โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ทองคำ" ใกล้แตะจุดสูงสุดในรอบ 60 ปี

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 10.15 น.
ทองคำ ขึ้นแท่นสินทรัพย์สำรองอันดับ 2 ของโลกในปี 2024 ใกล้แตะจุดสูงสุดในรอบ 60 ปี

รายงานของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เผยแพร่ แสดงให้เห็นว่า ทองคำขยับขึ้นเป็นสินทรัพย์สำรองอันดับ 2 ของโลกในปี 2024 หลังธนาคารกลางทั่วโลกสะสมทองคำใกล้แตะจุดสูงสุดในยุค 1960 และเมื่อรวมกับราคาทองคำที่พุ่งสูง ทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์สำรองที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 รองจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

ทองคำแซงสกุลเงินยูโร ขึ้นเป็นสินทรัพย์สำรองที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยคิดเป็น 19% ของสินทรัพย์สำรองทั่วโลกในปี 2024 (เทียบกับยูโร 16% และดอลลาร์สหรัฐ 47%) ขณะที่ปริมาณทองคำสำรองใกล้แตะระดับที่เคยมากเป็นประวัติการณ์ในทศวรรษ 1960 โดยในปี 2023 ทองคำและสกุลเงินยูโร มีสัดส่วนใกล้เคียงกันในฐานะสินทรัพย์สำรองทางการทั่วโลก เฉลี่ยที่ประมาณ 16.5% แต่ในปี 2024 ทองคำมีสัดส่วนอยู่ที่ 19% ขณะที่เงินยูโรลดลงเหลือ 16% ส่วนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยังครองอันดับหนึ่งที่ 47%

ทั้งนี้ ธนาคารกลางต่าง ๆ สะสมสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น สกุลเงินต่างประเทศและทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและกระจายความเสี่ยงในพอร์ต โดยธนาคารกลางยังสามารถขายสินทรัพย์เหล่านี้เพื่อพยุงค่าเงินของตนเองในช่วงวิกฤต ซึ่งทองคำเป็นที่ยอมรับว่าให้มูลค่าในระยะยาวและสามารถต้านทานความผันผวน โดยปัจจุบัน ความต้องการทองคำทั่วโลกในฝั่งธนาคารกลาง คิดเป็นกว่า 20% ของทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากประมาณ 10% ในทศวรรษที่ 2010

ผลสำรวจของ ECB ยังระบุว่า ทองคำกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ที่กังวลเรื่องมาตรการคว่ำบาตรและการลดบทบาทของสกุลเงินหลักในระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยราคาทองคำได้ทำสถิติสูงสุดใหม่หลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงในปี 2025 แม้การพุ่งขึ้นจะเริ่มชะลอตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดโลกได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับราคาทองคำเกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียรุกรานยูเครนในเดือนก.พ. 2022 เมื่อรวมกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลให้เกิดการแห่ซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยจีนมีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้น ตามด้วยอินเดียและตุรกีที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่รองลงมา

ทั้งนี้ Mark Haefele ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ UBS Global Wealth Management แนะนำว่า “นักลงทุนควรกระจายพอร์ตอย่างเหมาะสม และถือทองคำกับกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในสัดส่วนที่เพียงพอ” ขณะที่ตลาดหุ้นยังมีแนวโน้มผันผวนต่อไป อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณว่าการซื้อทองคำโดยธนาคารกลางอาจชะลอลงในเดือนข้างหน้า

ข้อมูลจากสภาทองคำโลกที่ธนาคาร ING นำมาวิเคราะห์ ระบุว่าการซื้อทองคำโดยธนาคารกลางทั่วโลก ลดลง 33% เมื่อเทียบรายไตรมาสในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ โดยจีนซื้อน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...