นายกฯ สั่งสำรองน้ำมันจากแหล่งอื่น-เตรียมแผนอพยพคนไทยจากอิหร่าน–อิสราเอล
นายกฯ สั่งเตรียมความพร้อมสำรองน้ำมันจากแหล่งอื่น และเตรียมแผนอพยพคนไทยจากอิหร่าน–อิสราเอล หากกรณีเกิดสงครามยาวนาน
วันที่ 24 มิ.ย. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (วันที่ 24 มิ.ย.2568) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่กระทบต่อราคาและปริมาณน้ำมันของไทย และการประชุมมาตรการเตรียมการนำคนไทยออกจากพื้นที่ตะวันออกกลาง
โดยนายกรัฐมนตรี ห่วงใยสถานการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศอิสราเอลกับอิหร่านที่มีการปิดน่านฟ้าและระบบขนส่งออกนอกประเทศ โดยเฉพาะที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นช่องแคบสำคัญที่ส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลาง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้เชิญ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ และนางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมทั้ง นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าหารือเพื่อประเมินสถานการณ์การเตรียมความพร้อมด้านพลังงาน
โดยได้มีการรายงานในที่ประชุม ว่าประเทศไทยได้สำรองน้ำมันมีระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ที่ประชุมจึงได้หารือถึงการนำเข้าพลังงานจากแหล่งอื่นๆ โดยให้กระทรวงพลังงานกลับไปสรุป เพื่อเตรียมความพร้อมหากกรณีเกิดสงครามยาวนานระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุกส่วนตัวชื่อ Ing Shinawatra มีเนื้อหาว่า สถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลและอิหร่าน ที่อาจทำให้เกิดความไม่มั่นคงต่อสถานการณ์พลังงานสำรองของประเทศ วันนี้ดิฉันได้เชิญท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้ามาประชุมร่วมกันเพื่อเตรียมรับมือ เตรียมความพร้อมทุกมิติ
ขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนค่ะว่า เรื่องนี้รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ เราได้มีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมแผนการล่วงหน้า สามารถมีปริมาณน้ำมันสำรองได้ 60 วัน และเราจะหามาตรการต่างๆ เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาวต่อไป
ในส่วนของราคาพลังงาน เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่มีความผันผวน ดิฉันขอให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงาน พิจารณาการใช้กองทุนพลังงานและการเก็บภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยเหลือพยุงราคาพลังงานในระดับที่เหมาะสม
ส่วนในระยะยาว รัฐบาลจะวางแผนในความมั่นคงของพลังงาน โดยจะใช้มาตรการเดียวกันนี้ในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการควบคุมทั้งราคาและปริมาณ และหาความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคอาเซียนต่อไป
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวนรุนแรง การบริหารจัดการพลังงาน จะต้องถูกวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อความมั่นคง ปลอดภัย และความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในประเทศระยะยาวค่ะ
นายจิรายุ กล่าวว่า หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เชิญผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ ประกอบไปด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงการต่างประเทศได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีว่าสถานการณ์ในประเทศอิสราเอลและอิหร่าน
ขณะนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะที่ประเทศอิหร่าน ซึ่งมีคนไทยอยู่ประมาณ 300 คน ส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่มีครอบครัวแต่งงานอยู่ที่กรุงเตหะราน ส่วนแรงงานมีอยู่ประมาณ 30 คน ซึ่งหากแจ้งความจำนงก็พร้อมจะพากลับประเทศไทย
ส่วนประเทศอิสราเอลมีคนไทยอยู่ประมาณ 40,000 กว่าคน ซึ่งมีการแจ้งความประสงค์เดินทางกลับจากอิสราเอลประมาณ 100 คน ส่วนที่เหลือยังขอรอดูสถานการณ์ แต่ได้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว
“นายกรัฐมนตรีขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งสองประเทศ และเตรียมพร้อมอพยพคนไทยทันที เมื่อสถานการณ์รุนแรง โดยให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้กำหนดว่าจะอพยพหรือไม่ โดยให้มีการประเมินสถานการณ์รายชั่วโมง” นายจิรายุ กล่าว
ในส่วนหน้าเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศได้สำรวจเส้นทางการเดินทางตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศเพื่อมาต่อเครื่องบิน เนื่องจากน่านฟ้าของทั้งสองประเทศในขณะนี้ยังปิดอยู่ไม่มีการเดินอากาศในขณะนี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นายกฯ สั่งสำรองน้ำมันจากแหล่งอื่น-เตรียมแผนอพยพคนไทยจากอิหร่าน–อิสราเอล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th