“SCBNK225” ลุย “หุ้นญี่ปุ่น” ชั้นนำ ไม่หวั่น “ภาษี Trump”… อีก “ตลาดพัฒนาแล้ว” ที่น่าสนใจ !!!
กองทุนติดดาว: กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ประจำสัปดาห์อย่าง “กองทุนติดดาว” กองทุนที่ได้เรทติ้ง “Morningstar 5 ดาว” จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ‘ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง’(Risk-adjusted returns)ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง “Morningstar” ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดอันดับกองทุนรวมที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก
ครั้งนี้เป็นกองทุนในกลุ่ม “Japan Equity” ที่มีจุดเด่นเน้นลงทุน “หุ้นญี่ปุ่น” ทั้งหมดที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี“Nikkei225 Total Return Index” เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีดังกล่าว
แม้ “ญี่ปุ่น” จะเจอ “ภาษี Trump” ไป 25% ในเบื้องต้น แต่ปีนี้ “หุ้นญี่ปุ่น” (Nikkei225) ยังทรงตัวบวกเล็กน้อย +0.67% อยู่ที่ระดับ 39,569.68 จุด (ณ วันที่ 11 ก.ค. 25)
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีการส่งออกไปสหรัฐไม่มากประมาณ 2% ของ GDP เท่านั้น ในขณะที่เศรษฐกิจในประเทศกลับเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ
ที่สำคัญบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นก็เป็นบริษัทระดับโลก ที่มีรายได้จากทั่วโลกอีกด้วย ในอนาคตหลังการเก็บภาษีจริง ถ้าค่าเงิน “ดอลลาร์แข็งค่า” ก็จะส่งผลบวกต่อการส่งออกของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน
ปัจจุบันราคาสมเหตุผสมผล มี Forward P/E 12 เดือน เพียง 20.27 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 18.58 เท่า ในขณะที่คาดกำไรบจ.ปีนี้อาจไม่สูง +3.79% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 7 ก.ค. 25)
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มี “กองทุนหุ้นญี่ปุ่น” ที่น่าสนใจ ดีกรี “กองทุน 5 ดาว” จากทาง “Morningstar”** มาฝากกัน
“SCBNK225” ร่วมเติบโตไปกับ “หุ้นชั้นนำ” ในดัชนี “Nikkei225”
สำหรับกองทุนรวมที่คัดมาแนะนำกันในครั้งนี้ มีชื่อว่า “SCBNK225: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นญี่ปุ่น” บริหารจัดการโดย ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ มีความเสี่ยง “ระดับ 6” (เสี่ยงสูง) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2556 มีนโยบายลงทุน “หุ้นญี่ปุ่น” ทั้งหมดที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี“Nikkei225 Total Return Index” เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีดังกล่าว ผ่านกองทุนหลัก ‘iShares Core Nikkei 225 ETF’ ที่บริหารจัดการโดย BlackRock Japan Co., Ltd.
หน้าตาพอร์ต…สไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็น “หุ้นเติบโต”
จากนโยบายลงทุนทำให้หน้าตาหุ้นในพอร์ตของกอง ‘SCBNK225’ มีบุคลิกของหุ้นสไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็น “หุ้นเติบโต” (Growth) เป็นสำคัญ
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 พ.ค. 25) นั้น พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย
ELECTRIC APPLIANCES 24.24%
RETAIL TRADE 13.12%
INFORMATION & COMMUNICATION 12.46%
PHARMACEUTICAL 5.84%
CHEMICALS 5.74%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) FAST RETAILING CO.,LTD. 10.04%, 2) TOKYO ELECTRON LTD 5.97%, 3) ADVANTEST CORP 5.10%, 4) SOFTBANK GROUP CORP 3.95% และ 5) KDDI CORP 2.59% เป็นหลัก”
“ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน ‘SCBNK225’ ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 25) เฉลี่ยอยู่ที่ 9.84%ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 9.82% ต่อปี) ขณะที่ความผันผวนของผลการดำเนินงานเฉลี่ยอยู่ที่ 20.04% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 20.89% ต่อปี) อย่างไรก็ดีในช่วง 5 ปีย้อนหลังกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -25.60%”
เงินลงทุนขั้นต่ำ “ครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” เพียง 1 บาท เท่านั้น
นักลงทุนที่กำลังสนใจกองดังกล่าวก็สามารถลงทุนโดยใช้เงินลงทุนขั้นต่ำใน “การซื้อครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” อยู่ที่ 1บาท เท่านั้น ส่วนการขายคืนขั้นต่ำและยอดคงเหลือก็จะอยู่ที่ 1 บาท เช่นเดียวกัน โดยเงื่อนไขการได้รับเงินค่าขายคืนอยู่ที่ 3 วันทำการนับจากวันทำรายการขายคืน (T+3)
สำหรับรายละเอียดการซื้อขายในปัจจุบันจะสามารถทำได้ทั้งผ่านช่องทางออฟไลน์อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จํากัดหรือผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนที่บริษัทแต่งตั้งขึ้นและยังมีช่องทางออนไลน์ที่สามารถทำได้ผ่านแอพพลิเคชั่น SCB EASY
สำหรับใครที่มองหาโอกาสลงทุนในตลาดที่น่าจะได้รับผลกระทบไม่มากจาก “ภาษี Trump” หนึ่งในนั้นก็คือ “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” นั่นเอง ที่เป็นอีกหนึ่ง “ตลาดพัฒนาแล้ว” (Developed Market) ที่มีบริษัทชั้นนำระดับโลกอยู่มากมาย ราคาสมเหตุสมผล ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มพอร์ตได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน