจากการส่งออกบางส่วนใช้สินค้าคงคลังที่เหลืออยู่เพื่อการส่งออกแต่ไม่ได้มีการผลิตใหม่เพิ่มเติม และการส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเลคทรอนิกส์ มีแนวโน้มเป็นสินค้าที่ไทยนำเข้าจากประเทศอื่นเพื่อส่งออกต่อไปยังสหรัฐ ฯ แต่ไม่มีผลมากต่อการผลิตในประเทศ KKP Research ประเมินว่าภาคอุตสาหกรรมน่าจะปรับตัวดีขึ้นในระยะสั้น แต่อาจจะกลับมาชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี

– การบริโภคมีแนวโน้มชะลอตัวตามการชะลอตัวของสินเชื่อ สินเชื่อในระบบการเงินยังคงหดตัวต่อเนื่อง ทั้งในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ SME และครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเช่าซื้อและอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงและระดับหนี้เสียที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นชัดเจน การบริโภคในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัว

[ เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังมีโอกาสเข้าสู่ Technical Recession ]

จากหลายปัจจัยลบที่ยังคงกดดันเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้ในครึ่งปีหลังของปี 2025 ไทยกำลังจะต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศพร้อม ๆ กัน ซึ่งอาจทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิคได้ โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาจะทยอยหมดไป คือ แรงส่งจากฐานต่ำของการลงทุนภาครัฐในปีก่อน การเร่งการส่งออกที่สูงผิดปกติในช่วงต้นปีก่อนการขึ้นภาษี และการท่องเที่ยวที่จะทยอยชะลอตัวลงโดยจำนวนนักท่องเที่ยวอาจเริ่มติดลบในช่วงครึ่งหลัง ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศเดิมของไทยที่อ่อนแออยู่ก่อนแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...