จีนซัดสหรัฐ เป็นฝ่ายเริ่มวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน
สำนักข่าวซินหัวรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ว่า ฟู่กล่าวว่า จีนอยากเตือนประเทศเหล่านั้นให้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงพื้นฐานว่า ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสหรัฐ ที่เริ่มต้นวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน โดยสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านเพียงฝ่ายเดียว เมื่อปี 2561 ก่อนกลับเข้ามาและยกระดับการคว่ำบาตรอิหร่านเพียงฝ่ายเดียว รวมถึงดำเนินมาตรการ “กดดันขั้นสูงสุด” ซึ่งทำให้อิหร่านไม่ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตามข้อตกลง และบีบบังคับอิหร่านลดการปฏิบัติตามข้อผูกพันภายใต้ข้อตกลง
สหรัฐโจมตีฐานปฏิบัติการทางนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายแห่ง ซึ่งบ่อนทำลายกระบวนการเจรจาที่สหรัฐ ริเริ่ม นำพาปัญหานิวเคลียร์อิหร่านสู่ทางตันอีกครั้ง ทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดยิ่งขึ้นอย่างฉับพลัน อีกทั้งที่ควรให้คุณค่ากับความจริงใจของอิหร่านในการแก้ไขวิกฤตินิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านยังคงปฏิบัติตามสนธิสัญญา และข้อตกลงคุ้มครอง รวมถึงชี้แจงหลายครั้งว่า ไม่ได้มุ่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
อิหร่านดำเนินการเจรจากับสหรัฐอย่างมืออาชีพและเป็นรูปธรรมหลายรอบ รวมถึงไม่เคยละทิ้งความพยายามทางการทูต แต่บางประเทศกลับผลักดันการรับรองมติของคณะกรรมการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) อย่างปราศจากการปรึกษาหารือที่เพียงพอ โดยอ้างอิงรายงานของผู้อำนวยการใหญ่ทบวงฯ อย่างไม่ยุติธรรมและละเลยมุมมองเชิงบวกของความร่วมมือระหว่างอิหร่านกับไอเออีเอ
นี่เป็นอันตรายต่อบรรยากาศการเจรจา เพิ่มความตึงเครียดและการปะทะคะคาน ซึ่งประเทศเหล่านั้นควรพินิจพิจารณาถึงผลพวงอันเลวร้าย จากการกระทำอันไร้ความรับผิดชอบของตนเอง
อิสราเอลและสหรัฐใช้กำลังบีบบังคับอิหร่านด้วยข้ออ้าง “ภัยคุกคามในอนาคต” ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอธิปไตยของอิหร่านอย่างร้ายแรง การโจมตีฐานปฏิบัติการทางนิวเคลียร์ของอิหร่านที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของไอเออีเอ เป็นตัวอย่างอันย่ำแย่ ซึ่งคุกคามระบอบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ และจีนขอประณามการกระทำนี้อย่างชัดเจนอีกครั้ง
นอกจากนี้ การรกระทำดังกล่าวยังบั่นทอนความพยายามทางการทูต ในการแก้ไขปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน และก่อให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อมติที่ 2231 ของยูเอ็นเอสซี ซึ่งจีนมีความกังวลอย่างยิ่ง.
ข้อมูล : XINHUA
เครดิตภาพ : AFP