28 Years Later รีวิว เมื่อโลกผู้ติดเชื้อเข้าสู่ปรัชญาชีวิต
LSA Thailand
อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 12.03 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 05.03 น. • Lifestyle Asia Thailand28 Years Later นี้คือหนังซอมบี้ที่มีแฟนคลับระดับที่เรียกว่ารอคอยกันพอสมควร แม้ไม่ใช่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ก็ตาม ถ้าเรานับจากภาค 1 ในชื่อ 28 Days Later และ 28 Weeks Later ในภาคที่สอง ที่ทั้งคะแนนคำวิจารณ์และรายได้สูงปรี๊ดพอสมควร แต่ก็ห่างหายไปจากจอใหญ่ เกือบ 20 ปี ปล่อยให้หนังซอมบี้เรื่องอื่น ๆ ไปขยายอาณาจักรจนลืมไปแล้ว ว่าเคยมีหนังเรื่องนี้อยู่ เพราะฉะนั้น เราจะมารีวิวแบบพอเบาะพอควรกัน
Related articles
หนังเข้าใหม่ น่าดู ประจำเดือนมิถุนายน 2025
“A Useful Ghost (ผีใช้ได้ค่ะ)” รางวัลคานส์ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่คือจุดเริ่มต้นของการยกระดับวงการภาพยนตร์ไทย
วิ่งแบบ 4×100 แบบเรียนรู้ปรัชญาชีวิต
Spoiler Alert!!! 28 Years Later (อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาไม่มากก็น้อย)
Lifestyle Asia rating: 3.5/5
ประเภท: แอ็คชั่น, ผจญภัย, ซอมบี้, ระทึกขวัญ
นักแสดงนำ:
- Jodie Comer รับบท Isla
- Aaron Taylor-Johnson รับบท Jamie
- Ralph Fiennes รับบท Dr. Kelson
- Alfie Williams รับบท Spike
- Christopher Fulford รับบท Sam
ผู้กำกับ: Danny Boyle
เวลา: 1 ชั่วโมง 55 นาที
ดูได้ที่ไหน: ทุกโรงภาพยนตร์
ดูได้เมื่อไหร่: 19 มิถุนายน 2025
สิ่งที่เราชอบใน 28 Years Later
หลายคนอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าหนังตระกูล 28 นั้นเหมือนเป็นคนที่ทำให้หนังซอมบี้ทั้งหลายมาเป็นเฉกเช่นทุกวันนี้คือ การเป็นซอมบี้แบบวิ่งไว อึดตายยาก แม้จะโดนขนาดไหนมันจะต้องวิ่งพุ่งไปหาเป้าหมายจนถึงที่สุด ถ้าคุณไปในยุคสัก 80-90 หรือถอยไปไกลกว่านั้น หนังตระกูลซอมบี้ยังเป็นแบบคนติดเชื้อที่เดินกันแบบเอื่อย ๆ เหล่าคนปกติก็ยังสามารถหลบหนีได้ ให้คุณนึกถึง Day of the Dead ในปี 1985 และ Dead Alive ปี 1992 หรือถ้าฝั่งวีดีโอเกมอย่าง Resident Evil ในปี 1996 เกมซอมบี้ที่โด่งดังและเป็นที่นิยมอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้
28 Years Later ที่ยังได้ อเล็กซ์ การ์แลนด์ และ แดนนี บอยล์ ที่กลับมาจับเล่าในภาคต่ออีกครั้ง โดยเล่าต่อถึงเหตุการณ์จากภาคสองที่ผ่านมานานถึง 28 ปี จากการติดเชื้อจำกัดกันในแค่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งภาคปัจจุบันมีอาการลามไปทั่วหลายพื้นที่ มีการแบ่งแยกออกมาเป็นเกาะกับเมนแลนด์ ทำให้เราได้เห็นว่าพัฒนาการของหนังมันเติบโตไปในจุดที่ใหญ่มากกว่าเดิม ซึ่งหนังก็ทำให้เราเห็นตัวเอกอย่างคู่พ่อลูก เจมี ที่รับบทโดย แอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน (Aaron Taylor-Johnson) และ สไปค์ ที่รับบทโดย อัลฟี วิลเลียมส์ (Alfie Williams) ที่ต้องกลับไปที่เกาะใหญ่เพื่อล่าเหล่าผู้ติดเชื้อ โดยใช้เพียงธนูเท่านั้น เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าได้เติบโตขึ้นแม้จะเป็นแค่วัยรุ่นเริ่มต้นก็ตาม
ตัวของ เจมี ที่รอดมาในตอนเด็กก็อยากทำให้ลูกได้แข็งแกร่งมากกว่าตัวเอง ซึ่งเราจะได้เห็นตั้งแต่ซอมบี้ธรรมดา ไปจนถึงตัวระดับอัลฟ่า ที่ตัวใหญ่และเร็วมาก ที่ในช่วงต้นเรื่องมีการไล่ล่ากลุ่มตัวดำเนินเรื่องอย่างไม่ลดละ ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในฉากที่ชอบมากมันทำให้เราระทึกขวัญถึงที่สุด ทั้งเจอแบบกลุ่มและเจอแบบเดี่ยวที่ตัวใหญ่ที่สุด
และยังมีตัวละครของแม่ สไปค์อย่าง โจดี โคเมอร์ (Jodie Comer) รับบท อิสลา ที่เป็นตัวละครที่เจอเหตุการณ์บางอย่างที่เลวร้ายทำให้เจอกับอาการปวดหัว และเป็นเหมือนมีบุคลิกอีกคนตลอดเวลา แต่คุณที่ดูก็จะรู้ว่าเธอกำลังเจอโรคอันเลวร้ายที่สุดในชีวิต ดังนั้น สไปค์ หลังจากกลับมาที่เกาะได้รู้ว่าพ่อของเขากำลังเล่นชู้เมียคนอื่น ก็เลยตัดสินใจถามเรื่อง ๆ ต่าง จนได้ยินเรื่องของ ด็อกเตอร์ เคลสัน ที่รับโดย ราล์ฟ ไฟนส์ (Ralph Fiennes) ที่ใครก็หาว่าเขาบ้า ที่อยู่บนเมนแลนด์มาถึง 28 ปี
สองแม่ลูกทั้งฝ่าฝันผู้ติดเชื้อแถมเจอผู้ช่วยชีวิตสุดท้ายไม่รอดจากตัวอัลฟ่า แถมยังเจอเด็กที่มากับผู้ติดเชื้อ จนมาเจอหมอเคลสัน กลายเป็นปรัชญาที่พูดถึงความตาย เลือกความตายให้พวกเขาในแบบดีที่สุด จนบางทีก็ยังคิดว่าคนที่ติดภาพซอมบี้วิ่งกันพรวดพราดอาจจะเกลียดไปเลยจากในช่วงครึ่งหลังของหนังที่มาเวย์นี้ แต่บางคนก็คงจะชอบไปเลย ซึ่งอันนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับจริตของคุณแล้ว ส่วนตัวของเราก็ค่อนข้างไปทางเฉย ๆ คงต้องรอภาคต่อที่เขากำลังทำอยู่ต่อไปว่าจะเฉลยอะไรมากกว่านี้หรือไม่
แถมฉากจบก็มีคนอีกกลุ่มที่โผล่มาเป็นมนุษย์ 5 สีเลยทีเดียว ก็คงอ้างอิง เทเลทับบี ในตอนต้นเรื่องที่มีเหล่าเด็ก ๆ ที่ดูอยู่ในตอนนั้นแล้วเจอเหตุการณ์ระบาดพอดี ซึ่งคาดว่าเด็กในกลุ่มเหล่านั้นคงรอดมาได้นั้นเอง
สิ่งที่เราไม่ค่อยชอบ
ไม่เชิงไม่ชอบเสียทีเดียวแต่เราเข้าใจผู้กำกับอยากจะหนีจากหนังสองภาคเรื่องของตัวเองที่โดนไหนเรื่องอื่นนำไอเดียไปใช้เยอะแล้ว เลยต้องหนีจากสิ่งที่ตัวเองทำแบบเดิม ๆ เช่น การเล่นในครึ่งแรกของหนังที่ในโทนตื่นเต้น ไล่ล่า หนีผู้ติดเชื้อแบบในหนังสองภาคแรก แต่ในตอนหลังเป็นแนวเหมือนโลกหลังความตายหาความหมายของชีวิตเสียอย่างนั้น ส่วนตัวไปทางค่อนข้างไม่ค่อยชอบเสียเท่าไหร่ ถึงกระนั้นเราก็ยังอยากดูภาคต่อที่จะมาในปีต่อไป ซึ่งน่าจะเฉลยอะไรหลายอย่างจากในช่วงครึ่งหลังของหนังนั้นเอง
เรื่องย่อ 28 Years Later
“28 Years Later” เป็นภาพยนตร์สยองขวัญแนวหลังหายนะที่ดำเนินเรื่อง 28 ปีหลังจากไวรัส “Rage” ระบาดในอังกฤษ ซึ่งทำให้ผู้ติดเชื้อกลายเป็นซอมบี้ที่ดุร้ายและกระหายเลือด
เรื่องราวหลักจะติดตามชีวิตของ สไปค์ เด็กหนุ่มวัย 12 ปีที่อาศัยอยู่ในชุมชนผู้รอดชีวิตที่ถูกกักกันบนเกาะ Lindisfarne หรือ Holy Island ซึ่งเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ด้วยทางเดินน้ำขึ้น-น้ำลงที่ได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนา พ่อของสไปค์ เจมี่ (รับบทโดย Aaron Taylor-Johnson) พาเขาออกไปล่าสัตว์บนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีเริ่มต้นเข้าสู่วัยหนุ่ม
ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ สไปค์และเจมี่ได้เผชิญหน้ากับซอมบี้หลากหลายสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการไปจากเดิม รวมถึง “อัลฟ่า” ที่ตัวใหญ่และแข็งแรงขึ้น และได้พบกับความจริงอันน่าสะพรึงกลัวบนแผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ สไปค์ยังได้รู้เกี่ยวกับ ดอกเตอร์เคลสัน (รับบทโดย Ralph Fiennes) ผู้รอดชีวิตลึกลับที่เชื่อกันว่าอาจสามารถรักษาอาการป่วยของแม่เขา อิสลาได้
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
Hero & Featured Photo Credit: 28YearsLater via IMDB
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.