ทนายที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่มีรายชื่อเป็น ‘ผู้มีสิทธิสอบ’ ผู้พิพากษา ติดต่อกันเป็นปีที่ 2
ผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง นั่งวีลแชร์ หรืออื่นๆ จะมีสิทธิเป็นผู้พิพากษาได้จริงหรือไม่ เมื่อยังถูกผู้จัดสอบมองว่า “การขอคนช่วยเขียนคำตอบเป็นการเอาเปรียบ” และแม้จะขอเขียนคำตอบเอง ก็ยัง ‘ถูกตัดสิทธิ์สอบ’ อยู่ดี ?
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 ทนายรายหนึ่งซึ่งเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและนั่งวีลแชร์ ได้แชร์เรื่องราวบนเฟซบุ๊กเพจของตน ว่าไม่มีรายชื่อในผู้มีสิทธิ์สอบผู้พิพากษา ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งที่ 2 แล้วในการสมัครเข้าสอบแล้วไม่มีสิทธิ์สอบ
ศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร เป็นทนายความชาวไทยที่ประกอบอาชีพทนายมาแล้วกว่า 3 ปี โดยสอบผ่านตัวทนายความที่ออกโดยสภาทนายความ รวมถึงจบวุฒิเนติบัณฑิตแล้ว นั่นหมายถึงมีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับการสมัครสอบผู้พิพากษา แต่กลับไม่มีชื่อว่ามีสิทธิ์เข้าสอบติดต่อกัน 2 ปี โดยไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
สิ่งนี้ทำให้ตัวเขาเองตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะ ‘ข้อจำกัดทางร่างกาย’ หรือไม่?
ศุภวิชญ์ บอกกับ The MATTER ว่า ย้อนกลับไปถึงตอนที่สอบตั๋วทนายความที่สภาทนายความเป็นผู้จัดสอบ ว่าในครั้งแรกที่เขาเข้าสอบนั้น เขาก็เป็นผู้ที่เขียนคำตอบด้วยตัวเองเหมือนกับผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ตามปกติ แต่ด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงทำให้เขียนได้ช้าจึงไม่สามารถทำข้อสอบได้ทันและสอบไม่ผ่าน
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้แนะนำบริการเจ้าหน้าที่ช่วยเขียนตอบ ซึ่งเป็นบริการที่มีมานานแล้ว และศุภวิชญ์ไม่ใช่คนแรกที่ขอใช้บริการ เป็นการจัดเจ้าหน้าที่จากทางผู้จัดสอบเอง และอาจไม่ใช่คนที่มีความรู้ทางกฎหมายก็ได้ เพียงมาช่วยเขียนตามคำบอกเท่านั้น
ศุภวิชญ์จึงได้ใช้บริการนี้มาตั้งแต่การสอบตั๋วทนายความ และเมื่อต้องสอบเนติบัณฑิตก็มีบริการในลักษณะเดียวกัน และผลก็ปรากฏว่าเขาสอบผ่านทั้ง 2 สนาม
เมื่อศุภวิชญ์ต้องการสอบในสนามผู้พิพากษา จึงเข้าใจว่าน่าจะมีมาตรฐานเดียวกัน โดยในระบบสมัครผ่านออนไลน์นั้น มีเพียงการให้กรอกข้อมูลส่วนตัว คุณสมบัติ และแนบใบรับรองแพทย์ 5 โรคร้ายแรงเท่านั้น ตนจึงส่งหนังสือขอใช้บริการเจ้าหน้าที่ไปเพิ่มเติม อ้างอิงวิธีการจากสนามสอบตั๋วทนายความและเนติบัณฑิต
หลังส่งหนังสือไป ผู้จัดสอบได้เรียกให้ศุภวิทย์ไปตรวจร่างกายกับแพทย์ตุลาการ โดยเริ่มต้นจากการให้ทำแบบประเมินสุขภาพจิต จากนั้นจึงได้พูดคุยกับแพทย์ โดยแพทย์ให้เล่าเหตุผลวิธีการที่ขอเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในสนามสอบก่อนหน้าให้ฟัง และ “แพทย์ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการเอาเปรียบผู้เข้าสอบคนอื่น”
ขณะนั้นแพทย์ได้เปรียบเทียบกับเกมที่จะต้องมีหลายคนบอกข้อความต่อๆ กันไป ซึ่งตามธรรมชาติแล้วจะทำให้ข้อความสุดท้ายไม่เหมือนกับต้นฉบับ แต่ศุภวิชญ์ไม่เห็นด้วยกับการเปรียบเทียบนี้ เนื่องจากวิธีการสอบคือการที่เขาจะนั่งอยู่ด้วยตลอด และเจ้าหน้าที่ก็จะเขียนตามคำบอกเท่านั้น รวมถึงเจ้าหน้าที่เองก็ไม่ใช่คนที่รู้จักกับเขามาก่อนแต่เป็นคนที่ทางสนามสอบจัดหามาให้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการโกงหรือเอาเปรียบเกิดขึ้น แต่แพทย์ก็ระบุถึงการสอบครั้งที่ผ่านๆ มาของเขาว่า “แปลว่าคุณเอาเปรียบคนอื่นมา 2 ครั้งแล้ว”
ศุภวิชญ์เล่าว่า การเป็นผู้พิพากษาเป็นความฝันของเขาตั้งแต่เริ่มเรียนกฎหมาย ทำให้เขามีกำลังใจในการเรียนและการอ่านหนังสือ แต่แพทย์ระบุว่า “ความฝันมันเปลี่ยนกันได้ถ้ามันมีข้อจำกัด ไม่ต้องไปแข่งขันกับคนอื่น” และสุดท้ายเมื่อประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบก็ไม่มีชื่อของเขาปรากฏ
ศุภวิชญ์เชื่อว่าอาจเป็นเพราะสนามสอบนี้ไม่รองรับการมีเจ้าหน้าที่ช่วยเขียน ในปีนี้ (ปี 2568) เขาจึงตัดสินใจสมัครสอบโดยตั้งใจว่า จะเขียนคำตอบด้วยตัวเอง มีเพียงแค่การส่งหนังสือขอโต๊ะที่วีลแชร์เข้าได้และสามารถนั่งสอบได้เท่านั้น
แต่ปรากฏว่า ไม่มีชื่อของเขาเป็นรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผล เมื่อโทรสอบถามเจ้าหน้าที่ก็แจ้งเพียงว่า “พิจารณาจากภาพรวมและข้อมูลทั้งหมดที่มี” และปฏิเสธเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้อจำกัดทางร่างกาย
ด้านศาลยุติธรรมได้ออกแถลงการณ์ตามมาโดยอธิบายเหตุผลว่าเป็นดุลยพินิจแพทย์ ในกรณีที่ต้องการให้มีเจ้าหน้าที่ช่วยเขียนตอบ
ศุภวิชญ์ให้ความเห็นว่า จริงอยู่ที่การที่เขาไม่มีสิทธิ์เข้าสอบนั้นไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย เพราะกฎหมายได้บัญญัติให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ดุลยพินิจพิจารณาการมีสิทธิ์สอบได้ แต่ประเด็นสำคัญคือการตั้งข้อสังเกตว่าอาจผิดตามรัฐธรรมนูญและขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่
เขาฝากทิ้งท้ายว่า ตลอดการทำหน้าที่เป็นทนายความเขาก็สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์และไม่ได้สร้างความเดือดร้อนใดๆ แม้ว่าร่างกายจะมีข้อจำกัด ซึ่งถ้าหากเขาสอบผ่านผู้พิพากษาและปฏิบัติงานได้ไม่เต็มที่ เขาก็ยินดีที่จะรับผลการตัดสินว่าเขาไม่เหมาะสม
เหตุการณ์นี้จึงอาจเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะจ้างบรรทัดฐานในการปฏิบัติต่อผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกายต่อไป ว่าระเบียบที่เกี่ยวข้องคืออะไร เหตุผลที่แท้จริงเป็นอย่างไร มีการเชื่อมโยงหรือขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่