โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘One Big, Beautiful Bill Act’ ลดภาษีครั้งใหญ่ของทรัมป์ สะเทือนโลกการลงทุนอย่างไร?

THE STANDARD

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 03.24 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 02.00 น. • thestandard.co
‘One Big, Beautiful Bill Act’ ลดภาษีครั้งใหญ่ของทรัมป์ สะเทือนโลกการลงทุนอย่างไร?

หนึ่งในภารกิจที่สำคัญที่สุดของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2025 คือการผลักดันแผนปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ระลอกที่สอง หรือที่ถูกเรียกในชื่อ ‘One Big, Beautiful Bill Act’ (OBBBA) ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 22 พฤษภาคม 2025 ด้วยคะแนน 215-214 ซึ่งกำลังรอการพิจารณาในวุฒิสภา หากผ่านคาดว่าจะเสนอประธานาธิบดีลงนามภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2025

โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีส่วนใหญ่จากกฎหมาย Tax Cuts and Jobs Act (TCJA) ปี 2017 ที่กำลังจะหมดอายุลง พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐหลายรายการ ตั้งแต่การปฏิรูปโครงการประกันสุขภาพ (Medicaid) และความช่วยเหลือด้านอาหาร ไปจนถึงงบประมาณกลาโหมและความมั่นคงชายแดน

การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ มักสร้างแรงสั่นสะเทือนไปสู่ตลาดการเงินโลก และก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า นโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างไร บทความนี้ UOB Privilege Banking จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ ‘One Big, Beautiful Bill Act’ พร้อมวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยง เพื่อให้นักลงทุนสามารถเตรียมพร้อมและวางกลยุทธ์จัดพอร์ตได้อย่างทันท่วงที

เจาะลึกไส้ใน ‘One Big, Beautiful Bill Act’

ภายใต้ร่างกฎหมายที่มีรายละเอียดมากมายกว่า 1,000 หน้า ประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายนี้คือเรื่องการลดภาระภาษีของประชาชน หลายมาตรการมาจากนโยบายที่ทรัมป์หาเสียงไว้ในปีที่แล้ว มีการขยายมาตรการภาษีจาก Tax Cuts and Jobs Act ปี 2017 ให้เป็นถาวร ยกเว้นภาษีทิป ค่าล่วงเวลา และการหักลดหย่อนดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์

ทั้งยังเพิ่มการหักลดหย่อนสำหรับผู้เสียภาษีระดับมลรัฐและภาษีระดับท้องถิ่น (SALT) จาก 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 40,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และยังเพิ่มเครดิตภาษีเด็กเป็น 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2026 จะยกเว้นภาษีมรดกและการให้มูลค่า 15 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งบัญชีออมทรัพย์สำหรับเด็กในโครงการ Trump Account โดยรัฐบาลจะฝากเงินเริ่มต้น 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้เด็กที่เกิดในปี 2024-2028 และผู้ปกครองออมเพิ่มได้สูงสุด 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยได้รับสิทธิทางภาษี และถอนใช้เพื่อการศึกษา ฝึกอาชีพ หรือซื้อบ้านหลังแรกเมื่อบรรลุนิติภาวะ

รวมถึงยังมีนโยบายที่สนับสนุนภาคธุรกิจ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายในการลงทุนและการทำวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) มาหักค่าใช้จ่ายได้ และส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กด้วยการให้หักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ทั้งยังมีการปฏิรูปเครดิตภาษีพลังงานสะอาดซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญที่จะช่วยเพิ่มการลงทุนของภาคธุรกิจ และเป็นประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจ

นอกจากประเด็นด้านการลดภาษี ร่างกฎหมายนี้ยังมีการจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหม 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธ เพิ่มความสามารถของกองทัพ และยกระดับสวัสดิการทหาร และนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติทั้งงบประมาณเพื่อก่อสร้างกำแพงชายแดน เพิ่มเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายแดน โครงการความมั่นคงชายแดน และการเนรเทศผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย

One Big, Beautiful Bill Act ก็ยังมีประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนต่างชาติด้วยคือ ‘Section 899’ซึ่งเป็นมาตรการตอบโต้ทางภาษีที่มีการเรียกเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ โดยจะเพิ่มอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ของเงินปันผลสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ในอัตรา 5-20% เป็นการทยอยปรับเพิ่มขึ้นปีละ 5% ส่งผลให้ความน่าสนใจของหุ้นปันผลอาจลดลง

แต่คาดว่าผลกระทบจะอยู่ในระดับที่จำกัด เพราะนโยบายนี้ไม่ได้ใช้กับนักลงทุนต่างชาติทุกราย แต่มีการมุ่งเป้าไปที่นักลงทุนบางประเทศที่สหรัฐฯ มองว่ามีการเก็บ ‘ภาษีต่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม’ เช่น ภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax) ของแคนาดา เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ‘Section 899’ น่าจะเป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรอง มากกว่าที่จะบังคับใช้จริง และแนะนำให้นักลงทุนรอดูความชัดเจนก่อน ซึ่งรายละเอียดของร่างกฎหมายยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ในชั้นของวุฒิสภา

เศรษฐกิจจะโตได้จริงหรือแค่วาดฝัน?

แน่นอนว่าในหลายๆ ส่วนของ One Big, Beautiful Bill Act ได้เสริมสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนมากขึ้น ภาระภาษีที่ลดลงอาจช่วยสนับสนุนการบริโภคและการเติบโตของกำไรบริษัท รวมถึงส่งเสริมการลงทุนที่มากขึ้น แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะเกิดขึ้นในระยะสั้น และผลในระยะยาวอาจจะไม่มากนัก

มีการคาดการณ์ว่าจากนโยบายของ One Big, Beautiful Bill Act นี้ จะส่งผลให้ GDP สหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 0.4% ในปี 2026-2034 เพราะแม้ว่าการลดภาษีจะสร้างแรงจูงใจในการทำงานและลงทุน แต่ผลกระทบเชิงบวกเหล่านี้ อาจถูกหักล้างด้วยผลกระทบเชิงลบจากการกู้ยืมของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ความกังวลด้านการขาดดุลงบประมาณที่จะเพิ่มสูงขึ้น จะลดทอนการเติบโตในระยะยาว

สำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) คาดการณ์ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะเพิ่มภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ขึ้นอีกประมาณ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลา 10 ปี สถาบันจัดอันดับเครดิต Moody’s ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมคาดการณ์ว่าอัตราหนี้ต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นจากราว 100% สู่ระดับ 134% การเพิ่มขึ้นของหนี้ในระดับนี้ จึงอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในระยะยาว

ประเด็นนี้ได้ไปกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ปรับตัวสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งทะลุระดับ 5% สะท้อนความไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางการคลังของรัฐบาลทรัมป์

นอกจากนี้ การประเมินดังกล่าวยังไม่ได้รวมผลกระทบเชิงลบจากความตึงเครียดทางการค้าและการลดการย้ายถิ่นฐาน ซึ่ง Tax Foundation ประเมินแยกต่างหากว่า นโยบายภาษีการค้าของทรัมป์อาจลดผลผลิตลงถึง 0.8% ซึ่งจะหักล้างผลกระทบเชิงบวกจากแผนลดภาษีนี้ทั้งหมด

ตลาดหุ้นยังแข็งแกร่ง แต่บทสรุปสำหรับนักลงทุนคืออะไร?

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ปัจจัยหนุนมาจากเศรษฐกิจและผลประกอบการที่ยังคงแข็งแกร่ง ประกอบกับความเชื่อมั่นต่อเทรนด์ AI ที่กลับมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การที่มูลค่าหุ้น (Valuation) กลับมาสูง ทำให้ตลาดมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยกระทบใหม่ๆ มากขึ้น

บทเรียนสำคัญที่สุดจากการลงทุนในปี 2025 คือ “การตื่นตระหนกและตอบสนองต่อทุกการประกาศนโยบายที่ยังไม่ถูกบังคับใช้เป็นกลยุทธ์ที่ล้มเหลว” กระบวนการออกกฎหมายมีความซับซ้อนและอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะถึงจุดที่ต้องผ่านกฎหมายจริงๆ

ในสภาวะตลาดเช่นนี้ UOB Privilege Banking เชื่อว่า กลยุทธ์ที่สุขุมที่สุดคือ “การเพิกเฉยต่อเสียงรบกวนให้ได้มากที่สุด และตอบสนองต่อข้อเท็จจริงเมื่อทุกอย่างชัดเจนแล้ว”

จัดพอร์ตรับมืออย่างไร?

UOB Privilege Banking แนะนำให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง (Diversification) มีความหลากหลายในการลงทุน ทั้งภูมิภาคและกลุ่มอุตสาหกรรม พร้อมทั้งเลือกลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพดี

อีกทั้งในสถานการณ์ที่ตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลการลงทุนให้จะช่วยให้นักลงทุนไม่พลาดโอกาสในทุกสภาวะตลาด เช่นการลงทุนผ่านกองทุน CIO Fund ที่มีทีม CIO (Chief Investment Officer)จาก UOB Singapore ช่วยดูแลปรับพอร์ตให้อย่างใกล้ชิดและเชิงรุก (Active) มีการกระจายการลงทุนทั่วโลกในทุกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับภาวะตลาด โดยมีให้เลือก 2 กองทุนด้วยกัน

นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ ดังนี้

  • UIFT-N (กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ อินคัม ฟันด์ TH) ความเสี่ยงระดับ 5 นโยบายการลงทุนหลักจะลงทุนในหุ้น 50 : ตราสารหนี้ 50 เป็นลักษณะของกองทุนผสม เน้นการสร้างสมดุลให้พอร์ต

  • UGFT (กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ โกรท ฟันด์ TH) ความเสี่ยงระดับ 6 นโยบายการลงทุนหลักจะลงทุนในหุ้น 80 : ตราสารหนี้ 20 เน้นการเติบโตระยะยาว

สำหรับท่านที่สนใจเพิ่มเติม สามารถศึกษารายละเอียดและติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking โทร. 0 2081 0999 หรือคลิกwww.uob.co.th/privilegebanking

คำเตือน:การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

UOB_Privilege-Banking
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...