โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘สารหนู’ กระทบส่งผักไปญี่ปุ่น จี้ปิดเหมือง-ทำฝายดักตะกอนไม่คุ้ม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 มิ.ย. 2568 เวลา 03.41 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 03.40 น.

หายนะจากการทำเหมืองในประเทศเมียนมาด้วยการปล่อยสารเคมีอันตรายไหลลงสู่แม่น้ำ ได้ส่งผลกระทบที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยผลการตรวจสอบ “ตะกอนดิน” ใน “แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง”

รวมถึงลำน้ำสาขาของแม่น้ำกก “แม่น้ำฝาง แม่น้ำกรณ์ แม่น้ำลาว แม่น้ำสรวย” ที่เก็บตัวอย่างไปครั้งที่ 2 ช่วงเดือนเมษายน 2568 และครั้งที่ 3 เดือนพฤษภาคม 2568 พบโลหะหนัก “สารหนู ตะกั่ว” และโลหะหนักอื่น ๆ ได้แก่ นิกเกิล ทองแดง โครเมียม แคดเมียม ระดับ “ค่าเกินมาตรฐาน” ที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ แต่ถ้าชาวบ้านบริโภคปลาเป็นจำนวนมากและเป็นประจำอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย

จากการวิเคราะห์ผลการตรวจวัดตะกอนดิน ครั้งที่ 2 (เมษายน 2568) บริเวณที่ติดกับพรมแดนของเมียนมาในแม่น้ำกก พบโลหะหนัก “สารหนู” มีค่าสูงเกินมาตรฐาน “เกือบทุกจุด” ตรวจวัด หลังจากน้ำไหลผ่านฝายเชียงราย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย สารหนูมีค่าเป็นไปตามมาตรฐาน และมีค่าเกินมาตรฐาน และจุดบรรจบแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงมีค่าเป็นไปตามมาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าหลังจากที่กระแสน้ำมีการลดความเร็วและผ่านฝายจะเกิดการดักตะกอน อนุภาคหรือสารแขวนลอยมีอัตราการตกตะกอนหน้าฝายเพิ่มมากขึ้น ทำให้ตะกอนที่ปนเปื้อนสารหนูหรือโลหะหนักหลุดรอดไปกับกระแสน้ำมีจำนวนลดน้อยลง

แต่ผลการตรวจวัดตะกอนดิน ครั้งที่ 3 (พฤษภาคม 2568) พบว่า สารหนูมีค่าเกินมาตรฐานคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำผิวดินทุกจุดตรวจวัด ซึ่งสัมพันธ์กับค่าความขุ่นในน้ำที่สูงมากกว่าค่าที่ตรวจวัดในครั้งที่ผ่านมาตลอดทั้งลำน้ำ แสดงให้เห็นว่าในฤดูน้ำหลากกระแสน้ำที่ไหลเร็วชะล้างตะกอนจากต้นน้ำลงสู่ลำน้ำมากขึ้น และไม่สามารถตกตะกอนได้มากจึงสะสมในระดับตื้นกระจายทั่วบริเวณชั้นบนของพื้นท้องน้ำ และถูกพัดพาไปตลอดเส้นลำน้ำ

จากผลการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา แนวโน้มของการปนเปื้อนโลหะหนักใน “แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง” คาดว่าโลหะหนักจะปะปนมากับสารแขวนลอยที่มากับน้ำ ดังนั้น หากมีการพักน้ำหรือทำให้มีการตกตะกอนของสารแขวนลอย อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้โลหะหนักน้ำมีค่าลดลง ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ อยู่ระหว่างทดสอบการตกตะกอนของสารแขวนลอย เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาโลหะหนักในน้ำเกินค่ามาตรฐาน

ฝายดักตะกอนงบฯละลายน้ำ

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ฝายดักตะกอนแม่น้ำกกที่รัฐบาลมีแผนจะทำนั้น ต้องใช้งบประมาณมหาศาล เป็นการแก้ปลายเหตุ ไม่มีหลักประกันว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ ฝายดักตะกอนเป็นฝายชั่วคราว พร้อมจะพังหากเจอสถานการณ์น้ำท่วมทะลักรุนแรงอย่างปี 2567 เท่ากับเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า เป็นการใช้งบประมาณละลายแม่น้ำไป โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วย 100% เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ในข้อเท็จจริง แม่น้ำทั้ง 4 สายได้รับผลกระทบสารปนเปื้อนจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมาทั้งสิ้น ไม่ใช่เฉพาะแม่น้ำกก ที่สำคัญรัฐบาลไม่มีความมุ่งมั่นมากพอที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

นอกจากนี้ หากมีการทำฝายดักตะกอน ตะกอนที่ปนเปื้อนสารพิษจะเอาไปทิ้งที่ไหน จะกระทบต่อชุมชนหรือไม่ เหมือนแก้ปัญหาหนึ่ง แต่ก่อให้เกิดอีกหลายปัญหา

ดร.สืบสกุลกล่าวต่อไปว่า ล่าสุดรัฐบาลจีนแสดงท่าทีพร้อมเปิดการเจรจาเพื่อแก้ปัญหานี้ ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องแสดงความจริงใจและเอาจริงเอาจังเปิดเจรจากับรัฐบาลจีนถึงแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน และต้องทำให้รัฐบาลจีนมีความจริงจังและจริงใจต่อการแก้ปัญหา เพราะจีนได้ประโยชน์ในการทำเหมืองแร่หายาก (Rare-Earth)

“ตอนนี้อาจยังไม่มีใครป่วย แต่สารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำทั้ง 4 สาย จะเกิดการสะสมในร่างกาย รวมถึงพืชผลทางการเกษตรที่มีนับแสน ๆ ไร่ในจังหวัดเชียงราย การที่เกษตรกรใช้น้ำปนเปื้อนสารพิษ เพราะไม่มีทางเลือก”

เกษตรแสนไร่เสี่ยงสารพิษ

ดร.สืบสกุลกล่าวต่อไปว่า พื้นที่เกษตรกรรมในลุ่มน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง คือพื้นที่ห่วงโซ่อาหารตกอยู่ในความเสี่ยงมีสารโลหะหนักตกค้าง เนื่องจากปัจจุบันแผนที่ชลประทานระบุว่า เชียงรายมีพื้นที่เกษตรกรรมที่ใช้น้ำกก (ฝายเชียงราย) ในการเพาะปลูก เนื้อที่ 58,723 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ คือ อ.เมือง เวียงชัย ดอยหลวง แม่จัน และเชียงแสน, มีพื้นที่เกษตรกรรมที่ใช้น้ำสายและน้ำรวกในการเพาะปลูก เนื้อที่ 60,502 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 อำเภอ คือ แม่สาย และเชียงแสน

รวมเป็นเกษตรกรรมที่ใช้น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก เนื้อที่ 119,225 ไร่ มีเกษตรกรรวม 8,077 ครอบครัว โดยข้าวเป็นพืชหลักที่เกษตรกรปลูก มีเนื้อที่ 82,453 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 13,162 ไร่ รวมถึงข้าวโพดฝักสด และพืชผัก โดยตลาดปลายทางขายทั้งภายในจังหวัดเชียงราย ต่างจังหวัด และต่างประเทศ

ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาคือ 1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเปิดเผยแผนและผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน พืชผลการเกษตร และสุขภาพของเกษตรกรในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ที่ใช้น้ำปนเปื้อนสารพิษในการเกษตร 2.จัดทำข้อมูลห่วงโซ่สินค้าเกษตรทุกชนิดตั้งแต่ปลูกไปจนถึงตลาดสินค้าในท้องถิ่น ประเทศ และต่างประเทศ และต้องมีแผนเฝ้าระวังสารโลหะหนักตกค้าง เพราะเท่าที่ทราบ ที่บ้านสบคำเชียงแสนน้อย เป็นพื้นที่ปลูกพืชผักสำคัญ อาทิ มะเขือม่วง กระเจี๊ยบเขียว ซึ่งส่งออกไปญี่ปุ่น พื้นที่เกษตรรวม 8,215 ไร่

3.จัดทำแผนที่ความเสี่ยงแสดงพื้นที่เกษตรกรรมที่ใช้น้ำกก สาย รวก และโขงในการเกษตร โดยต้องมีจำนวนเกษตรกร พื้นที่เกษตร ชนิดพืช ผลไม้ และสัตว์ ที่ชัดเจนเป็นปัจจุบัน 4.ต้องให้คำตอบที่ชัดเจนกับเกษตรกรว่าควรนำน้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักทำการเกษตรหรือไม่ 5.หากกระทรวงเกษตรฯไม่แนะนำให้ใช้น้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักในการเกษตร ต้องจัดหาแหล่งน้ำให้เกษตรกรทั้งหมด

จี้ต้นเหตุปิดเหมืองเมียนมา

ทางสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตรายงานว่า จากการติดตามสถานการณ์ปลาในลุ่มน้้ำทางภาคเหนือในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบจำนวนปลาผิดปกติเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีตุ่มตามตัวรุนแรงขึ้น ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก รวมถึงแม่น้ำโขง จนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของชุมชนในจังหวัดเชียงราย ได้สร้างผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาวประมงริมแม่น้ำกกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากกรณีการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำ หลังจากพบว่าน้ำมีสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน แม้ผลการตรวจสอบสารโลหะหนักในตัวปลายังไม่เกินเกณฑ์ ได้สร้างความกังวลและส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถจำหน่ายปลาได้ตามปกติ รายได้หดหายอย่างต่อเนื่อง

จากผลตรวจห้องปฏิบัติการกลางจังหวัดเชียงใหม่ ส่งตรวจโดยกรมประมง ทั้ง 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 วันที่ 11 เมษายน 2568 หลังฝายเชียงราย พบสารหนู 0.013 mg/kg สารปรอท (Hg) 0.09 mg/kg ครั้งที่ 2 วันที่ 28 เมษายน 2568 แม่น้ำโขงอำเภอเชียงแสน พบสารปรอท (Hg) 0.14 mg/kg สารตะกั่ว (pb) 0.05 mg/kg ครั้งที่ 3 วันที่ 1-2 พฤษภาคม 2568 จุดที่ 1 โป่งนาคำ พบปลากินเนื้อ มีสารปรอท (Hg) 0.054 mg/kg สารตะกั่ว (pb) 0.11 mg/kg จุดที่ 2 ฝายเชียงราย ตัวอย่างปลากินเนื้อ พบมีสารปรอท (Hg) 0.089 mg/kg จุดที่ 3 บริเวณแม่น้ำกก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน ตัวอย่างปลากินเนื้อ พบมีสารปรอท (Hg) 0.13 mg/kg

ด้านนายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า ตอนนี้พบปลามีความผิดปกติภายนอก มีลักษณะการติดเชื้อ ได้ติดตามเพื่อนำปลาไปตรวจ หากพบว่าปลาที่พบมีสารพิษในตัวปลาก็สันนิษฐานได้ว่ามาจากเหมือง ตอนนี้สถานการณ์ปลาได้กระจายไปถึงแม่น้ำโขงแล้ว ทั้งลุ่มน้ำโขงเหนือยืนยันได้แล้วว่ามีการปนเปื้อนสารโลหะหนัก หลังจากนี้จะส่งเข้าสู่กระบวนการทางวิทยาศาตร์เพื่อหาสาเหตุและการวิเคราะห์สารปนเปื้อน ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็จะนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในอนาคต ในการเรียกร้องปิดเหมือง ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องปลาหรือชาวประมง แต่เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหารของประชาชนในระยะยาว

“เราต้องการเห็นความรับผิดชอบจากต้นตอของปัญหา ไม่ใช่เพียงแค่คำอธิบายว่า ยังไม่เกินมาตรฐาน ขณะนี้ยังไม่มีท่าทีจากหน่วยงานรัฐต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่กระแสกดดันจากภาคประชาชนและองค์กรสิ่งแวดล้อมกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใส และพิจารณาทางเลือกในการปิดเหมืองที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘สารหนู’ กระทบส่งผักไปญี่ปุ่น จี้ปิดเหมือง-ทำฝายดักตะกอนไม่คุ้ม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...