โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

รบไม่ขลาด VS รบไม่ขาด

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 08 มิ.ย. 2568 เวลา 19.25 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 03.10 น.

ไม่มีใครเถียงวลีที่หยิบมาจากท่อนหนึ่งของเพลงชาติ “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” ซึ่งมีการนำมาทำเป็นแฮชแท็กกันทั่วบ้านทั่วเมือง

จะว่าไปประโยคสั้นๆ ที่บรรจุอยู่ในเพลงชาติไทยนี้ ซึ่งก็เป็นเพลงสั้นๆ ด้วยเหมือนกัน สะท้อนถึงบุคลิก และตัวตนของคนไทยได้อย่างแจ่มชัดยิ่ง

จากประวัติศาสตร์ของเรา ตลอดจนการเตรียมความพร้อมของทหาร และข่าวสารที่ได้สดับตรับฟังมา เช่น เคลื่อนย้ายอาวุธหนักเข้าพื้นที่ช่องบกกันแบบแผ่นดินสะเทือน ถนนหนทางเต็มไปด้วยรถทหาร จนชาวบ้านแถบนั้นนอนไม่หลับ (แต่ไม่มีใครต่อว่า) ทำให้ใจชื้นได้ระดับหนึ่งว่า หากมีรบกันจริง ทหารไทยและคนไทยก็จะ “รบไม่ขลาด” แน่นอน

แต่ปัญหาของบ้านเรายามนี้อยู่ที่รัฐบาลที่นำโดย นายกฯแพทองธาร ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยมากกว่า เพราะบทบาทที่ผ่านมาทำให้เกิดภาวะ “รบไม่ขาด” คือ คนไทยเรารบกันเอง ไม่ได้มีเอกภาพเหมือนฝั่งกัมพูชา

สภาพการณ์ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็น “ผู้นำกระแส” และไม่ได้เป็นศูนย์กลางของคนในชาติอย่างแท้จริง ทำให้เราเผชิญศึกหลายด้านพร้อมกัน ซึ่งหลายคนยังไม่รู้ตัว

- แนวรบด้านตะวันออก (ชายแดนไทย-กัมพูชา) เหตุการณ์ยังเหมือนเดิม คือ วิกฤติ และยังมองไม่เห็นหนทางคลี่คลาย

- แนวรบด้านใต้ ที่สามจังหวัดชายแดน จู่ๆ ขบวนการ BRN ก็ออกแถลงการณ์ทวงการเจรจา ทวงโต๊ะพูดคุย ทวงข้อตกลง JCPP (ที่หลายฝ่ายคัดค้านว่าไทยเสียเปรียบ) แถมอ้างว่าสาเหตุที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นมาก เพราะรัฐบาลไทยไม่ยอมเปิดโต๊ะเจรจาพูดคุยเสียที แนวรบด้านนี้ก็ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เช่นกัน

นี่คืออีกหนึ่งภาพสะท้อนความอ่อนแอของประเทศผ่านความอ่อนแอของรัฐบาล จนทำให้ถูกรุมทึ้งจาก “ผู้รุกราน” หรือเรียกรวมๆ ว่า “ผู้ไม่หวังดี”

สถานการณ์ของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลเพื่อไทยยามนี้ ต้องบอกว่าตึงเครียดหนักกว่าที่ช่องบก คะแนนนิยมของทั้งตัวนายกฯ และรัฐบาล ดิ่งวูบ

กระทั่งคนกันเองอย่างพรรคร่วมรัฐบาลที่มีไมตรีต่อกัน ยังออกตัวว่า ไม่รู้จะช่วยกู้สถานการณ์กลับมาอย่างไร และหากยังปล่อยแบบนี้ต่อไป อาจจะต้องยอมเสียมารยาท วิจารณ์ผู้รับผิดชอบจากพรรคเพื่อไทยบ้างด้วยซ้ำ

ปัญหากัมพูชาเหมือนสิ่งที่มาตอกย้ำว่า รัฐบาลชุดนี้ไปต่อ ยากจริงๆ ทั้งในแง่ของการสร้างความเชื่อมั่นในสายตาประชาชน จนถึงการฝ่าฟันปัญหาที่รุมเร้ารายล้อมทั้งหมดนี้ไปได้

ที่พูดแบบนี้…อย่าเพิ่งงง เพราะหากเทียบกับต่างประเทศ แม้รัฐบาลในหลายประเทศจะแก้ปัญหาบ้านเมืองของเขาไม่ได้ก็จริง แต่ถ้ารัฐบาลของเขายังได้ใจประชาชนอยู่ ก็ยังสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ และประชาชนก็ยังมีหวัง ตัวรัฐบาลก็ยังมีโอกาสชนะเลือกตั้งครั้งใหม่ หากหมดวาระ หรือยุบสภา ก็อาจจะยังกลับมามีอำนาจได้ สานต่อการทำงานและแก้ไขปัญหาต่อไป

แต่สำหรับรัฐบาลเพื่อไทยยามนี้ ต้องบอกว่าแม้แต่ความเชื่อมั่นก็ยังไม่มี จึงไม่ต้องตั้งความหวังเลยว่า จะแก้สารพัดปัญหาที่รุมเร้า แล้วนำพาประเทศฝ่าวงล้อมแห่งมหาวิกฤติออกไปได้

ลองไล่เรียงปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญ และสอบตกแทบจะสิ้นเชิง

- ปัญหากัมพูชา สอบตกตั้งแต่การวางท่าที การสื่อสาร การตัดสินใจใช้มาตรการรับมือ และการตอบโต้ รวมถึงการวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อเอาชนะปัญหา เรียกว่าตอบผิดทุกข้อ

- กระแสชาตินิยม สอบตกแบบซ้ำชั้นยังไม่พอ เพราะรัฐบาลถูกตั้งคำถามเสียเองว่า รักชาติจริงหรือเปล่า หรือปกป้องประเทศอยู่จริงหรือเปล่า สถานการณ์นี้ถือว่าวิกฤติสุดๆ แทบหาทางออกไม่เจอ

- เศรษฐกิจแย่ ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ การค้าขายและการลงทุนหดตัว ชาวบ้านร้านตลาดบ่นด่ากันอื้ออึง แม้แต่ในต่างจังหวัด พื้นที่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยเอง (ผมเพิ่งไปอุตรดิตถ์ จังหวัดสีแดง มี สส.เพื่อไทยทั้ง 3 เขต แต่ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องรากหญ้าพากันรุมสวด)

- วิกฤติต่างๆ แก้ไม่ได้ แต่ยังไม่วายจริงจังผลักดันเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งผู้คนในสังคมยังเห็นต่าง เหมือนยิ่งต้องการสร้างความขัดแย้ง แตกแยก ในยามที่บ้านเมืองต้องการเอกภาพและความสามัคคี

- ปัญหาขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล ที่บานปลายเป็นการเตรียมปรับ ครม.ใหญ่ ริบกระทรวงเกรดเอจากพรรคอันดับ 2 มาดูแลเอง ทำให้คาดการณ์ได้เลยว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีวันเป็นเอกภาพ และไม่มีทางที่จะมีพลังมากพอในการนำพาประเทศให้พ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้เลย มีแต่จ้องล้ม เตะตัดขากันเองเท่านั้น

- ค่ายกลทางกฎหมาย นิติสงครามยังถูกนำมาผูกขา หลายบ่วง หลายปม จนนึกไม่ออกว่ารัฐบาล หรือคนในรัฐบาล รวมถึงผู้นำทางจิตวิญญาณ จะอยู่รอดปลอดภัย ตลอดรอดฝั่งไปได้อย่างไร ฉะนั้นเมื่อตัวเองยังเอาตัวไม่รอด แล้วชาวบ้านจะฝากความหวังไว้ตรงไหน

ทุกวันนี้เขาพูดกันว่า สว.สีน้ำเงินยังเอาลงไม่ได้ ระวังผู้นำจิตวิญญาณสีแดงจะโดนโค่นก่อน โมเดลเปลี่ยนตัวนายกฯเริ่มดังกระหึ่ม

- สิ่งสำคัญที่สุดคือ ท่าทีของนายกรัฐมนตรี ทั้งบุคลิก การพูดการจา การตอบคำถามนักข่าว จนกลายเป็นปะทะคารมกับนักข่าวที่เพิ่งเป็นประเด็นไป และแทบไม่มีใครเข้าข้างนายกฯเลย รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ที่ทำให้คนรู้สึกว่า “งานในหน้าที่ไม่ได้สำคัญที่สุด” เพราะจนป่านนี้ยังไม่ลงไปตรวจเยี่ยมพี่น้องทหารให้เกิดภาพเชิงสัญลักษณ์สักครั้งหนึ่งเลย

ปัญหาจากตัวนายกฯ ส่งผลให้ประเทศไทยและรัฐบาลไทยไม่มี “ศูนย์รวมความเชื่อมั่น” และไม่มี “ผู้นำฝ่าวิกฤติ” มีแต่ “ผู้นำที่เป็นวิกฤติ” เสียเอง

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ประเทศไทยและสังคมของเรากำลังเผชิญทั้ง “ศึกนอก - ศึกใน”

แน่นอนว่า “ศึกนอก” นั้น เรา “รบไม่ขลาด” แต่เมื่อไม่มีผู้นำทางยุทธศาสตร์ที่ดีพอ ย่อมเสี่ยงพลาด เสี่ยงพ่ายได้เหมือนกัน

ส่วน “ศึกใน” นั้น เรา “รบไม่ขาด” จริงๆ ทำให้ชาติบ้านเมืองไร้สามัคคี ไม่มีเอกภาพ แล้วจะไปสู้กับอริราชศัตรูซึ่งเป็น “ศึกนอก” ได้อย่างไร

นี่คือสถานการณ์สิ้นหวังล่าสุดของประเทศไทย ณ วันที่ 9 มิถุนายน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...