โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สทท.ชงแพทองธาร ยกระดับท่องเที่ยวยั่งยืน หนุนภูเก็ตเขตปกครองพิเศษท่องเที่ยว

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 07.34 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 19.37 น.

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ชง แพทองธาร เสนอ 8 ข้อ ยกระดับท่องเที่ยว

นายชัย อรุณานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ในขณะนี้สทท.ได้ทำหนังสือเปิดผนึก ถึง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางในการยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน โดยสทท.มองว่าเนื่องจากการที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศชาติ ส่งเสริมการจ้างงาน กระจายรายได้ไปสู่ระดับท้องถิ่น

ทั้งยังเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องจำนวนมาก อาทิ การคมนาคม การเกษตร การบริการ สุขภาพ และหัตถกรรมพื้นถิ่น โดยมีการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่า 4.4 ล้านคน หรือประมาณ 11 % ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ

แต่ด้วยวิกฤตการณ์ด้านความขัดแย้งตามสภาพภูมิศาสตร์ รวมถึงสภาพเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มส่งผลประทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย

ชัย อรุณานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ สทท.จึงมีการเสนอข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสนับสนุน ใน 8 ประเด็น ดังนี้

1.การแก้ปัญหาด้านการท่องเที่ยว โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะปัญหาการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ที่เป็นปัญหาเรื้อรังของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

2. การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม สร้างระบบการติดตาม และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างความปลอดภัยสำคัญ 2 ด้านได้แก่ ด้านความปลอดภัยจากอุบัติเหตุด้านการคมนาคมสัญจร โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนถนน และความปลอดภัยจากอาญชกรรมต่างๆ ทั้งที่เกิดขึ้นโดยคนไทย หรือคนต่างชาติ

3. การบริหารจัดการพื้นที่ให้บริการกัญชาในบริบทด้านการท่องเที่ยว โดยกำหนดพื้นที่ควบคุมที่เหมาะสม มีกฎหมายกำกับดูแล เพื่อควบคุมความเสี่ยงด้านสาธารณสุข ภาพลักษณ์ประเทศ และสิทธิของประชาชน

4. การยกระดับระบบคมนาคมขนส่งเพื่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางให้ได้มาตรฐานสากลสามารถเชื่อมโยงเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. การพัฒนาและควบคุมมาตรฐานการบริการด้วยการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค สนับสนุนการอบรมทักษะด้านภาษา เทคโนโลยี การบริการ และการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อผู้ประกอบการที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน

6. การสนับสนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายย่อยผ่านกองทุนเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน การเข้าถึงสินเชื่อในอัตราพิเศษ เพื่อสามารถมีเงินทุนหมุนเวียนในช่วงวิกฤตการณ์ และเงินทุนเพื่อปรับปรุงระบบการทำงาน และทักษะของผู้ประกอบการ ทั้งนี้เสนอพิจารณาให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง

7. การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบราชการที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อลดขั้นตอนในการขอประกอบการ และลดต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเสนอให้พิจารณาแก้ไขกฎหมาย 2 ส่วน คือ การพิจารณาแนวทางจัดทำ Single License ของธุรกิจโรงแรม และที่พัก และ การแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของส่วนราชการ พ.ศ.2553 ให้เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

8. พิจารณาให้มีหน่วยงานเฉพาะที่มีภารกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสร้างองค์ความรู้ การฝึกอบรม และการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย และสามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงทางข้อบังคับจากสหภาพยุโรป

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีความเชื่อมั่นว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยจะสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในการกระจายรายได้ให้กับประเทศไทยตามยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้วางไว้บนการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมของรัฐบาล และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมจะประสานงานและสนับสนุนภารกิจสร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง

นายชัย ยังกล่าวถึง การชลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาเที่ยวไทยลดลง เกิดจากการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากมีปัญหาเรื่องของภาพลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น การโจมตีเรื่องทุนจีนสีเทา บวกกับกระแสของของโซเชียลต่างๆ ทำให้ภาพรวมของการท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบ ทั้งๆที่หลายเรื่องระหว่างไทย-จีน เป็นเพียงปัญหาส่วนน้อย แต่หวั่นว่าเมื่อมีการปล่อยข่าวไปเรื่อยๆ จะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

หนุนภูเก็ตเขตปกครองพิเศษท่องเที่ยว

นอกจากนี้สทท.ยังได้สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวในประเทศไทย เมื่อไตรมาสก่อนหน้านี้ ภาคเอกชนมีข้อเสนอแนะถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยมองว่าควรเตรียมตั้งจังหวัดภูเก็ต เป็นเขตปกครองพิเศษ ด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากภูเก็ต ทำรายได้ด้านการท่องเที่ยวปีละกว่า 4 แสนล้านบาท นักท่องเที่ยว และนักลงทุนหลั่งไหลเพิ่มมากขึ้นทุกปีในขณะที่พื้นที่และทรัพยากรมีจำกัด

ปัจจุบันภูเก็ตเกิดปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น Over tourism ปัญหาด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อม ปัญหาการถือครองที่ดินและการเป็นเจ้าของธุรกิจโดยชาวต่างชาติ (Nominee) ปัญหาขาดแคลนนํ้าในหน้าแล้ง ปัญหาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว น้ำท่วม ฯลฯ การแก้ปัญหาด้วยระบบราชการมักจะไม่ทันการ สำหรับพื้นที่มีมูลค่าธุรกิจที่สูงเช่นนี้ และเป็นพื้นที่ที่สำคัญที่สุดด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

ปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน การตั้งจังหวัดภูเก็ตเป็นเขตปกครองพิเศษด้านการท่องเที่ยวช่วยให้มีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภูเก็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยเสริมสร้างการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับความต้องการของนักท่องเที่ยว ทั้งในแง่ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การดูแลสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,105 วันที่ 15 - 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...