เกิดใหม่พร้อมดวงชะตามหาโชคในยุค 80
ข้อมูลเบื้องต้น
สวีหนิงเอ๋อ หญิงสาวผู้มีดวงมหาโชค ทั้งชีวิตเจอกับความโชคดีมาตลอด
จนวันหนึ่งกลับต้องทะลุมิติเข้าไปสวมร่างของผู้หญิงอีกคนในยุค 80 อันแร้นแค้น พร้อมกับของขวัญต้อนรับคือ สามีและลูกชาย ที่เหมือนจะไม่ชอบหน้ากับเจ้าของร่างคนก่อนเท่าไหร่
ร่างใหม่และชีวิตใหม่ที่สวีหนิงเอ๋อต้องเจอคือ ความยากจนข้นแค้น กับความแห้งแล้งที่ยาวนาน
นาข้าวที่เกือบจะแห้งตาย ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา ผืนดินที่แตกระแหง ถนนหนทางเป็นหลุมเป็นบ่อ และอากาศที่ร้อนแทบมอดไหม้
นอกจากสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากแล้ว ชีวิตครอบครัวคนรอบตัวที่เธอต้องเจอก็ยังน่าปวดหัวอีก
ครอบครัวสามีที่ชอบเอาเปรียบ สามีและลูกชายที่โดนกดขี่ ทั้งยังต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น น้องชายสามีที่มีสมองเท่าเด็กอายุห้าขวบ ถูกขนานนามว่าเป็นคนโง่และโดนรังแก
แบบนี้จะให้สวีหนิงเอ๋อคนใหม่ยอมได้ยังไง เธอต้องหาทางแยกบ้านให้จนได้
ฝนที่ไม่ตกมาเกือบสองปีแค่เธอบ่นพึมพำไม่กี่ประโยค ฝนห่าใหญ่ก็เทลงมาราวกับฟ้ารั่ว
สวนผลไม้ที่ปลูกมาสี่ปีไม่ติดผล แค่ยกให้เธอก็ติดดอกออกผลราวกับเวทมนตร์
ธุรกิจอะไรก็ตามที่อยู่ในมือเธอ ต่างก็ขายดิบขายดี ติดตลาดสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำ
อาจเป็นเพราะ ดวงมหาโชค ของเธอที่ติดตัวมาจากชีวิตที่แล้วหรือเปล่า
"เมื่อมีเธออยู่ ก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่าจะอดตาย"
1 เกิดใหม่กับโชคมหาศาล
สวีหนิงเอ๋อ หญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้มชวนมอง เรือนผมสีน้ำตาลที่ถูกม้วนเป็นลอนทำให้เธอดูโตกว่าอายุเล็กน้อย
เธอเป็นนักศึกษาจบใหม่ที่ต้องหางานแข่งกับนักศึกษาอีกหลายแสนคน
ใครๆ ก็รู้ว่าการหางานในยุคนี้นั้นยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน เนื่องจากตำแหน่งงานมีไม่เพียงพอต่อจำนวนนักศึกษา ทำให้ทุกคนต้องแข่งขันกันแทบรากเลือด
แต่มันไม่ใช่สำหรับเธอ เพราะเธอพึ่งได้รับการตอบรับเข้าทำงานจากบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เงินเดือนสูงและงานก็ตรงสาย เธอเรียนเอกภาษาญี่ปุ่นเพราะส่วนตัวชื่นชอบอนิเมะญี่ปุ่นตั้งแต่เด็ก จึงเรียนภาษาญี่ปุ่นสนองความหลงใหลของตัวเอง
ติ๊ง! ติ้ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้น สวีหนิงเอ๋อยกโทรศัพท์ขึ้นมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นข้อความเรียกสัมภาษณ์ของบริษัทที่เธอเคยยื่นเอาไว้อีกสองแห่งก็ถอนหายใจทันที
เฮ้อ!
“อีกแล้วหรอ ตอนนั้นไม่น่ายื่นไปเยอะเลย”
เมื่อไม่กี่วันก่อนเธอยื่นเรซูเม่ไปหลายฉบับและก็ได้รับการตอบกลับทุกฉบับ ทุกที่ต่างก็เรียกเธอไปสัมภาษณ์ แต่เธอได้เลือกบริษัทที่ชอบไปแล้วน่ะสิ
โฮ่งๆ
“อะไรเจ้าตูบ แกเป็นอะไร มาเห่าฉันทำไมหึ้ม!” เธอนั่งลงและยื่นมือไปลูบแผงคอของสุนัขขนสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้าด้วยความเอ็นดู
หงิงๆ
“ชอบหรอ แกมีปลอกคอด้วย นึกว่าเป็นหมาจร ที่ไหนได้แกหนีออกจากบ้านสินะ”
โฮ่ง!
มันราวกับจะแย้งเธอว่าไม่ได้หนีออกจากบ้าน
หลังจากเธอลูบสุนัขจนพอใจก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินกลับบ้าน แต่ในเวลานั้นเองก็มีเสียงของใครบางคนดังขึ้นที่ด้านหลังของเธอ
“ชิงชิง!”
ใครชิงชิง?
เธอรีบหันกลับไปมองก่อนจะเห็นเจ้าสุนัขตัวเมื่อกี้กำลังออเซาะหญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีคนหนึ่งอยู่
ป้าคนนี้คงเป็นเจ้าของสุนัขตัวนี้สินะ
ในตอนที่เธอกำลังจะเดินจากมาป้าก็ร้องเรียกเธอขึ้นมาเสียก่อน
“เดี๋ยวสิหนู”
“คะ”
“ขอบคุณหนูมากนะที่ช่วยจับชิงชิงของป้าเอาไว้ให้ ถ้าไม่ได้หนูป้าคงต้องคลาดกับชิงชิงอีกแน่เลย สุนัขของป้าหนีออกจากบ้านมาสามวันแล้วน่ะ”
“อ้อ ไม่ค่ะไม่ หนูไม่ได้ช่วยอะไรเลย”
“ไม่หรอก หนูช่วยป้าไว้ได้มากจริงๆ เอาอย่างนี้แล้วกันเพื่อความสบายใจของป้า”
สวีหนิงเอ๋อมองป้าตรงหน้าล้วงหยิบบางอย่างในกระเป๋าด้วยความสงสัย
“เอาเงินนี่ไป ถือว่าเป็นคำขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ จากป้าก็แล้วกันนะ”
“…..”
ป้ายัดเงินใส่มือของเธออย่างไม่คิดให้เธอปฏิเสธเลย ทำเอาเธออึ้งไปสักพัก กว่าจะรู้ตัวป้าคนนั้นก็อุ้มสุนัขของตัวเองจากไปเสียแล้ว
“อีกแล้ว ฉันโชคดีแปลกๆอีกแล้ว อยู่ดีๆก็มีคนให้เงิน”
สวีหนิงเอ๋อ เด็กสาวที่กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เกิด เธออาศัยอยู่บ้านเด็กกำพร้า และไม่นานก็ได้รับการอุปการะจากครอบครัวมหาเศรษฐีใจบุญครอบครัวหนึ่ง จากนั้นชีวิตของเธอก็ไม่เคยโชคร้ายอีกเลย
เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันทำให้เธอเชื่ออย่างสุดใจว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกับดวงมหาโชค
วันหนึ่งเดินๆ อยู่ก็มีเงินปลิวมาตกตรงหน้า เธอทายผลอะไรไว้มักจะถูกเสมอ และอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการจับฉลากลุ้นของรางวัล ถ้าเธอเข้าร่วมมักจะได้รางวัลกลับมาตลอด
ความโชคดีที่ไม่สามารถควบคุมได้นี้คือสิ่งที่เกิดกับเธอมาตลอด แต่มีช่วงหลังๆ มานี้ที่เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโชคดีบ่อยจนเริ่มเอะใจ ปกติแล้วสองสามวันมีเรื่องโชคดีเกิดขึ้นสักครั้งก็ถือว่าปกติ แต่วันนี้ในหนึ่งวันเธอโชคดีไปแล้วสี่ครั้ง
มันเริ่มทำให้เธอระแวงแล้วสิ หรือว่าโชคนี้มันจะเริ่มหายไปแล้ว การที่เธอดวงดีแบบสุดๆ ในช่วงนี้มันคือการส่งท้ายหรือเปล่า
“แต่ช่างเถอะ กลับบ้านดีกว่า” คิดไปก็หาคำตอบไม่ได้
สวีหนิงเอ๋อเดินไปถึงป้ายรถประจำทาง ทันใดนั้นรถก็แล่นเข้ามาจอดทันที เธอไม่ต้องรอเลยสักนิด พอเธอขึ้นไปนั่งท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสก็เกิดฝนตกลงมาจนแทบมองไม่เห็นทาง
ถ้าถามว่าเธอโชคดีขนาดนี้น่าจะมีเงินมากพอ ทำไมไม่ซื้อรถขับเองล่ะ นั่นก็เพราะเธอขับรถไม่เป็นและชอบนั่งรถประจำทางมากกว่า สำหรับเธอแล้วมันสะดวกมากเลยนะ
30 นาทีผ่านไป
อี๊ด!
รถประจำทางหยุดลงตรงป้าย สวีหนิงเอ๋อก็เดินลงจากรถพร้อมกับฝนที่หยุดตกพอดิบพอดี
เธอเงยหน้ามองฟ้าด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย ก่อนจะเดินกลับห้องตัวเอง
ปัง!
“เหนื่อยจัง”
เธอเหนื่อยมากจนไม่อยากทำอะไร จึงทิ้งกระเป๋าแล้วเดินไปล้มตัวลงนอนลงที่โซฟากลางห้องโถงแล้วหลับไป พร้อมกับพายุที่โหมกระหน่ำราวกับฟ้ารั่ว
แต่เธอไม่รู้เลยว่าการที่เธอนอนหลับไปครั้งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
แคกๆ
“อื้อ อะไรเนี่ย ทำไมแสบคอจัง” สวีหนิงเอ๋อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ความปวดเมื่อยและกลิ่นเหม็นอับตีหน้าทำเอาเธอต้องยกมือถูจมูก
“เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น! ที่นี่ที่ไหนเนี่ย! นะ นี่…”
ภาพผนังห้องที่ทำจากดินที่มีสภาพหลุดลุ่ย เตียงนอนและผ้าห่มมีรอยปะ หยากไย่ตามคานบ้านที่ดูน่าขนลุก หน้าต่างไม้ที่เปิดอยู่ทำให้เธอมองเห็นสภาพด้านนอกที่ไม่ใช่ตึกสูงเหมือนเคย
แต่เป็นแปลงผักเหี่ยวๆ และสภาพดินแดงที่ดูแห้งแล้ง ต้นไม้ที่เห็นอยู่รอบๆ ดูเหี่ยวเฉาไร้ความมีชีวิตชีวา
“โอ๊ย! ซี๊ด!…”
ในขณะที่สวีหนิงเอ๋อกำลังสับสนกับสิ่งที่ตัวเองประสบพบเจอ อยู่ๆ เธอก็รู้สึกเจ็บจี๊ดที่สมองจนต้องยกมือกุมศีรษะของตัวเองและล้มเกลือกกลิ้งไปกับเตียง
“อ๊า! เจ็บ! ความทรงจำของใคร อึก”
ภาพความทรงจำของหญิงสาวคนหนึ่งฉายเข้ามาในหัวของเธอ กลายเป็นภาพทับซ้อนกันยุ่งเหยิง ทำให้เธอเจ็บจนต้องร้องเสียงหลง
ความเจ็บปวดนั้นกินเวลาไปเกือบสิบนาที เล่นเอาเธอนอนหมดแรงใบหน้าเหม่อลอยไปชั่วขณะ
“นี่สรุปว่าฉันทะลุมิติมาหรอเนี่ย เหลือจะเชื่อจริงๆ นี่ฉันนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาในร่างของหญิงสาวอีกคนในยุคจีน 80 ที่ชื่อเหมือนกัน หน้าตาก็เหมือนกัน หรือว่านี่จะเป็นอีกภพชาติหนึ่งของฉันเอง”
สวีหนิงเอ๋อที่เข้าใจเรื่องราวทุกอย่างแล้วก็แทบอยากจะร้องไห้ เพราะร่างที่เธอมาสวมแทนคือหญิงสาวที่ชื่อสวีหนิงเอ๋อเหมือนกัน หน้าตาเหมือนกัน แต่ที่ต่างกันคือเจ้าของร่างนี้แต่งงานมีสามีและลูกชายอายุแปดขวบแล้วน่ะสิ
แถมตอนนี้ยังอยู่ในยุคที่ยากแค้นอีก ยังมีการใช้คูปองซื้อของกันอยู่เลย แถมตอนนี้ยังเกิดภัยแล้งอยู่ด้วย หลายครอบครัวต้องสู้กับภัยแล้ง แปลงนาแห้งเหี่ยวผลผลิตแทบจะไม่พอกิน
ดูได้จากแขนขาที่เล็กราวกับตะเกียบของเจ้าของร่างนี่สิ ผิวเหลืองซีดปากแห้งแตกเป็นขุย ตาลึกโบ๋ของคนขาดสารอาหาร ผมก็จับกันเป็นก้อนแทบจะเป็นตังเมอยู่แล้ว
“ฮื้อๆ ทำไมล่ะ ฉันก็ดวงดีไม่ใช่หรอ ทำไมไม่ทะลุมิติไปสวมร่างของหญิงสาวในยุคปัจจุบันที่ร่ำรวยล่ะ ทำไมฉันถึงต้องมาสวมร่างแบบนี้ด้วย ชีวิตก่อนฉันไม่เคยจูบผู้ชายเลยสักคน แต่ชีวิตใหม่นี้กลับมีสามีและลูกแล้วเสียอย่างนั้น ฮื้อ…”
สวีหนิงเอ๋อยกมือปิดหน้าร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในห้องนอนด้วยความอัดอั้นตันใจกับชะตาชีวิตของตัวเอง
หรือว่านี่จะเป็นการเอาคืนของเบื้องบน การที่เธอโชคดีเกินไปก็เลยโดนลงโทษโดยการส่งมาใช้กรรมในยุคแร้นแค้นแบบนี้งั้นหรอ
“ฮื้อๆ”
เสียงร้องไห้ของสวีหนิงเอ๋อดังจนคนด้านนอกได้ยิน
ปังๆๆ
“นี่ๆ สวีหนิงเอ๋อ หล่อนจะร้องไห้ทำไมหะ ถ้าหายป่วยแล้วก็ออกมาช่วยกันทำงานเลยนะ อย่าคิดเอาเปรียบคนอื่น!”
อะไร? อ้อ… จากความทรงจำเสียงนี้คงเป็นเสียงของแม่สามีที่ชื่อเจียงเหมยสินะ
“แคกๆ ยังป่วยอยู่ คงไปช่วยคุณแม่ทำงานไม่ได้หรอกค่ะ ให้สะใภ้รองช่วยสิคะ” เธอแสร้งทำเป็นไอออกมาเสียงดังเพื่อให้คนด้านนอกได้ยิน
สะใภ้รองคือลูกสะใภ้ที่โดนตามใจ ไม่ค่อยได้ทำงานบ้านเท่าไหร่ เพราะสามีเธอเป็นลูกรักน่ะสิ
“หน็อย! หล่อนอย่าคิดจะมาตบตาฉันนะ”
ไอๆ
“ถ้าคุณแม่ไม่กลัวติดโรคจากฉันล่ะก็…”
แคกๆ
แอ๊ด…
เธอแง้มประตูออกไปเล็กน้อย
“หยี๋… สกปรก นี่หล่อนห้ามเอาเชื้อโรคมาติดฉันนะ” หลังสิ้นประโยคนั้นเธอก็ได้ยินเสียงเท้าเดินจากไป
“เฮ้อ! นี่ฉันต้องมาเจอกับครอบครัวแม่สามีแบบไหนเนี่ย”
'ฉันต้องเจออะไรต่อไปบ้าง แต่ดูจากความทรงจำในหัวตอนนี้น่าจะหนักอยู่เหมือนกัน'
เหมือนว่าทุกปัญหาอยู่รอบตัวเต็มไปหมด รวมถึงเจ้าของร่างคนก่อนด้วย เธอก็เหมือนจะทำตัวมีปัญหา ทั้งลูกทั้งสามีต่างมองเธอราวกับคนแปลกหน้า ทั้งที่นอนร่วมเตียงกันมาตั้งกี่ปี แต่กลับไม่เหมือนครอบครัวเลยสักนิด
เจ้าของร่างคนก่อนนั้นแต่งงานกับเสิ่นหลงผู้เป็นสามี แต่เป็นการแต่งแบบไม่จำยอมเท่าไหร่ เรียกได้ว่าเธอกับสามีไม่ได้มีความรักลึกซึ้งต่อกันเลยสักนิด
สวีหนิงเอ๋อคนก่อนถือว่าเป็นหญิงสาวหน้าตาดี เธอโดนผู้ชายหลายคนในหมู่บ้านหมายตา แต่ด้วยความหัวสูงของเธอ ทำให้เธอไม่เคยเหลือบมองพวกผู้ชายตามหมู่บ้านที่ไร้อนาคตเลยสักนิด
ตอนแรกเธอกับเสิ่นหลงไม่เคยรู้จักกันเลยเพราะอยู่คนละหมู่บ้าน แต่เวลานั้นแม่ของเธอต้องการเงินเพื่อไปเป็นค่าสินสอดแต่งเมียให้น้องชาย และบังเอิญไปเจอเสิ่นหลงขายเนื้อที่ตลาดมืดพอดี เห็นเขาขายเนื้อได้เงินหลายร้อยหยวนก็สนใจ
แม่ของเธอเข้าไปถามชื่อถามหมู่บ้าน จากนั้นก็จ้างแม่สื่อให้เข้าไปคุยกับครอบครัวเสิ่นทันที และตอนนั้นพ่อของเสิ่นหลงเห็นว่าลูกชายควรแต่งงานได้แล้ว สองครอบครัวจึงมีความเห็นตรงกันและงานแต่งก็ถูกจัดขึ้นอย่างเร่งรีบ
สวีหนิงเอ๋อคนก่อนไม่ได้รักเสิ่นหลงเลยแต่เธอไม่สามารถขัดพ่อแม่ได้
หลังจากแต่งงานสวีหนิงเอ๋อก็แทบจะไม่เคยพูดจาหวานหูกับเสิ่นหลงผู้เป็นสามีเลยสักนิด แทบจะดุด่าเขาเป็นกิจวัตรด้วยซ้ำ
ชีวิตแต่งงานของเธอไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก เพราะเสิ่นหลงนั้นไม่เป็นที่รักของผู้เป็นพ่อ
ด้วยแม่ของเขาเสียชีวิตไปตอนที่คลอดน้องชายได้แค่หนึ่งเดือน เพราะอาการตกเลือด ทิ้งน้องชายที่เหมือนจะปัญญาอ่อนเอาไว้ให้เขา
บวกกับหลังจากนั้นไม่นานพ่อของเขาก็แต่งงานใหม่ เมียใหม่พ่อหรือแม่เลี้ยงคนนั้นมาพร้อมกับลูกชายคนหนึ่งที่อายุแทบจะเท่ากับเสิ่นหลง ห่างกันไม่กี่เดือนเท่านั้น
หลังจากมีแม่เลี้ยงชีวิตของเสิ่นหลงกับน้องชายก็ยากลำบากมากขึ้น ต้องทำงานหนัก หลายครั้งก็โดนทุบตี โดยเฉพาะเสิ่นหลางน้องชายของเสิ่นหลงที่ได้ชื่อว่าเป็นเด็กโง่ เขาสู้คนไม่เป็นจึงเจ็บตัวบ่อย
เสิ่นหลางแม้จะมีสติปัญญาหยุดที่อายุห้าขวบ แต่เขาก็เติบโตมีร่างกายสมบูรณ์ ถึงเขาจะปัญญาอ่อนแต่กลับแรงเยอะเป็นพิเศษ
เขาสามารถฟังคำสั่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นให้ตักน้ำ ผ่าฟืนและแบกของได้ แต่อะไรที่ต้องใช้ความคิดเขาไม่สามารถทำได้ เขาเปรียบเหมือนเด็กที่ตัวใหญ่เท่านั้น
“เฮ้อ! นี่มันครอบครัวอะไรเนี่ย”
2 วันแรกก็หาเรื่องแยกบ้าน
ปัง!
“ว๊าย!” สวีหนิงเอ๋อสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาอย่างแรง
"แม่! ตายหรือยัง"
"เอ่อ"
"เฮ้อ! ยังอีกหรอ" เด็กชายตัวเล็กสภาพมอมแมมที่วิ่งเข้ามาเป็นคนเอ่ยประโยคไม่น่าฟังเมื่อครู่ เขาคือเสิ่นอี้หลุนลูกชายของเจ้าของร่าง
“ยังไม่ตายๆ” เด็กชายตัวโตอีกอีกคนที่อายุน่าจะยี่สิบกว่าแล้วแต่ท่าทางเหมือนเด็กห้าขวบนั้นคือเสิ่นหลาง น้องชายของเสิ่นหลง
เพื่อนซี้ต่างวัยนี้มักไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ
และท่าทางเย็นชาของลูกชายที่มองผู้เป็นแม่นั้น มาจากเจ้าของร่างคนก่อนที่ชอบตบตีลูกชายเวลาโมโห
สวีหนิงเอ๋อคนก่อนไม่พอใจกับการแต่งงานครั้งนี้และยังโดนแม่สามีข่มเหงรังแกอยู่บ่อยๆ เมื่อเธอหาที่ระบายไม่ได้ก็มักจะแอบมาระบายกับลูกชายและน้องชายสามี ทั้งยังเลี้ยงลูกแบบทิ้งๆ ขว้างๆ นี่ถ้าไม่มีเสิ่นหลงล่ะก็ เด็กคนนี้คงไม่มีโอกาสโตแน่
“แม่เป็นอะไรไป หรือว่าใกล้จะตายแล้ว”
“เอ๊ะ! ลูกคนนี้หนิ นี่แม่นะ”
“อ้อ” เด็กชายตัวน้อยทำหน้าตาเฉยเมยก่อนจะหันหลังวิ่งออกไป ด้วยเขากลัวว่าจะโดนแม่จับไปฟาดก้น
“รอด้วย!” เสิ่นหลางที่ตัวสูงร้อยแปดสิบนิดๆวิ่งตามเด็กน้อยที่สูงเลยเข่าตัวเองมาไม่เท่าไหร่ต้อยๆ ราวกับลูกหมา
'ดูแล้วถ้าไม่สั่งสอนตอนนี้ เด็กได้โตไปเป็นปัญหาสังคมแน่ ก้าวร้าวขนาดนี้'
“เฮ้อ! นอกจากจะต้องปรับความเข้าใจกับสามีแล้วยังมีลูกชายกับน้องสามีด้วยหรอเนี่ย”
“นี่เจ้าของร่างคนก่อนทิ้งอะไรไว้ให้ฉันกัน น่าปวดหัวจริงๆ แล้วแบบนี้ฉันจะเอาชีวิตรอดยังไง ดวงมหาโชคของฉันได้ตามติดตัวมาด้วยหรือเปล่า ถ้าไม่มีดวงมหาโชคชีวิตนี้ก็เหมือนตกนรกแล้วจริงๆ”
ในเวลาต่อมา
ตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน สวีหนิงเอ๋อที่นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงในห้องได้ยินเสียงคนคุยกันและกลิ่นควันไฟที่ฉุนขึ้นจมูก เธอจึงลุกขึ้นเปิดประตูออกไปดู และตรงกับจังหวะที่สามีของเจ้าของร่างกับคนอื่นๆ กลับมาจากทำงานพอดี
“เฮ้อ! เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว แม่ครับ เย็นนี้มีอะไรกินบ้างผมหิว” เสิ่นอู่หมิงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเจียงเหมย ยัยแม่เลี้ยงใจร้ายคนนั้น
ทั้งที่เขาทำงานไปพักไปแท้ๆ กลับบ่นเหนื่อยจะเป็นจะตาย คนที่ทำงานไม่เคยนั่งพักอย่างเสิ่นหลงกลับไม่พูดอะไรสักคำ แม้สายตาของเขาจะดูเหนื่อยล้าแค่ไหนก็ไม่เคยบ่น
“กลับมาแล้วหรอลูก มานั่งพักก่อนเร็ว นี่ๆ แม่ทำถั่วเขียวต้มเอาไว้ให้ด้วย”
“ใส่น้ำตาลหรือเปล่า”
“เอ่อ พอดีน้ำตาลเราหมดน่ะ”
“แล้วทำไมแม่ไม่ไปซื้อล่ะครับ ต้มไม่ใส่น้ำตาลมันจะอร่อยได้ยังไง ผมไม่กินแล้ว! ไปอาบน้ำดีกว่า” เสิ่นอู่หมิงวางถ้วยถั่วเขียวต้มลงอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเดินไปอาบน้ำด้วยท่าทางหงุดหงิด
แม้ชายหนุ่มจะทำตัวแย่แค่ไหน แต่สายตาของผู้เป็นแม่อย่างเจียงเหมยกลับไม่เคยโกรธเลยสักครั้ง มีแค่คนเป็นพ่ออย่างเสิ่นจูเหลียงเท่านั้นที่ส่ายหน้าเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ดุด่าเสิ่นอู่หมิงเช่นกัน
เพราะแบบนั้นคนนอกถึงเริ่มซุบซิบกันว่าเสิ่นอู่หมิงลูกติดยัยแม่เลี้ยงนั่น เหมือนจะเป็นลูกแท้ๆ ของเสิ่นจูเหลียงมากกว่าเสิ่นหลงกับเสิ่นหลางเสียอีก
ซึ่งเอาจริงถ้าถามหาสามีเก่าเจียงเหมยก็ไม่มีใครรู้ เพราะเจียงเหมยเหมือนจะหายไปช่วงเวลาหนึ่งก่อนจะกลับบ้านมาพร้อมกับลูกน้อย ช่วงนั้นคนลือกันไปสามบ้านแปดบ้าน ว่าเจียงเหมยท้องไม่มีพ่อ
“คุณ…”
“……”
สวีหนิงเอ๋อเอ่ยยังไม่ทันจบคำ เสิ่นหลงก็วางของแล้วเดินกลับเข้าห้องไปทันที ทำเอาเธอยืนนิ่งไปอย่างทำตัวไม่ถูก
ด้วยวันนี้ทุกคนกลับมาเหนื่อยๆ จึงไม่มีใครหาเรื่องชวนทะเลาะอะไร ทุกคนต่างรีบอาบน้ำแล้วมากินข้าวเพื่อจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน ด้วยงานเก็บเกี่ยวข้าวยังต้องทำไปอีกสามสี่วัน แม้ข้าวที่ได้ปีนี้จะน้อยนิดแทบจะเป็นหญ้าไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ทุกคนก็ไม่สามารถปล่อยทิ้งได้
บนโต๊ะกินข้าว ท่ามกลางหลอดไฟที่ส่องแสงสว่างเพียงริบหรี่ ในหมู่บ้านมีไฟฟ้าเข้าถึงแล้ว แต่หลอดไฟในบ้านก็ยังมีแค่หลอดเดียวตรงห้องโถงรวม และจะเปิดใช้แค่ไม่นานก็ต้องปิด ด้วยค่าไฟยังถือว่าแพงสำหรับคนในยุคนี้
สวีหนิงเอ๋อนั่งมองทุกคนที่กินข้าวกันโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ แม้อาหารจะมีแค่ธัญพืชบดหยาบ ผักกับไข่ต้มสามฟองเท่านั้น ไม่มีเนื้อสัตว์เลยสักนิด เธอแทบจะกลืนไม่ลง
ตอนนี้เธอพึ่งได้โอกาสสังเกตคนในครอบครัวเสิ่นอย่างละเอียด ตามความทรงจำเธอค่อนข้างสับสนเพราะมันเป็นความทรงจำที่สลับสับเปลี่ยนไปมา เธอยังปะติดปะต่ออะไรได้ไม่เต็มที่
ครอบครัวเสิ่นมีคนมากถึงสิบเอ็ดคน ใช่มากถึงสิบเอ็ดชีวิตเลย แต่คนที่ทำงานได้จริงๆ มีไม่ถึงสี่คนด้วยซ้ำ
หัวโต๊ะเป็นเสิ่นจูเหลียงหัวหน้าครอบครัว ซ้ายมือคือเมียของเขาเจียงเหมย ขวามือคือลูกชายสุดที่รักเสิ่นอู่หมิง
ถัดจากเจียงเหมยคือเด็กชายหญิงอายุไล่เลี่ยกันเป็นลูกชายของเสิ่นอู่หมิงกับเจิ้งหยาสะใภ้รอง ชื่อเสิ่นอู่ปินพี่ชายอายุ 7 ขวบ น้องสาวเสิ่นเถาเยว่ 5 ขวบ
ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเสิ่นหลงกับน้องชายเสิ่นหลาง แล้วก็เธอกับลูกชายเสิ่นอี้หลุน
โอ้! เป็นครอบครัวที่แออัดจริงๆ คนทำงานกับคนกินไม่สมส่วนกัน แบบนี้มันถึงได้ลำบากยากเข็ญกันขนาดนี้ไง
‘ไม่ได้ ฉันต้องรีบหาทางแยกบ้านให้ได้’ ในขณะที่สวีหนิงเอ๋อกำลังคิดหนักกับเรื่องแยกบ้านอยู่นั้น สะใภ้รองเจิ้งหยาก็วางตะเกียบลงแล้วพูดขึ้นมาว่า
“คุณแม่คะ ดูจากข้าวในแปลงนาที่เราเก็บได้ปีนี้แล้ว ฉันว่าถ้าเรายังอยู่รวมกันแบบนี้คงมีข้าวแค่พอจ่ายภาษีแน่เลยค่ะ”
คำพูดเมื่อครู่ทำเอาเจียงเหมยกับเสิ่นจูเหลียง สองสามีภรรยาชะงักกึก เพราะทุกปีแต่ละครอบครัวต้องจ่ายภาษี สามารถจ่ายเป็นข้าวหรือไม่ก็เงินได้ แต่ปีนี้ผลผลิตตายไปเกือบครึ่งเพราะภัยแล้ง แม้จะมีนโยบายของทางการที่บอกว่าจะลดภาษีแต่ก็ยังหนักสำหรับครอบครัวที่คนเยอะอยู่ดี
“นั่นสินะ คุณคะ แบบนี้เราจะทำยังไงกันดี สวนผลไม้ที่เราปลูกไว้ที่ควรจะติดผลก็ไม่ติดผลสักที”
สวนผลไม้นี้ครอบครัวเสิ่นแบ่งที่ดินครึ่งหนึ่งของพื้นที่ใช้ปลูก มีต้นลิ้นจี่กับมะม่วงอย่างละครึ่ง มันเป็นโครงการของทางรัฐบาลเมื่อหลายปีก่อน ที่สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกผลไม้โดยมีต้นกล้าให้ฟรีพร้อมกับมอบเงินสนับสนุนบางส่วนให้ด้วย
ในตอนนั้นเสิ่นอู่หมิงเห็นแก่เงินก็เลยรีบไปลงชื่อ สุดท้ายได้ต้นกล้ามาปลูกก็ปลูกแบบทิ้งขว้าง แทบไม่เคยใส่ปุ๋ย นี่ถ้าไม่ได้เสิ่นหลงคอยไปตักน้ำรด แบกมูลสัตว์มาใส่ตลอด มีหวังต้นกล้าผลไม้พวกนั้นได้ตายไปนานแล้ว
ถามว่าปล่อยให้ต้นผลไม้ตายแล้วโละออกปลูกข้าวได้ไหม มันได้แต่ต้องเสียค่าปรับให้รัฐบาลทั้งยังต้องเสียเงินปรับที่ดินปั้นคันนาใหม่อีก ไม่คุ้มเสียแน่นอน
เพราะแบบนี้ครอบครัวเสิ่นถึงยากจนกว่าครอบครัวอื่น ด้วยพื้นที่ปลูกข้าวลดลงเกือบครึ่งหนึ่งเพราะสวนผลไม้ที่ไม่มีประโยชน์นั่น
ในตอนที่ทุกคนกำลังเครียดอยู่นั้น เสิ่นอู่หมิงก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“งั้นเราแยกบ้านดีไหมครับ ให้เสิ่นหลงกับครอบครัวของเขาแยกออกไปอยู่เอง”
“นั่นสินะ ลูกพูดถูก ไหนๆ ตอนนี้บ้านเราก็เริ่มแออัดแล้ว สู้เราแยกบ้านกันเถอะค่ะ ให้เสิ่นหลงกับครอบครัวแยกไปอยู่กันเอง”
เสิ่นหลงได้ยินก็นิ่งเฉย เขาแทบอยากจะแยกบ้านเร็วๆ ด้วยซ้ำไป
“เสิ่นหลง ลูกว่ายังไง ถ้าลูกต้องการแยกครอบครัวจริงๆ พ่อจะยกสวนผลไม้ทั้งหมดให้ลูกดูแล” แม้เสิ่นจูเหลียงจะทำเป็นถามความเห็นของลูกชาย แต่เขาก็ตัดสินใจไปแล้วเกินครึ่งว่ายังไงเสิ่นหลงลูกชายคนนี้ต้องแยกบ้านออกไป
ความเป็นพ่อของเขาแทบไม่เหลืออยู่เลย ก็รู้ๆกันอยู่ว่าถ้าแยกบ้าน เสิ่นหลงต้องหาเลี้ยงครอบครัวเอง แล้วปากบอกยกสวนผลไม้ให้ แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าตอนนี้สวนนั่นมันไร้ประโยชน์
แยกบ้านก็เหมือนตัดปากท้องอีกสี่ชีวิตออกไป เพราะเสิ่นหลางที่ปัญญาอ่อนนั่นต้องไปอยู่กับพี่ชายของเขาแน่
เจิ้งหยาเหลือบมองสบตากับแม่สามี ทั้งสองแอบยิ้มเยาะอย่างชอบใจ
“ครับ ผมจะแยกบ้าน”
“เฮอะ!” เสิ้นอู่หมิงแค้นหัวเราะด้วยความสมเพช
สวีหนิงเอ๋อนั่งนิ่งไม่พูดอะไร เพราะเธอเองก็เห็นด้วย แยกบ้านก็ดีสิ เธอเชื่อว่าดวงมหาโชคของเธอต้องยังอยู่แน่ อีกอย่างเสิ่นหลงล่าสัตว์เก่งจะตาย แค่อาศัยเขาเข้าป่าสักครั้ง ครอบครัวสี่คนก็ไม่มีทางอดตายแน่
หลังคุยตกลงว่าจะแยกบ้านกันได้แล้ว เราก็แยกย้ายกันกลับห้อง ส่วนเรื่องแยกบ้านตกลงว่าจะแยกหลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จ
บรรยากาศภายในห้องนอนอันเล็กแคบ
สวีหนิงเอ๋อนั่งอยู่บนเตียงคนเดียว คืนนี้เธอต้องนอนร่วมเตียงกับชายแปลกหน้าและเด็กอีกคน เธอค่อนข้างทำตัวไม่ถูกเท่าไหร่นัก
แกร็ก!
เสิ่นหลงกับลูกชายตัวน้อยเปิดประตูเข้ามาในห้อง สายตาเย็นชาของสองหนุ่มต่างวัยแต่ให้ความรู้สึกเหมือนกันมองจ้องมาที่เธอ
“เอ่อ มานอนเถอะค่ะ” สวีหนิงเอ๋อขยับเข้าไปชิดมุมด้านในที่ประจำตามที่เจ้าของร่างคนก่อนเคยนอน
เสิ่นหลงกับลูกชายขมวดคิ้วพร้อมกันกับคำพูดที่ฟังรื่นหู ไม่กระแทกเสียงเหมือนเมื่อก่อนของสวีหนิงเอ๋อ
“ไปนอนเถอะลูก” เสิ่นหลงแม้จะแปลกใจ แต่ก็ไม่อยากซักไซ้อะไรมาก เพราะเขาเหนื่อยมาทั้งวัน ไม่อยากชวนภรรยาทะเลาะอะไรอีก
“ครับ” เด็กน้อยเสิ่นอี้หลุนขึ้นไปนอนตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ ดวงตาใส่แจ๋วของเจ้าตัวเบิกโพลงและกลอกไปมา
“พ่อครับ” เจ้าตัวน้อยพลิกตัวและเอ่ยถามผู้เป็นพ่อด้วยสีหน้ากังวลเกินอายุ
“อะไร”
“เราต้องแยกบ้านจริงๆหรอครับ” แม้เขาจะอายุแค่แปดขวบ แต่รู้ว่าการแยกบ้านเป็นเรื่องใหญ่ จึงค่อนข้างกังวลว่าจะไม่มีข้าวกิน
สวีหนิงเอ๋อแอบเอียงหูฟังสองพ่อลูกคุยกัน
“แยกสิ แต่ลูกไม่ต้องห่วงไปหรอก พ่อไม่มีทางปล่อยให้ลูกอดตายหรอกนะ หลังแยกบ้านพ่อจะเข้าป่าสักหลายวัน ตอนนั้นจะล่าสัตว์ใหญ่หาเนื้อมาให้ลูกกิน”
“จริงหรอครับ” ตากลมเป็นประกายเมื่อนึกถึงเนื้อ
“จริงสิ นอนเถอะ”
“อึ้ม”
เสิ่นหลงลูบศีรษะลูกชายและเหลือบสายตามองแผ่นหลังของผู้เป็นภรรยาที่ดูแปลกไป ก่อนจะข่มตาหลับไปในเวลาไม่นาน
3 โชคดีแบบแปลกๆ
ปัก! ปัก!
ช่วงบ่ายที่ดวงอาทิตย์ลอยเด่นบนท้องฟ้าที่ไร้เมฆบดบัง บนหลังคาของบ้านหลังเล็กๆ ท้ายสวนผลไม้ มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังถือค้อนเคาะกระเบื้องหลังคาเก่าๆ ท่ามกลางเหงื่อที่ไหลจนเปียกชุ่มกับใบหน้าแดงก่ำจากการโดนแดดเผา
เขาคือเสิ่นหลงที่พึ่งเสร็จจากงานเก็บเกี่ยวข้าวสาลีของที่บ้าน วันนี้ใช้โอกาสก่อนจะมืดค่ำมาซ่อมบ้านเก่าหลังเล็กที่ท้ายสวนผลไม้ บ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่าที่ถูกสร้างเอาไว้นานแล้ว
สภาพผุพังแต่เมื่อซ่อมแล้วก็พอจะอยู่ได้ หลังแยกบ้านแล้วเขาจะพาลูกกับภรรยามาอยู่ที่นี่ อยู่ใกล้สวนผลไม้พอดี
“พ่อ!” เสิ่นอี้หลุนร้องตะโกนเรียกผู้เป็นพ่อเสียงดัง
“พ่อ!” ตามมาด้วยเสิ่นหลางที่อยากจะเรียกตาม ทั้งที่คนนั้นคือพี่ชายของเขาเองไม่ใช่พ่อ
“ลงมาพักก่อนไหมคะ ตอนนี้แดดแรงมากเดี๋ยวจะเป็นลมเอานะ” เป็นสวีหนิงเอ๋อที่เดินตามมาด้านหลังพร้อมกับกระบอกน้ำ
อึบ!
เสิ่นหลงปีนลงมาจากหลังคาแล้วเดินตรงเข้าไปหาน้องชาย
โป๊ก!
“โอ๊ย!”
“ฉันเป็นพี่ ไม่ใช่พ่อของนาย” เสิ่นหลงเคาะศีรษะน้องชายข้อหาที่มาเรียกเขาว่าพ่อ
“พี่ๆ” เสิ่นหลางชายหนุ่มตัวสูงแต่ติดผอมแห้งรีบเรียกพี่ด้วยใบหน้าราวกับคนจะร้องไห้
“พ่อ อย่าแกล้งอาเล็กสิ”
“ลูกก็เหมือนกัน อย่าชี้นำอาของลูกในแบบผิดๆ เข้าใจไหม”
หงึกหงัก เด็กชายตัวน้อยพยักหน้ารับอย่างว่องไวเมื่อนิ้วชี้ของพ่อชี้มาตรงหน้า
“เอ่อ…” สวีหนิงเอ๋อที่เหมือนโดนลืมพลันรู้สึกกระอักกระอ่วน
เสิ่นหลงเหลือบมองผู้เป็นภรรยาที่สามสี่วันมานี้เธอเปลี่ยนไปมาก
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง สวีหนิงเอ๋อจึงถือโอกาสยื่นกระบอกน้ำที่เตรียมมาให้เขาไป
เสิ่นหลงก็ไม่ปฏิเสธ เขารับมาด้วยใบหน้านิ่งเรียบ
“งั้นฉันขอไปเดินดูรอบๆ สวนหน่อยนะคะ” เธอพูดจบก็รีบเดินออกมาทันที เท่าที่เธอเห็นสวนผลไม้แห่งนี้เหมือนจะขาดน้ำขาดสารอาหาร ดินแห้งและแข็งมาก ต้นผลไม้แทบจะยืนต้นตายอยู่แล้ว ถ้ายังไม่ได้รับน้ำมีหวังไม่รอดแน่
เธอเดินไปจับใบของต้นลิ้นจี่และลูบเบาๆ
“ทำยังไงดี น้ำในลำธารที่ไหลผ่านสวนก็แห้งขอด น้ำในอ่างเก็บน้ำของตำบลก็แทบจะเหลือแต่โคลนตม”
เธอนั่งลงใช้ไม้ขุดดินที่โคนของต้นไม้
ปึก! ปึก!
ไม้แหลมแต่ขุดได้แต่หน้าดิน บ่งบอกว่าดินแข็งมาก
ในขณะที่สวีหนิงเอ๋อกำลังจริงจังกับการคิดหาทางรอดให้สวนผลไม้อยู่ เธอไม่ได้สังเกตเลยว่ามีเด็กชายตัวเล็กและตัวโตแอบย่องมาด้านหลัง
แฮ่!!
“ว๊าย!” สวีหนิงเอ๋อตกใจจนล้มก้นจูบพื้น
“ฮ่าๆ” เด็กน้อยสองคนต่างวัยตัวต้นเหตุพลันหัวเราะร่าด้วยความสนุกที่แกล้งเธอได้สำเร็จ
สวีหนิงเอ๋อนอกจากไม่โกรธแล้วยังรู้สึกว่าลูกชายกับน้องสามีมองเธอเป็นมิตรขึ้นกว่าวันแรกมาก อย่างน้อยก็คงไม่แช่งให้เธอตายเหมือนวันแรกอีกแล้วล่ะนะ
“หึๆ” เสิ่นหลงที่ยืนจิบน้ำมองอยู่ไกลๆ ก็หัวเราะในลำคอเบาๆ
“แม่! ทำอะไรอยู่หรอ” เสิ่นอี้หลุนลูกชายตัวแสบของเจ้าของร่างนั่งลงมองจ้องเธอตาใส
“นั่นสิ เล่นอะไรหรอเราเล่นด้วยได้ไหม” เสิ่นหลางเอ่ยขึ้นบ้าง
“ไม่ได้เล่น แม่กำลังคิดอยู่ว่าเราจะหาน้ำจากที่ไหนได้บ้าง ตอนนี้ต้นผลไม้ของเราต้องการน้ำหนักมากน่ะสิ”
“น้ำหรอ ไม่มีหรอก น้ำหายากมาก”
“ใช่ๆ”
“เฮ้อ!” สวีหนิงเอ๋อลุกขึ้นและเดินไปดูรอบๆ สวน โดยมีเสิ่นอี้หลุนและเสิ่นหลางเดินตามต้อยๆ
แตะ แตะ
“เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ”
กึก!
ปึก!
“โอ๊ย!”
สวีหนิงเอ๋อหยุดเดินกะทันหัน ทำให้เด็กสองคนที่เดินตามสะดุดล้มกันทั้งสอง
“แม่หยุดเดินทำไม”
สวีหนิงเอ๋อไม่สนใจคำพูดของลูกชาย เธอนั่งลงแตะพื้นดินที่มีน้ำขังตรงที่เท้าเหยียบอยู่ “ทำไมดินตรงนี้มีน้ำล่ะ” ทั้งที่ไม่มีฝนตก แต่ทำไมมีน้ำขัง
“นั่นสิครับ”
“น้ำๆ” เสิ่นหลางใช้มือตีน้ำเล่น
“มีอะไรหรือเปล่า” เสิ่นหลงที่เดินมาถึงเอ่ยขึ้น
“คุณดูตรงนี้สิคะ มันมีน้ำขังได้ยังไงทั้งที่ฝนไม่เคยตกเลย ขนาดลำธารที่อยู่ไม่ไกลยังแทบจะแห้งขอดแบบนี้”
เสิ่นหลงเห็นแล้วคิ้วเข้มของเขาก็ขมวดเล็กน้อยเหมือนกำลังใช้ความคิด “เป็นน้ำผุดจากใต้ดินหรือเปล่า”
เขาเดินผ่านตรงนี้มาตั้งหลายปี ก็ไม่เคยเห็นแอ่งน้ำแบบนี้เลยสักครั้ง แปลกจริงๆ
“ทำยังไงดี เราลองขุดดูดีไหมคะ” สวีหนิงเอ๋อเริ่มตาเป็นประกาย ถ้าเราสามารถขุดบ่อน้ำในสวนใช้เองก็ไม่ต้องลำบากอีก อย่างน้อยก็มีน้ำพอให้ทุกคนได้อาบทุกวัน ทุกวันนี้เธอแทบทนไม่ไหวที่บางวันไม่สามารถอาบน้ำได้ ทำได้แค่ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามตัว
“เดี๋ยวผมจะลองขุดดู คุณกับลูกหลบก่อน”
“ค่ะๆ”
“พ่อ เราจะมีบ่อน้ำใช้เหมือนบ้านลุงผู้ใหญ่ใช่ไหมครับ” เสิ่นอี้หลุนตาเป็นประกาย เขานึกถึงบ่อน้ำของลุงผู้ใหญ่บ้านที่มีน้ำใช้อยู่ตลอดทั้งปี
“ไม่รู้ พ่อต้องลองขุดดูก่อน”
“แต่คุณคะ เรื่องนี้เราจะบอกครอบครัวคุณไม่ได้นะ ฉันกลัวว่า…”
เสิ่นหลงเหลือบมองภรรยา เขารู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่และเข้าใจดี “ผมรู้ เรื่องนี้จะต้องเก็บเป็นความลับไว้จนกว่าเราจะแยกบ้านสำเร็จเท่านั้น” เขามองลูกชายกับน้องชายทันที
เสิ่นอี้หลุนรีบยกมือปิดปากแล้วรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะทันที “ผมจะไม่บอกใครครับ”
“ไม่บอก ความลับ” เสิ่นหลางเด็กโข่งก็รีบทำตาม
สวีหนิงเอ๋ออมยิ้มกับความน่าเอ็นดูของทั้งสอง นี่ถ้าพวกเขาได้อาบน้ำขัดตัวให้สะอาดคงจะน่ารักมากกว่านี้มาก
ตอนนี้ความน่ารักเกือบครึ่งโดนความมอมแมมปกปิดจนหมด
ในระหว่างที่เสิ่นหลงขุดบ่ออยู่นั้น สวีหนิงเอ๋อก็เดินไปดูรอบๆ เธอเดินมาเรื่อยๆ จนสุดที่ดินของสวนผลไม้ ไม่ไกลเป็นป่าเขาและลำธารที่แทบจะกลายเป็นดินแข็ง
ซอก! แซก!
ขณะนั้นเองอยู่ดีๆ ก็มีเสียงเหมือนมีตัวอะไรกำลังแหวะพุ่มไม้อยู่ไม่ไกลจากเท้าของเธอ
สวีหนิงเอ๋อย่อตัวต่ำดวงตาเป็นประกายความหวัง เธอไม่ได้กินเนื้อมาจะอาทิตย์หนึ่งแล้ว ตั้งแต่มาสวมร่างนี้กินแต่ผักจนแทบจะทนไม่ไหว แล้วยังต้องไปเกี่ยวข้าวสาลีอีก แขนขาแทบไม่มีเรี่ยวแรง
เธอคาดหวังว่าสัตย์ในพุ่มไม้ตัวนี้จะเป็นสิ่งที่กินได้
ซอก! แซก! พรึ่บ!
“ว๊าก! อัก! จับได้แล้ว! เสิ่นหลงฉันจับได้ ฮ่าๆ เย็นนี้เราจะมีเนื้อกินแล้ว!”
“อะไร เกิดอะไรขึ้น” เสิ่นหลงรีบวางจอบแล้ววิ่งมาดูด้วยความตกใจ
“แม่เป็นอะไร” เสิ่นอี้หลุนกับเสิ่นหลางก็ตกใจเช่นกัน เพราะเสียงของเธอนั้นดังมาก
“ดูนี่สิ!” เธอชูกระต่ายตัวใหญ่ในมือให้ทุกคนดูด้วยสีหน้าภูมิใจ
“กระต่าย!”
“เนื้อ!”
เสิ่นอี้หลุนกับเสิ่นหลางตาวาวทันทีที่เห็นกระต่าย เหมือนอยู่ๆ ก็ได้กลิ่นเนื้อลอยโชยเข้าจมูกจนแทบน้ำลายสอ
“คุณจับมันได้ยังไง แล้วยังตัวอ้วนขนาดนี้ด้วย”
“ฉันเก่งไงคะ อยู่ดีๆ มันก็วิ่งออกมาชนขาฉันเฉยเลย นี่ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้เรายากจนล่ะก็ ฉันอยากจะเลี้ยง อ๊ะ!”
ปึก!
เสิ่นหลงแย่งกระต่ายมาจากมือเธอ ก่อนจะจับสองขาหลังแล้วฟาดมันกับพื้นดัง
ปักๆ
สุดท้ายกระต่ายตัวนั้นก็สิ้นชีวิตลงในพริบตา สวีหนิงเอ๋อหน้าเหวอแทบอยากจะร้องไห้
‘เขาโหดร้ายมาก อย่างน้อยก็ช่วยฆ่ามันลับหลังฉันหน่อยไม่ได้หรือไง ฮื้อๆ’
“พ่อๆ เราจะมีเนื้อกินใช่ไหมครับ”
เสิ่นหลงไม่ได้มองลูกชายที่เขย่าแขนของตนเลย สายตาของเขาตอนนี้มองใบหน้าของภรรยาที่ดูขวัญเสียกับการที่เขาฆ่ากระต่ายของเธออยู่
“มันคือของกิน เราจับมันมาเพื่อกินไม่ใช่หรอ สุดท้ายแล้วมันก็ต้องตาย อีกอย่างเนื้อกระต่ายอร่อยมากนะ”
“จริงหรอ! ฉันไม่เคยกินกระต่ายมาก่อนเลย ไม่รู้ว่ามันรสชาติเป็นยังไง”
“อึม แต่คุณก็เคยกินหลายครั้งแล้วหนิ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยจับกระต่ายได้สักหน่อย”
“เอ่อ… ใช่ๆ ฉันจำได้แล้ว ฉันเหมือนจะเคยกินหลายครั้งแล้วนี่นา ฮ่าๆ สงสัยไม่ได้กินเนื้อนานจนสมองเริ่มหลงลืมน่ะ แหะๆ”
“แม่ไม่ได้กินเนื้อนานจนโง่แล้วหรือเปล่าครับ”
ขวับ!
“โง่ ไม่ได้กินเนื้อจนโง่” เสิ่นหลางย้ำอีกครั้ง
ทำเอาสวีหนิงเอ๋อใบหน้าหงิกงอ
เสิ่นหลงที่เห็นแบบนั้นก็หันไปบิดเอวลูกชายและน้องชายคนละทีเพื่อสั่งสอน
“โอ๊ยๆ” สองเสียงร้องขึ้นพร้อมกัน
“นั่นแม่ของลูก และนั่นพี่สะใภ้ของนายนะ ยังพูดจาแบบนั้นอีก”
“โอ๊ย พ่อครับ ผมจะไม่พูดอีกแล้วครับ”
“เจ็บๆ ไม่พูดๆ” เสิ่นหลางรีบบิดตัวจนหลุดจากมือของพี่ชายก่อนจะวิ่งไปหลบอยู่ไกลๆ พร้อมกับกัดเล็บตัวเองด้วยใบหน้าโง่ๆ ที่น่าขบขัน
“ว่าแต่คุณคะ ถ้าเราเอากระต่ายตัวนี้กลับบ้านเราจะได้กินจริงๆ ใช่ไหม”
ทุกคนเหมือนเข้าใจคำพูดของเธอดี
“งั้นเราก็กินที่นี่ให้เสร็จแล้วค่อยกลับบ้าน”
“คะ”
“เราย่างกระต่ายกินให้หมดแล้วค่อยกลับบ้านก็แล้วกัน” เสิ่นหลงเอ่ยย้ำอีกครั้ง
ต้องกินให้หมด ไม่อย่างนั้นถ้าเอากลับบ้านคงไม่มีแม้โอกาสจะได้กินน้ำซุป
“พ่อๆ ผมจะช่วยพ่อถอนขนกระต่ายเอง”
“กินเนื้อๆ” เสิ่นหลางหูผึ่งพร้อมกับกลอกสายตาล่อกแล่กไปมา เขาเอานิ้วล้วงปากตัวเองเผยให้เห็นฟันสีเหลืองและน้ำลายที่ไหลย้อยตามมุมปาก
สุดท้ายเสิ่นหลงก็จุดไฟเพื่อย่างกระต่ายกินแบบง่ายๆ เขาใช้สมุนไพรหมักเพื่อกลบกลิ่นกระต่ายพร้อมกับเกลือหยาบที่เอามาจากไหนไม่รู้มาทาบางๆ แล้วก็เอาขึ้นเตาย่าง
กลิ่นหอมที่ร่างกายคุ้นเคยเรียกเสียงกลืนน้ำลายของทุกคนได้ดี
เอื้อก!
“กลิ่นดีเหมือนกันนะคะเนี่ย”
“หึ ถ้าเครื่องปรุงครบ ผมทำได้น่ากินกว่านี้อีก”
“นี่คุณทำอาหารเป็นด้วยหรอคะ”
“….” เมื่อก่อนถ้าเขาไม่ทำ จะให้เธอทำให้กินคงได้อดตายกันพอดี นี่เธอจำไม่ได้หรือแกล้งกันแน่
“แหะๆ นั่นสินะ ปกติก็เป็นคุณที่ทำตลอด” สวีหนิงเอ๋อพึ่งนึกได้ว่าตัวเองทำตัวน่าสงสัยอีกแล้ว
“ใช่ พ่อทำอาหารเก่ง แต่แม่ทำยาพิษเก่ง”
ขวับ
“เอ่อ…” เจ้าของร่างคนก่อนทำอาหารไม่เป็นจริงๆ เธอสามารถเปลี่ยนอาหารให้กลายเป็นยาพิษได้
“หึ” เสิ่นหลงหลุดหัวเราะอีกครั้ง หลายวันมานี้เขามองภรรยาในทางที่ดีขึ้นมาก และหัวเราะง่ายขึ้น
‘เขาอยากให้ภรรยาคนนี้เป็นแบบนี้ตลอดไป มันจะเป็นการขอที่มากเกินไปหรือเปล่า’
หลังจากกระต่ายถูกย่างจนสุก เสิ่นหลงก็แบ่งเนื้อกระต่ายให้ทุกคนเท่าๆ กัน
สุดท้ายเนื้อกระต่ายนุ่มๆ เค็มนิดๆ ถูกย่างจนเกรียม ก็ได้เหลือแต่ซากภายในเวลาไม่ถึงห้านาที
ภาพที่เหลืออยู่คือปากของทุกคนที่มันแผล็บ