โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กินผักโขมอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

sanook.com

เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 10.10 น. • Sanook
เคล็ดลับการกินผักโขมให้ได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งวิธีปรุง การจับคู่อาหาร และข้อควรระวัง พร้อมประโยชน์ทางโภชนาการ

ผักโขม คือหนึ่งในผักใบเขียวที่ได้รับการยกย่องว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่การกินแบบผิดวิธีอาจทำให้เราไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ มาดูวิธีเลือกปรุงและกินผักโขมให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วนกันดีกว่า

ผักโขมคืออะไร

ผักโขม (Amaranthus spp.) เป็นผักใบเขียวที่มีหลายสายพันธุ์ เช่น ผักโขมไทย (Amaranthus viridis) ที่เราพบตามท้องตลาด และ Baby spinach ซึ่งเป็นสายพันธุ์ฝรั่งที่นิยมในเมนูสลัดหรืออาหารสุขภาพ

สารอาหารเด่นในผักโขม

  • วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค

  • กรดโฟลิก ธาตุเหล็ก แคลเซียม

  • สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ลูทีน และเบต้าแคโรทีน

  • ไฟเบอร์สูง ช่วยระบบขับถ่าย

ด้วยความหลากหลายของสารอาหาร ทำให้ผักโขมถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Superfood” โดยเฉพาะในหมู่คนรักสุขภาพทั่วโลก

ประโยชน์ของผักโขมต่อร่างกาย

การบริโภคผักโขมเป็นประจำอย่างเหมาะสมสามารถส่งผลดีต่อร่างกายในหลายด้าน เช่น

  • บำรุงสายตา
    ลูทีนและซีแซนทีนในผักโขมมีคุณสมบัติช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อม และลดโอกาสการเกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ

  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
    วิตามินซีในผักโขมช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น

  • ป้องกันโลหิตจาง
    ผักโขมมีธาตุเหล็กและกรดโฟลิก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง

  • ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด
    ไฟเบอร์ในผักโขมช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน

  • ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย
    สารต้านอนุมูลอิสระในผักโขม เช่น เบต้าแคโรทีน และวิตามินอี ช่วยลดการอักเสบและความเสื่อมของเซลล์

วิธีการกินผักโขมให้ได้ประโยชน์สูงสุด

แม้ผักโขมจะเต็มไปด้วยสารอาหาร แต่หากเลือกปรุงผิดวิธี อาจทำให้ร่างกายดูดซึมสารสำคัญได้น้อยลง ดังนั้นการกินอย่างถูกวิธีจึงสำคัญมาก

1. ลวกหรือผัดให้พอสุก

การปรุงสุกแบบพอดีสามารถช่วยลด "กรดออกซาลิก" ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่อาจจับตัวกับแคลเซียมหรือธาตุเหล็ก และลดการดูดซึมในร่างกาย

Tip: หลีกเลี่ยงการต้มผักโขมนานเกินไป เพราะความร้อนสูงจะทำลายวิตามินซีและกรดโฟลิก

2. กินคู่กับอาหารที่มีวิตามินซีสูง

  • มะเขือเทศ

  • ส้ม

  • มะนาว

  • พริกหวาน

เพราะวิตามินซีช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชได้ดีขึ้น ลองบีบมะนาวเล็กน้อยใส่ผัดผักโขม หรือกินส้มเป็นของหวานหลังมื้ออาหาร

3. สลับรูปแบบการกิน

จะกินแบบผัด สลัด สมูทตี้ หรือซุปสามารถทำได้หมด แต่ควรหมุนเวียนรูปแบบการปรุง เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล

4. เลือกผักโขมสดและใหม่

ผักโขมที่เก็บไว้นานเกินไปจะเริ่มสูญเสียคุณค่าทางอาหาร เช่น วิตามินซีและโฟเลต ควรเลือกใบสด สีเขียวเข้ม ไม่เหี่ยวหรือมีจุดดำ

ข้อควรระวังในการกินผักโขม

  • ผู้ป่วยโรคนิ่วในไต
    ควรหลีกเลี่ยงการกินผักโขมในปริมาณมาก เพราะมีกรดออกซาลิกสูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลต

  • หลีกเลี่ยงการกินดิบมากเกินไป
    แม้จะมีวิตามินครบ แต่การกินดิบทุกวันอาจทำให้ดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียมได้น้อยลง

  • เด็กเล็กและสตรีตั้งครรภ์
    ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนบริโภคเป็นประจำ

เมนูแนะนำจากผักโขม

  • ไข่เจียวผักโขม – ทำง่าย อร่อย ได้โปรตีนจากไข่และไฟเบอร์จากผัก

  • ผัดผักโขมใส่กระเทียม – เมนูเรียบง่าย เหมาะกับทุกมื้อ

  • สปาเกตตี้ผักโขมครีมซอส – ฟิวชั่นสุดครีเอท

  • สมูทตี้ผักโขมผสมน้ำส้ม – สำหรับคนไม่ชอบกินผัก แต่ยังอยากได้คุณค่า

การกินผักโขมให้ได้ประโยชน์สูงสุดไม่ใช่แค่เรื่องของปริมาณ แต่คือวิธีการเลือกปรุง เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้มากที่สุด หากกินอย่างหลากหลายและสมดุล ผักโขมก็สามารถเป็นแหล่งพลังงานดีๆ ที่ช่วยเสริมสุขภาพได้ในทุกวัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...