โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

จากพจนานุกรมภาษากูยเล่มแรก สู่วิชา ‘ภาษาแม่’ ในห้องเรียน การดิ้นรนสุดท้ายของ ‘ชาติพันธุ์’ เพื่อรักษารากเหง้า

The Momentum

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 15.44 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2568 เวลา 07.55 น. • THE MOMENTUM

ในยุคที่สังคมกำลังผันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากกระแสของโลกาภิวัตน์ที่ทุกคนเชื่อมต่อกันด้วยภาษากลาง รวมทั้งการกดทับจากนโยบายรวมศูนย์ที่มีความพยายามทำให้ทุกคนในประเทศ ‘เหมือนกัน’ ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และภาษา จนส่งผลให้ภาษา และวัฒนธรรมท้องถิ่นค่อยๆ สูญหาย เนื่องจากถูกลดทอนความสำคัญ จนบางครั้งถูกมองว่าเป็น ‘ภาษาอื่น’ และท้ายที่สุดนำมาสู่การไร้ความภาคภูมิใจในรากเหง้า และชาติพันธุ์ของตัวเอง จนภาษาและวัฒนธรรม ค่อยๆ มลายหายไปในท้ายที่สุด

กระนั้นหากเดินทางมายังพื้นที่รอบนอกของจังหวัดสุรินทร์อย่างตำบลสำโรงทาบ จะพบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ใช้ภาษาอีสาน ภาษากลาง หรือภาษาราชการในการสื่อสารกับคนท้องถิ่นด้วยกันมากนัก หากแต่ใช้ ‘ภาษากูย’ ซึ่งเป็นภาษาเก่าแก่ของกลุ่มชาติพันธุ์กูยอายุราว 2,000 ปี

แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่า ภาษากูยไร้การกดทับจากกระแสสังคมหรือนโยบายรัฐแต่อย่างใด เพราะยังมีชาวกูยรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่แม้จะฟังภาษา ‘กูย’ ออกแต่ก็ไม่กล้าพูด และหันมาใช้ภาษาอีสานหรือภาษาไทยกลางในการสื่อสารในครอบครัวแทน นี่จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่กำลังชี้ว่า อีกไม่นานภาษากูยอาจจะมีจุดจบเหมือนภาษาท้องถิ่นอื่นๆ ที่สูญหายไป

เพื่อไม่ให้เป็นเช่นนั้น สมาคมชาติพันธุ์กูยร่วมกับโรงเรียนบ้านตะเคียนกูยวิทยา ตำบลสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ กำหนดให้มี ‘วิชาภาษาไทยกูย’ สอดแทรกในตารางเรียนของเด็กชาติพันธุ์กูยระดับชั้นมัธยม เพื่อให้พวกเขาได้รู้จักกับ ‘ภาษาแม่’ ของตัวเอง และสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นชาติพันธุ์กูย พร้อมกับสร้างพื้นที่สื่อสารภาษาถิ่นให้มากขึ้น

The Momentum พาไปสำรวจหลักสูตรการสอนภาษากูย ที่มีเป้าหมายเพื่อรักษารากเหง้าของชาติพันธุ์ พร้อมกับเสียงสะท้อนจากครูผู้สอนและนักเรียนในชั้น ผู้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะต่อลมหายใจภาษาแม่ของพวกเขาให้คงอยู่ต่อไป

อา-จอ-จา-ฉิม (หมากินหมดแล้ว)

ภาษากูยเป็นภาษาโบราณที่มีอายุการใช้งานราว 2,000 กว่าปี จัดอยู่ในกลุ่มภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขามอญ-เขมร กลุ่มกะตู (Katuic) คำในภาษากูยบางคำปรากฏอยู่ในชื่อเรียกปีใน 12 ปีนักษัตร เช่นคำว่า จอ ระกา วอก และมะเส็ง ซึ่งมีความหมายถึงสัตว์เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามภาษากูยที่สืบทอดมายังยุคปัจจุบันมีเพียงภาษาพูดเท่านั้น ไม่มีภาษาเขียน

ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันในหมู่ชาวกูยระบุว่า ในอดีตชาวกูยมีภาษาเขียนเป็นของตนเอง และได้นำไปจารึกเอาไว้บนหนังสัตว์ก่อนนำไปผึ่งแดดไว้ แต่สุนัขผ่านมาเห็นเข้าจึงคาบหนังสัตว์ที่จารึกอักษรกูยไปกินหมด เรื่องราวดังกล่าวมีไว้เพื่อตอบข้อสงสัยว่า เหตุใดภาษากูยจึงไม่มีพยัญชนะและวรรณยุกต์เหมือนกับภาษาไทย พวกเขามักตอบคำถามดังกล่าวเป็นภาษากูยประโยคสั้นๆ ว่า ‘อา-จอ-จา-ฉิม’ มีหมายความว่า ‘หมากินหมดแล้ว’

ในแง่ของการอนุรักษ์นั้นจะง่ายกว่ามากหากภาษากูยมีภาษาเขียน สมาคมชาติพันธุ์กูยแห่งประเทศไทยจึงพยายามสร้างสิ่งใหม่มาทดแทนสิ่งที่ขาดหายไปในภาษากูย อย่างการประดิษฐ์ตัวเขียนกูยขึ้นมาทั้งพยัญชนะและสระ โดย ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ อุปนายกสมาคมชาติพันธุ์กูยบอกกับเราว่า มีความพยายามกว่า 3 ครั้งระหว่างปี 2557 กระทั่งมองเห็นเป็นรูปธรรมในปี 2561 ด้วยการพัฒนาของ สนอง สุขแสวง อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีผู้เชี่ยวชาญภาษากูย จากนั้นในปี 2563 จึงทดลองใช้สอนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ณ โรงเรียนบ้านตะเคียนกูยวิทยา อำเภอสำโรงทาบ ระยะเวลา 1 เทอม โดยให้ชื่อวิชาว่า ‘พูดภาษาไทยกูย’

“แต่อักษรกูยที่พัฒนาและทดลองสอนที่โรงเรียนบ้านตะเคียนกูยวิทยา ก็ยังไม่ได้ผลสำเร็จเต็ม 100% เนื่องจากยังไม่มีหลักสูตรการสอนภาษาที่ชัดเจนเหมือนกับรายวิชาสอนภาษาอื่นๆ และเป็นการสอนให้จดจำคำศัพท์ภาษากูยแต่ละหมวดเท่านั้น”

การกำหนดหลักสูตรภาษากูยให้มีความชัดเจน เพื่อให้พร้อมต่อการเป็นวิชาสอนภาษาเหมือนกับวิชาภาษาไทยและวิชาภาษาที่สาม ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายร่วมกับสมาคมชาติพันธุ์กูยแห่งประเทศไทย ด้วยมุ่งหวังให้ลูกหลานชาวกูยรุ่นใหม่ได้สัมผัสรากเหง้าประวัติศาสตร์ และเกิดความภาคภูมิใจผ่านการเรียนรู้ในหลักสูตรภาษากูยในโรงเรียน

“ทุกวันนี้ภาษากูยกำลังสูญหายขั้นวิกฤต กูยรุ่นใหม่เขาแทบจะไม่พูดเป็นภาษากูยกับพ่อแม่ของเขาแล้ว เวลาพ่อแม่ถามเป็นภาษากูยเขาก็จะตอบเป็นภาษาอีสาน เพราะเขายังไม่มีความภาคภูมิใจที่จะพูด ไม่รู้ว่าจะเอาภาษากูยไปพูดกับใคร การมีหลักสูตรภาษากูยในโรงเรียนจะทำให้เขาเห็นรากเหง้าของตัวเอง และได้ใกล้ชิดกับภาษาแม่ของเขามากขึ้น” ศุรวิษฐ์กล่าว

หมาลแก้ดๆ ด่องหรูงเหรียน (สิ่งเล็กๆ ในโรงเรียน)

“สมัยยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมในโรงเรียนมีทั้งเด็กนักเรียนชาวลาว เขมร และกูย ชาวกูยแบบเรามักโดนล้อเลียนว่า คนกูยไม่มีภาษาเขียนเหมือนกับพวกเขา แต่ในวันนี้เราได้ยืนอยู่ในฐานะของครูสอนให้นักเรียนเขียนภาษากูย มันจึงน่าภาคภูมิใจมากๆ”

หลังการประดิษฐ์ภาษาเขียนสัมฤทธิผล และเริ่มต้นทดลองสอนในโรงเรียนบ้านตะเคียนกูยวิทยานับตั้งแต่ปี 2561 จากนั้นอีกราว 4 ปี สุนิสา แก้วคำชาวกูยจากจังหวัดศรีสะเกษ ไม่รีรอที่จะเข้ามาเติมเต็มให้การเรียนการสอนในวิชาภาษากูยให้เดินหน้าต่อไป เนื่องจากครูคนเก่าเกษียณอายุราชการ

เหมือนกับเรียนวิชาภาษาทั่วไป สุนิสาเริ่มต้นด้วยการสอนให้เด็กจดจำพยัญชนะและสระ แต่ด้วยอดีตภาษากูยมีเพียงภาษาพูด การสอนภาษาเขียนให้กับนักเรียนจึงกล่าวได้ว่า เป็นการเริ่มต้นปูพื้นฐานภาษากูยใหม่เหมือนกับภาษาไทย ที่ต้องเริ่มเรียนด้วยการท่องจำ ก-ฮ ต่อด้วยการท่องจำสระทุกเสียง ซึ่งต้องใช้เวลามากพอสมควรที่ผู้เรียนจะจดจำและนำไปใช้

แต่สุนิสามีเวลาให้ลูกหลานกูยได้รู้จักกับภาษาแม่ของพวกเขา ภายใต้ระยะเวลาเพียง 1 ปีการศึกษาเท่านั้น เพราะหลักสูตรวิชาภาษาไทยกูยจะเรียนแค่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

“มันค่อนข้างยากด้วยเวลาเท่านี้ เพราะเด็กจะต้องเรียนพยัญชนะกูยที่สร้างขึ้นใหม่ เหมือนกับท่อง ก ข ค ในวิชาภาษาไทยเลย พอวิชานี้มีเรียนแค่เทอมเดียว การสอนก็ต้องเป็นไปอย่างเร็วๆ คาบแรกท่องพยัญชนะ คาบต่อมาต้องท่องจำสระ ปัญหาคือเด็กจำไม่ได้ เราจึงพยายามแก้ปัญหาด้วยการค่อยๆ ท่องไปกับเขา ดูภาษากูยกันไปทีละตัว”

นอกจากการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดด้วยเวลาที่จำกัด สำเนียงที่แตกต่างกันระหว่างครูกับนักเรียนเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย คล้ายกับภาษาเหนือ อีสาน ใต้ ชาวกูยที่อาศัยอยู่ในแต่ละท้องที่ทั้งในลาว เขมร เวียดนาม กระทั่งในประเทศไทยที่อยู่กันคนละจังหวัด เช่น สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นๆ ต่างมีสำเนียงการพูดภาษากูยที่แตกต่างกันในบางคำ

อย่างไรก็ดีสำเนียงที่แตกต่างเป็นเพียงความท้าทาย แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับสุนิสา

“เด็กอาจจะมีหัวเราะบ้าง หากเราพูดคำบางคำที่ไม่เหมือนกับที่เขาใช้ อาจเพราะเราไม่ใช่กูยที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ก่อนหน้านี้ สิ่งที่ทำคือความพยายามปรับความเข้าใจ เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเด็กนักเรียนวันละคำสองคำหรือพูดประโยคยาวๆ ให้นักเรียนฟัง เขาก็จะบอกว่า ถ้าเป็นสำเนียงกูยในสุรินทร์จะพูดแบบนี้หรือบอกว่าสำเนียงนี้ถูกแล้วครับครู”

บรรยากาศการใช้ภาษากูยที่เพิ่มมากขึ้นในโรงเรียนบ้านตะเคียนกูยวิทยา คือความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน สุนิสาบอกกับเราว่า เด็กๆ มักทักทายเมื่อพบหน้าเธอด้วยภาษากูยอย่างสม่ำเสมอ เด็กบางคนตอบกลับเธอด้วยประโยคยาวๆ เพื่อบอกว่า พวกเขากำลังทำอะไรอยู่ ดูเหมือนว่า วิชาพูดภาษาไทยกูยที่เธอสอนจะสัมฤทธิผลแล้วในขั้นหนึ่ง นั่นคือการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ใช้ภาษาแม่ของตัวเองในโรงเรียน

“เราชอบเดินไปคุยกับนักเรียนเริ่มต้นด้วยคำว่า จูงก๊ะ ที่แปลว่าสวัสดี และต่อด้วยการถามว่า ทำอะไรอยู่ก็จะถามว่า มูหมวงวัวเนาะ นักเรียนก็จะตอบอย่างเช่น โจโดย แปลว่ากำลังกินข้าวอยู่”

แม้จะยังไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอนเหมือนกับวิชาภาษาทั่วไป เป็นเพียงคาบเรียนเล็กๆ ในเวลาจำกัดให้นักเรียนมารู้จักพยัญชนะ สระ และคำศัพท์ กลับไปทำความคุ้นเคย แต่หากมองสถานการณ์ภาษากูยในวันนี้ ที่กำลังถูกกลืนกินด้วยภาษาอื่นๆ และสังคมยุคใหม่ วิชานี้คงเปรียบเสมือนยารักษา ที่กำลังช่วยฟื้นฟูภาษาที่กำลังอ่อนแอให้กลับมาเข้มแข็งได้ดังที่เคยเป็นในอดีต

และอาจกล่าวได้ว่า หากไม่มีวิชานี้อยู่ในโรงเรียน วันนี้สถานการณ์สูญหายของภาษากูยอาจรุนแรงกว่านี้มาก

สิดแก้ด (ลูกศิษย์)

หลายคนอาจสงสัยว่า วิชาภาษาชาติพันธุ์มีคุณค่าและความจำเป็นอย่างไรที่จะเรียน ทว่า สำหรับ เอย-วรรณิภา สมดีเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านตะเคียนกูยวิทยา ไม่เคยตั้งข้อสงสัยเลยสักครั้งระหว่างเรียน แต่กลับเกิดความตั้งใจใหม่ขึ้นในใจ

“เอยพูดภาษากูยได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะพ่อแม่ยังคงใช้ภาษากูยคุยกันในบ้าน แต่เพื่อนๆ ของเอยที่เป็นชาวกูยหลายคนเขาไม่ใช้แล้ว ส่วนมากเขาจะพูดภาษาไทยกลางมากกว่า”

เมื่อสังคมเพื่อนฝูงนิยมใช้ภาษาอื่นแทนภาษากูย เอยจึงต้องปรับตัวใช้ภาษาไทยกลางในการสื่อสาร ส่งผลให้การใช้ภาษาแม่ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนภายนอกเริ่มลดลง กระทั่งเธอเข้าสู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และได้รับรู้ว่า มีวิชาภาษาไทยกูยให้เธอได้เรียน ภาษากูยที่ปกติเอยใช้สื่อสารเฉพาะกับคนในบ้าน จึงถูกพาเข้ามาอยู่ในห้องเรียนอย่างที่เธอไม่เคยคิดฝันมาก่อน

“ตกใจมาก ตอนแรกเราไม่รู้มาก่อนว่า มีวิชานี้อยู่ในโรงเรียน พอครูให้เรามาเรียนมันรู้สึกดีใจมากๆ ระหว่างที่กำลังเรียนหากมีคำศัพท์ไหนโผล่ขึ้นมาแล้วเรารู้จักเราก็จะจำได้ดี แล้วเอาไปสอนให้กับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ต่อไปได้”

ความตั้งใจอยากให้ภาษากูยได้โลดแล่นในโรงเรียนมากขึ้น ผลักดันให้เอยเพียรเรียนรู้ในวิชานี้ถึงที่สุด แม้จะมีความยากลำบากในช่วงต้น เพราะเธอไม่คุ้นเคยกับภาษาเขียนซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในภาษากูยตอนที่เธอยังเด็กมาก กระนั้นเอยกลับเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว จนเป็นมือขวาของครูในการช่วยแปลภาษากูยให้เพื่อนในห้องฟัง “หลายๆ คนเขาจำภาษากูยได้แล้ว เราผูกพันกับภาษานี้ เริ่มพูดตั้งแต่ตอนอยู่ชั้นประถมจนพูดได้คล่องแคล่วตอนประถม 4 ไม่มีครั้งไหนที่เราไม่อยากใช้ภาษากูย เพราะเราใช้มาตลอด และก็จะยังใช้ไปเรื่อยๆ

“มีครั้งหนึ่งเอยเปิดโทรศัพท์ดู TikTok แล้วเห็นมีคนไลฟ์แล้วพูดเป็นภาษากูย เลยไปแสดงความคิดเห็นในคลิปเขาจากนั้นเลยได้คุยกันเป็นภาษากูย เราดีใจนะ ถึงแม้ว่าเขาอาจจะใช้สำเนียงไม่เหมือนกับเรา มีบางคำที่พูดภาษาเขมร ก็จะถามเขาว่าคำนี้หมายถึงอะไร”

เอยเล่าความฝันเล็กๆ ของเธอให้ฟังว่า เธออยากมีช่อง TikTok เป็นของตัวเองและใช้ภาษากูยพูดคุยกับผู้คน

“อยากเปิดช่องขึ้นมาแล้วเอาภาษากูยไปใช้ อยากทำคอนเทนต์ประมาณว่า ภาษากูยวันละคำสองคำ แล้วลงคลิปสอนพูดภาษากูยเหมือนกับชาวลาว ชาวเขมรที่เขาเปิดช่องสอนภาษาถิ่นของเขา”

วิชาภาษากูยกำลังส่งผลบางอย่างกับเอยในแง่ดี การมีพื้นที่ให้เด็กคนหนึ่งได้พูดภาษาของตนเอง ก็เปรียบเสมือนกับการอนุญาตให้พวกเขาได้แสดงอัตลักษณ์ของตนเองออกมา โดยไม่ต้องคำนึงว่าตนเองจะแตกต่างหรือถูกทำให้เป็นอื่น ทั้งนี้การได้สื่อสารโดยใช้ภาษาชาติพันธ์ุที่ผูกพันมาตั้งแต่เกิด ได้ทำให้เกิดความภาคภูมิใจอย่างน่าประหลาด อาจเป็นเพราะพวกเขาได้มองเห็นแล้วว่า โลกที่พวกเขาอยู่ยังคงมีคนให้ความสำคัญกับภาษาและชาติพันธ์ุของพวกเขา

ระษาคัลผะฮอมดั้วะ (ต่อลมหายใจ)

โจทย์ของการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาแม่ เดินทางมาถึงข้อจำกัดทั้งเรื่องของกฎหมายและทรัพยากร แม้จะมีภาษาเขียนแต่ยังคงอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาที่ต้องใช้นักภาษาศาสตร์เข้ามาช่วย วิชาภาษากูยยังคงต้องเดินหน้าสู่การสร้างเป็นหลักสูตร และสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่อย่างการจัดทำพจนานุกรมกูย-บรูนานาชาติ ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร เนื่องจากชาวกูยไม่ได้อาศัยอยู่เฉพาะประเทศไทย แต่กระจายไปอีก 3 ประเทศ ได้แก่ ลาว เวียดนาม และกัมพูชา จึงต้องใช้เงินมหาศาล เพื่อรวมตัวกันมาร่วมทำพจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากการ ‘ดิ้นรน’ ของคนในกลุ่มชาติพันธุ์เอง โดยไร้การสนับสนุนจากภาครัฐ

ทั้งนี้สิ่งที่ชาวกูยทุกคนในบทความชิ้นนี้ต้องการคือ การผ่านพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีข้อกำหนด 7 ข้อคือ

1. ได้รับการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้จะดำรงวิถีชีวิตด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่าง

2. มีสิทธิอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของตนเองไม่ให้สูญหาย

3. สามารถจัดการหาหลักสูตรการเรียนการสอนตามวิถีวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่น

4. สามารถเข้าใช้สิทธิทรัพยากรธรรมชาติได้ตามวิถีวัฒนธรรมโดยไม่ถูกละเมิด

5. มีสิทธิกำหนดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตน รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต

6. มีสิทธิเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและสวัสดิการสังคมอย่างเสมอภาค

7. มีสิทธิรับรู้ข่าวสารและมีส่วนร่วมตัดสินใจ ในการดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อชุมชน

ทั้งหมดนี้คือการเปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย มีสิทธิกำหนดชีวิตของตัวเอง และต่อลมหายใจให้กับวัฒนธรรมของพวกเขาที่กำลังหล่นหายไปตามกาลเวลา

ในฐานะอุปนายกสมาคมชาติพันธุ์กูย ศุรวิษฐ์วาดฝันไว้ว่า หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านอย่างไม่มีอุปสรรคขวางกั้น พวกเขาจะเดินหน้าออกแบบหลักสูตรวิชาภาษากูยให้มีแบบเรียนที่ชัดเจน และนำเข้าไปสอนในโรงเรียนที่มีกลุ่มชาติพันธุ์กูยอาศัยอยู่ โดยว่าจ้างครูชาติพันธุ์เป็นผู้สอน ซึ่งเขายังหวังว่า กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่ชาวกูยก็จะมีหลักสูตรการเรียนภาษาและวัฒนธรรมของตัวเองในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ภาษาและวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่สูญหายไปตามกาลเวลา

อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตาม เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์มีมากถึง 5 ฉบับ และมีอยู่ 4 ฉบับที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรครวมไทยสร้างชาติเคยปัดตกถึง 3 ครั้ง และรับหลักการเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่า เนื้อหาของร่างอื่นเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและเอื้อให้ชาวชาติพันธุ์ปกครองตนเอง โดยปัจจุบัน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ผ่านการลงมติของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวาระ 3 เรียบร้อยแล้วในวันที่ 8 เมษายน 2568 แต่เนื่องจากร่างของ สว.มีการแก้ไขจึงต้องส่งกลับไปให้ สส.พิจารณาอีกครั้ง และหาก สส.มีมติเห็นชอบก็สามารถทูลเกล้าฯ เพื่อตราเป็นกฎหมายได้

ทั้งนี้หาก สส.ยังมีมติไม่เห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ สว.จะต้องตั้งกรรมาธิการร่วม โดยมี สส.และ สว.ในสัดส่วนที่เท่ากันมาพิจารณาร่างกฎหมาย เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...