Cooheart is Pretty Gay! หลายเรื่องที่จะไม่หยุดพูดของ ‘เอิร์ธ-กัษมนณัฏฐ์’ นักแสดงซีรีส์วาย ผู้ภูมิใจที่จะบอกทุกคนว่า “ฉันเป็น LGBTQ+”
ปี 2023 ปรากฏตัวในชุดเจ้าสาวกระโปรงฟูฟ่อง ปี 2024 เจิดจรัสในชุดสไบไทยสีรุ้ง และล่าสุด ปี 2025 เฉิดฉายด้วยเดรสเกาะอกสีจี๊ดกับถุงน่องสีแดงสด ทั้งหมดนี้คือลุคเดินขบวน Pride Month ของ เอิร์ธ-กัษมนณัฏฐ์ นามวิโรจน์ หรือ Cooheart นักแสดงซีรีส์วายผู้มียอดติดตามหลักล้าน ที่ฮีเสิร์ฟจนทุกสายตาจับจ้องมา 3 ปีติด และนี่ก็ไม่ใช่การเดินขบวนในฐานะตัวแทนนักแสดงซีรีส์วายซึ่งอยากร่วมฉลองความหลากหลายทางเพศอย่างเดียว แต่เอิร์ธมาในฐานะตัวแทนคนในคอมมูนิตี้ LGBTQ+ ที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวของตัวเอง
“ยินดีกับสมรสเต้าเทียมตี้ผ่านแล้ว ดีใจ๋กับกุ๊คนตวยเน่อเจ้า หลังจากนี้ก่อขอให้ใจ๊ชีวิตหื้อมีความสุขนักๆ มีความสุขกุ๊ๆวัน อยู่กับคนตี้เฮาฮัก ใจ๊ชีวิตหื้อมีความสุข ชีวิตคนเฮามันสั้น ไค่ยะหยังยะเลย” คนเหนือคนนี้อู้กำเมืองให้เราฟัง เพื่อแสดงความยินดีแก่ #สมรสเท่าเทียม ที่เกิดขึ้นแล้วในไทย ถึงอย่างนั้น ใช่ว่าอคติทางเพศจะหมดไป เอิร์ธบอกว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนกันต่อ
นับตั้งแต่เข้าวงการในปี 2018 จนถึงวันนี้ เอิร์ธรักในตัวตนของตัวเอง และเลือกที่จะไม่ปิดบังว่าตัวเองเป็น LGBTQ+ (แต่การไม่ come out ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เอิร์ธบอกว่าเราควรเคารพการตัดสินใจและไม่ควรกดดันใครทั้งสิ้น) หรือแม้แต่การออกสาว ที่เคยถูกกดดันให้แอ๊บแมน หรือถูกบอกว่า ถ้าออกสาวมันจะขายยาก เขาก็ยังยืนยันที่จะโอบกอดความสาวนี้ไว้ ถึงทุกวันนี้จะยังโดนคนบางกลุ่มที่แอนตี้เพราะ ‘ความสาว’ ได้รับคอมเมนต์ว่า “สาวเกินไปไม่อิน” ในทุกๆ ครั้งที่มีซีรีส์เรื่องใหม่ โดนตัดสินความสามารถตั้งแต่ซีรีส์ยังไม่ออน หรือออนแล้วก็ต่อว่าทั้งที่ยังไม่เปิดใจดูฝีมือการแสดง ซึ่งหลายครั้งในซีรีส์ก็ไม่ได้รับบทออกสาวอะไรมาก แต่คนก็แยกแยะชีวิตจริงกับการแสดงไม่ได้ จนเอิร์ธคิดว่ามันก็ย้อนแย้งใช่เล่น ที่บางคนดูซีรีส์เกย์ แต่พอนักแสดงที่พูดว่าตัวเอง ‘เป็นเกย์’ มาเล่น กลับมีอคติ โดยเฉพาะเกย์ที่ดู feminine และนั่นอาจแปลว่า แม้ซีรีส์วายจะทำเงินและขึ้นเป็นซีรีส์กระแสหลักในไทย ก็ใช่ว่าคนดูซีรีส์วายทุกคนจะยอมรับหรือเข้าใจความหลากหลายทางเพศจริงๆ
แต่แล้วยังไง? มีคนไม่ชอบ แต่คนที่รักก็มีอยู่มาก ไม่ว่าจะแฟนคลับชาวไทย และแฟนคลับต่างชาติ ทั้งคนที่ตามมาจาก ซีรีส์ บังเอิญรัก ทั้ง 2 ภาค, ซีรีส์ ด้ายแดง, ซีรีส์ชุด 7 Project หรือจะซีรีส์ FOUREVER YOU เพราะรักนำทาง เขาคนนี้ที่ให้คะแนนความสวยของตัวเองแบบมีร้อยให้ร้อย มีล้านให้ล้าน ก็อยากขอบคุณทุกคนที่รักที่เขาเป็นเขาจริงๆ และขอย้ำอีกครั้งว่า “Cooheart is pretty gay kaaaa!”
สีแดง บนธงไพรด์ หมายถึง ‘ชีวิต’
ชีวิตของเอิร์ธ เดินทางจากเชียงใหม่สู่กรุงเทพฯ จากเด็กสถาปัตย์สู่อาชีพนักแสดง จากชื่อที่ตั้งเองตอนเล่นเกมปังย่าสู่ชื่อที่ตอนนี้ทุกคนเรียกและจำได้ จากความอึดอัดที่ถูกห้ามออกสาวสู่คนที่ออกสาวอย่างมั่นใจและมีความสุขในการเป็นตัวเองที่สุดคนหนึ่ง เหมือนที่วันนี้เอิร์ธเดินทางมาคุยกับเราด้วยลุคที่คุ้นเคยในอินสตาแกรมของเขา อย่างกางเกงขาสั้นจุ๊ดจู๋ตอบโจทย์ Micro Shorts Trend ที่เขาชอบใส่ พร้อมกับการแต่งหน้าบางๆ แต่ไม่ลืมที่จะทาปากให้ฉ่ำวาว
“ลิปนี่ขาดไม่ได้จริงๆ ปากมีสีหน้าเราจะดูตื่น และต้องลิปแบบฉ่ำๆ เท่านั้น ส่วนเสื้อผ้าที่ชอบเป็นพิเศษจริงๆ ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เทรนด์ก็ส่วนหนึ่ง แต่บางเทรนด์ไม่ได้เหมาะกับเรา เราต้องรู้ว่ารูปร่างของเราใส่แบบไหนจะสวย หนูมีภาพในหัวชัดว่า ถ้าฉันใส่ตัวนี้ ออกมาสวยแน่ อย่างบางคนอาจมองว่า ทำไมต้องแต่งหวาน แต่งสาวขนาดนี้ คือต้องบอกตรงๆ ว่าหนูใส่เสื้อผ้าผู้ชายแล้วไม่สวย การหยิบจับเสื้อผ้าผู้หญิงมาใส่ มันส่งเสริมเรามากกว่า ตอนนี้ใส่แล้วสวยก็ขอใส่หน่อยนะ บางทีถ้าเลยช่วงนี้ไป อาจไม่สวยเท่านี้แล้ว รีบใส่เลยดีกว่า (หัวเราะ)”
เอิร์ธผู้มาพร้อมรอยยิ้มโลกสว่างวาบ เล่าให้เราฟังว่า ชื่อ Cooheart ที่คนเรียกกัน จริงๆ แล้วต้นกำเนิดมาจากเด็กติดเกมอย่างเขา เพราะ “ตอนประถมฯ หนูชอบเล่นเกมผจญภัย เลิฟความแฟนตาซีมาก โดยเฉพาะปังย่า ที่จะมีตัวละครที่หนูชอบชื่อ หนูคู (Kooh) เป็นเด็กผู้หญิงแสนซน มัดแกละสองข้าง เราชอบชื่อนี้ ก็เลยเอาคำว่า คู มาตั้ง แล้วเอาชื่อตัวเองมาต่อท้าย เพียงแต่ตัดตัว h ข้างหลังออกไป กลายเป็น Cooheart ที่เราเอามาใช้เป็นชื่อตัวละครในเกม หลังจากนั้นก็เอามาตั้งเป็นชื่อไอจีตอนมอต้น แล้วใช้ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ ใครพูดชื่อนี้ หน้าหนูก็ลอยมาเลย”
เอิร์ธเล่าย้อนให้ฟังว่า เขาเคยเป็นเด็กที่หาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร เรียนสายวิทย์ แต่ดันไม่ได้เก่งวิทย์มาก แต่ค้นพบว่าสิ่งที่ทำมาตลอดคือการวาดรูป จึงเลือกเรียนสถาปัตย์ การเป็นนักแสดงไม่เคยอยู่ในหัวของเขา “จบมา เอิร์ธตั้งใจว่าจะต้องเขียนแบบ ทำเต็กแน่นอน 100% แต่ช่วงนั้นดันอกหัก เพื่อนชวนไปถ่ายภาพ portrait แล้วเพจช้างเผือกอยู่ในป่า หยิบรูปหนูไปลง คนแคสต์ติ้งซีรีส์ดันมาเจอ พอมีโอกาสใหม่ๆ เข้ามา ก็อยากลองดู ลองแล้วดันชอบด้วยสิ ก็เลยตัดสินใจเป็นนักแสดงแบบยาวๆ เลย”
“อาชีพนักแสดงเป็นอาชีพที่หนูรักและชอบมาก หนูชอบความรู้สึกเวลาเราทำอะไรสักอย่างได้ เหมือนปลดล็อก goal และสกิลของตัวเอง อยู่ดีๆ ฉันก็ร้องไห้ได้เพราะฉันรู้สึกจริงๆ ฉันเชื่อในคาแรกเตอร์นั้นจริงๆ และหนูก็ชอบที่อาชีพนี้ทำให้หนูได้สื่อสารกับคน ได้รับเอเนอร์จี้เวลาเจอแฟนๆ หรือพี่ๆ ที่ทำงาน มันได้เรียนรู้คนเยอะดี”
ถามว่ามีจริตออกสาวตั้งแต่เข้าวงการเลยไหม เอิร์ธคิดว่า ความสาวมันค่อยๆ develop ขึ้นมาเรื่อยๆ และจริงๆ คนเราก็มีหลากหลายมุมกว่านั้น เมื่อ “มองย้อนกลับไป ภาพหนูตอนที่เต้นเพลง Genie ตอนมอต้นก็ลอยขึ้นมาเลย เราใส่จริตเต็มที่ เพราะเราอยากเป็นแบบไอดอลเรา Girls' Generation แต่พอไม่เต้น เราก็มีมุมบอยๆ ที่เล่นกับเพื่อน ตามสไตล์เด็กเชียงใหม่ที่เล่นดิน เล่นทราย ความจริงนิสัยหนูลุยมาก เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย และตรงไปตรงมา ไม่เคยสร้างภาพ เพราะหนูเชื่อว่า การได้เป็นตัวเอง มันสำคัญมากๆ และความเป็นเราจะอยู่กับเราตลอดเวลา ยิ่งเป็นนักแสดง ความเป็นตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้เราไม่กลืนไปตามภาพที่คนอื่นคาดหวัง และนั่นจะทำให้เราโดดเด่น หนูเคยได้ยินน้องหลายคนพูดว่า เขาอยากมาทำงานตรงนี้ แต่เขาไม่กล้า แต่พอเห็นหนู เขาเริ่มรู้สึกว่าฉันอาจจะทำได้ ดังนั้น ถ้าการเป็นตัวเองของหนูช่วยให้เด็กๆ LGBTQ+ กล้าที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองมากขึ้น หนูก็คงดีใจมากๆ”
สีส้ม บนธงไพรด์ หมายถึง ‘การเยียวยา’
การได้เป็นตัวเองของเอิร์ธเปรียบเสมือนการเยียวยาทางจิตใจบนโลกที่แสนวุ่นวายและกดดัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในวงการซีรีส์วาย ภาพความคาดหวังของผู้จัดและผู้ชมหลายคนยังเต็มไปด้วยกรอบบางอย่าง ดังนั้น การยังคงไว้ซึ่งความเป็นตัวเอง สำหรับเอิร์ธจึงสำคัญมาก ถึงอย่างนั้น การเป็นตัวเอง ก็ต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งบทที่ได้รับอย่างจำกัด และเสียงวิจารณ์สุดแสนจะย้อนแย้ง เมื่อบางคนที่เป็นผู้ชมซีรีส์วาย กลับไม่อยากดูคนที่ come out ว่าเป็น ‘เกย์’ อย่างชัดเจนแสดง ในที่นี้หมายถึงความออกสาวด้วยเช่นกัน แน่นอนว่า ในปัจจุบัน แฟนคลับหลายคนเปิดกว้างเรื่องนี้กันมากมาย มีไอดอลชายที่เปิดตัวว่าเป็น LGBTQ+ แล้ว มีนักแสดงชายที่เปิดตัวว่าเป็นเกย์แล้วคนรัก กระทั่งไม่ได้พูดว่าเป็นอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ปิดบังอะไร คนก็พร้อมซัพพอร์ต แต่การที่ยังมีเสียงวิจารณ์ถึงตัวบุคคลอยู่นั้น ก็สามารถตอบอะไรได้หลายๆ อย่าง เช่น “ออกสาวเกินแล้วไม่อิน” หรือ “ชอบตอนที่ยังไม่สาวขนาดนี้มากกว่า” การยึดติดภาพแฟนตาซีบางอย่างของร่มชายรักชายจึงยังมีหลงเหลืออยู่ และเอิร์ธก็เป็นหนึ่งคนที่โดนโจมตีจนต้องออกมาพูดถึงประเด็นนี้ในโซเชียลมีเดียส่วนตัว
“มันย้อนแย้งที่บางคนดูซีรีส์เกย์ แต่ไม่อยากให้ คนเป็นเกย์จริงๆ มาเล่น ยิ่ง ‘ออกสาว’ แบบหนู ทุกครั้งที่มีซีรีส์ใหม่ โดน judge ตั้งแต่ยังไม่ออน หนูจำความรู้สึกตอนนั้นได้เลยว่าทำไมถึงออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะหนูรู้สึกว่ามันไม่แฟร์ ถ้าใครก็ตามที่เป็น LGBTQ+ แล้วมาเล่นเป็น LGBTQ+ เขาไม่ควรจะโดนต่อว่าอะไรด้วยซ้ำ เพราะอย่าลืมว่าซีรีส์ที่หนูเล่นเป็นซีรีส์เกย์ แต่มันแปลกมากเลย ที่ในพื้นที่ที่หยิบยกวัฒนธรรมและความรักของเกย์มาตีแผ่เป็นสื่อบันเทิง พอคนเป็นคนในคอมมูฯ มาเล่น กลับโดนต่อต้านแทนที่จะสนับสนุน”
“หนูเป็นคนที่รับฟังความเห็น ถ้าคอมเมนต์เรื่องการแสดง พูดมาเลย ไม่เคยติด แต่มาคอมเมนต์ถึงตัวหนู เพศหนู ทั้งที่ยังไม่ทันได้ดู ยังไม่ทันเปิดใจดู ว่าหนูแสดงเป็นยังไง หนูโดนพูดถึงมาตลอดว่า ฉันชอบซีรีส์วายนะ แต่เมื่อก่อนอินกับน้องเขามาก ชอบก่อนที่น้องจะเป็นแบบนี้…พอน้องเปิดตัว เป็นตัวเอง แล้วไม่อิน ฉันไม่ชอบ ฉันรับไม่ได้ ฉันจะดูเฉพาะเกย์ที่ยังดูเป็นชายเท่านั้น…ฟังแล้วก็ดูใจร้ายเหมือนกัน หรือบางคนก็มีความคิดที่พยายามจะลบคำว่าเกย์ออกไป มองเป็นผู้ชายกับผู้ชายรักกัน แอนตี้คำว่าเกย์ ซึ่งมันไม่ควรอะครับ แล้วก็ไม่ใช่แค่เราที่โดนแบบนี้ แต่คนอื่นก็โดน พอเราเห็นก็แบบโห บั่นทอนจิตใจจังเลยวะ การเป็นตัวเองมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ เขายังไม่ทันเปิดใจดูด้วยซ้ำว่าเราทำได้หรือไม่ได้ ฉะนั้นในยุคที่ดูเหมือนจะเปิดกว้างเรื่องเพศมากขึ้นแล้ว แต่ความคิดมันก็ไม่ได้เปิดขนาดนั้นอยู่ดี”
“หนูอยู่ในค่ายที่เปิดกว้างให้หนูได้เป็นตัวเองก็จริง แต่การเป็นตัวเองของหนูมันแลกมากับอะไรหลายๆ อย่าง เช่นบางบทบาท บางคนแค่มองปก หรือภาพลักษณ์ที่ผ่านมา เขายังไม่ได้ดูสกิล หรือสิ่งที่เราทำได้ เพราะหนูเชื่อว่าคำว่านักแสดงไม่ว่าจะได้รับบทอะไรมา เราก็ต้องเป็นตัวละครนั้นให้ได้ แต่สุดท้าย พอภาพเราชัด เราสาว เขาก็จะแปะป้ายเราไปเลยว่า ‘ทำไม่ได้’ ซึ่งมันบั่นทอนจิตใจ คนดูซีรีส์วายบางคนยังแยกชีวิตจริงกับตัวละครไม่ได้ หนูค่อนข้างมั่นใจว่าหนูตีความตัวละครออกมาได้ ทำการบ้านอย่างดี ไม่ใช่ไปเล่นแล้วเอาตัวเองใส่ลงไป หนูกำลังเล่นเป็นตัวละครอื่นอยู่ หนูรู้ว่าหนูกำลังทำอะไรอยู่”
“มองแบบนี้ ก็เคยคิดนะว่า ถ้าหนูวางลุคกลางๆ ไว้แบบไม่ได้ชัดเจนมาก เราอาจจะได้เล่นบทที่หลากหลายมากขึ้น แต่พอเป็นแบบนี้ บทที่เข้ามามันก็จะเฉพาะ หรือในมุมมองการตลาด แคสต์ติ้ง ผู้จัด ก็มักจะเลือกจากลุคที่ใกล้ตัวเราจริงๆ ซึ่งก็เข้าใจเขา แต่ถามว่าบทอื่นๆ ที่ดูฉีกลุคเรา ทำได้ไหม ทำได้ จริงๆ อยากเล่นบทบู๊ๆ นะ แต่เขาก็ติดภาพลักษณ์ หรือถ้าให้เล่นบทที่ดู masculine มีความเป็นชาย ก็น่าสนใจมากๆ หรือจะให้ลองเล่นคู่กับผู้หญิง หนูก็อยากลองนะ หนูพร้อมแสดงหลายๆ บท พร้อมออกจากเซฟโซน เพราะในต่างประเทศคนที่เขาเป็น LGBTQ+ เขาก็ได้รับบทบาทที่หลากหลาย และเป็นบทที่คาแรกเตอร์แตกต่างกับชีวิตจริงของเขาเลย”
วิธีเยียวยาตัวเองของเอิร์ธนั้นเรียบง่าย เขาแค่พยายามไม่เก็บมาใส่ใจ เพราะเสียงเหล่านั้นไม่ได้ช่วยให้เขาพัฒนาตัวเองได้จริง เพียงแต่บางครั้งหรือบางวันที่อ่อนไหว เสียงเหล่านั้นอาจมีผลต่อใจขึ้นมาได้ดื้อๆ แต่สุดท้ายการเลือกรับเฉพาะเสียงที่มีประโยชน์ และพลังบวกรอบข้างจะคนที่รักเราจริงๆ เอิร์ธคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว
“เมื่อก่อนเคยคิดว่าต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา ทำให้คนเข้าใจในตัวเราสิ แต่จะพิสูจน์ไปทำไมนะ? เราก็เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องพิสูจน์หรอก พิสูจน์กับตัวเองก็พอ คนรักเขาก็รัก คนที่เกลียด มาแล้วเขาก็ไป”
ยังจำตัวเองตอนเข้ามาวงการใหม่ๆ ได้ไหม โตขึ้นจากเดิมอย่างไรบ้าง?
“จำได้แม่น ช่วงแรกที่หนูเข้ามาเป็นนักแสดง หนูก็มีแฟน ลงไอจีตามปกติ คนก็รู้แหละว่าเป็นเกย์ มีแฟนเป็นผู้ชาย แต่ตอนนั้นหนูเรียบร้อยกว่านี้ คือข้างในอาจจะเหมือนเดิมแหละ แต่การแสดงออกไม่ได้มาก เพราะมันมีความเกรงใจบางอย่าง และเราก็โดนบรีฟจากผู้ใหญ่ว่า อย่าออกสาวนะ คือก็เข้าใจว่ายุคนั้นยังไม่เปิดกว้างมาก เขาอาจจะมองว่าสิ่งนี้มันขายไม่ดี เขายังเชื่อว่าต้องแมนๆ ถึงจะประสบความสำเร็จ ซึ่งหนูอึดอัดมาก แต่หนูเครียดแป๊บเดียว แต่ก็ไม่ทำตามต่อ (หัวเราะ) เป็นคนดื้อตาใส จนถึงวันนี้หนูก็ยังเป็นตัวของตัวเองอยู่ หนูไม่ได้อยากทำตามใคร การเป็นตัวหนูมันไม่ได้เดือดร้อนใคร ในแง่การแสดงเราก็ทำเต็มที่กับตัวละคร เราไม่ได้เอาตัวเราไปแสดง อันนี้เป็นพาร์ทส่วนตัวของหนู ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ยังไงมันก็คือตัวหนู ยิ่งตอนนี้หนูมาอยู่ในค่ายที่เขาค่อนข้างเปิดกว้าง และมีเพื่อน LGBTQ+ ในค่ายอีก มันยิ่งทำให้เราอุ่นใจ เป็นตัวเองได้เต็มที่กว่าเดิมครับ”
สีเหลือง บนธงไพรด์ หมายถึง ‘แสงอาทิตย์’
ออร่าความสดใสที่เปล่งปลั่งออกมา และพลังบวกที่พร้อมมอบให้กับคนรอบข้าง ทำให้เอิร์ธกลายเป็น sunlight และ sunshine ของแฟนๆ ที่ติดตามเขา ขนาดเราเพิ่งเจอเขาตัวเป็นๆ เพียงครั้งแรก ก็สัมผัสได้ถึงความสดใส น่ารัก และอบอุ่นของเขาไม่น้อย
เราถามเขาถึงประโยคสุดไวรัลที่เขาเคยพูดไว้ตอนไลฟ์สดว่า “I’m pretty gay pretty gay ค่าาา Gay is not enough for me” ซึ่งเอิร์ธเล่าว่าจริงๆ แล้ว ณ วันนั้น เขาโดนแอนตี้แฟนเข้ามาถล่มเมนต์เชิงเหยียดว่า “เกย์ เกย์ เกย์ อยู่นั่นแหละ เราบล็อกไปแล้ว ก็ยังเอาอีกแอคหนึ่งมาพิมพ์ เราบล็อกอีก เขาก็เอาแอค 2 3 4 มาพิมพ์เรื่อยๆ จนบล็อกไม่ไหว หนูก็เลยแบบ เค พูดมาเถอะ ก็เป็นเกย์จริงๆ แต่เกย์อย่างเดียวไม่ได้นะ ต้อง Pretty Gay (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นเราอินเพลง Mantra ของเจนนี่ ที่มีท่อนร้องว่า Pretty Girl พอพูดไปก็กลายเป็นไวรัลเฉย แล้วแอนตี้แฟนก็หยุดพิมพ์ไปเลย”
Pretty Girl นี่นิยามความเป็นเอิร์ธได้เลยไหม? เราถาม
“ได้เลย คำนี้ตอบโจทย์เราดี ค่อนข้างชอบ ตรงภาพลักษณ์” เอิร์ธยิ้มหวานหนึ่งที แล้วเสริมว่า “จริงๆ หนูก็แฮปปี้กับคำว่าเกย์ออกสาว หนูมองว่าเป็นคำในเชิงบวก มองเป็นจุดขายของหนูก็ได้ แน่นอนว่ามันมีคนคิดลบกับความสาวของหนู แต่ก็มีคนที่ชอบความสาวของหนูมากๆ เหมือนกัน ยิ่งหนูโดนกดเท่าไหร่ หนูก็จะได้เห็นว่ามีคนรักและซัพพอร์ตหนูมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะคนไทยหรือต่างชาติ ซึ่งดีใจมากๆ”
“การมีแอนตี้แฟน มันคงเกิดขึ้นด้วยหลายปัจจัย ทั้งเรื่องศาสนา วัฒนธรรม การเติบโต หลากหลายความคิด ความต่างทางสังคมที่เขาอยู่ แต่มันเป็นสัจธรรมชีวิต มีคนชอบต้องมีคนเกลียด จะให้คนเขามารักเราทุกคน คงเป็นไปไม่ได้”
“แต่การโดนเกลียดเพราะออกสาว แง่หนึ่งหนูว่ามันก็สะท้อนการกดทับ แล้วก็แบ่งแยก มีหลายคนที่ไม่ได้เข้าใจว่า เกย์จริงๆ เป็นยังไง ถ้าเกย์ที่ดูแมนๆ ดราม่าอาจน้อยกว่า อาจมีคนสนับสนุนมากกว่า เพราะดูมีความเป็นชาย แต่ไม่ใช่ว่าออกสาวจะไม่มีคนสนับสนุนนะ เพียงแต่การถูกตั้งแง่มันก็เกิดขึ้นมากกว่าจริงๆ ซึ่งมันคือประเด็นชายเป็นใหญ่ ที่ลึกๆ แล้วคนยังมองว่าใครที่ดูมีความเป็นหญิงในตัว มีความสาว มีความเป็นแม่ จะโดนกดมากกว่า ไม่เว้นแต่ LGBTQ+ เอง”
“คนอาจจะยอมรับเกย์ที่มีความเป็นชายจัดๆ ซึ่งก็ไม่ผิดเลย แต่บางทีชอบแบบนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องโจมตีแบบที่ไม่ชอบครับ…อยากให้ลองเปิดใจกันดูก่อน เพื่อการใช้ชีวิตร่วมกันที่ดีขึ้น”
สีเขียว บนธงไพรด์ หมายถึง ‘ธรรมชาติ’
พอเป็น LGBTQ+ มาเล่นบทที่เป็น LGBTQ+ เอิร์ธบอกว่าก็เหมือนได้แต้มต่อ เพราะนั่นคือธรรมชาติที่เขาเป็น และทำให้เข้าใจตัวละครได้ง่าย เมื่อบางเหตุการณ์ในซีนต่างๆ นั้น ก็ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองและคนรอบข้าง
“การเป็น LGBTQ+ แล้วมาเล่นซีรีส์วาย ทำให้เราเข้าใจตัวละครได้ง่าย เพราะเป็นประสบการณ์ตรง อย่างเอิร์ธ Gen Y ปีนี้อายุ 29 แน่นอนว่ามีการ come out กับครอบครัว เคยผ่านช่วงที่แม่บอกทุกคนว่าเราเป็นผู้ชายเรียบร้อย และกังวลว่าถ้าเขารู้จะเป็นยังไง จนตัดสินใจบอกแม่แบบน้ำหูน้ำตาไหล มันก็เลยจะเข้าใจมุมมองตัวละครที่รู้สึกว่าการพูดออกมามันยากจัง แต่พอผ่านไปได้ โลกมันจะเปลี่ยนไปเลย หรืออย่างการถูกบูลลี่ ตอนเด็กๆ เราก็เคยโดนแกล้ง โดนแหย่มาบ้าง เราก็พอจะเข้าใจตัวละครที่ถูกกระทำทางวาจาและทางกาย และเผลอๆ หลายๆ คนในชีวิตจริงเจอหนักกว่าในซีรีส์อีกก็มี แต่อย่างน้อยซีรีส์วาย มันก็ได้ตีแผ่สิ่งที่เกิดขึ้น และชวนให้สังคมให้ความสำคัญทั้งเรื่องการมองเรื่องเพศเป็นปกติ และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงในไทย”
“คนดูซีรีส์วายเยอะมากในตอนนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะเข้าใจ LGBTQ+ จริงๆ หรอก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า สื่อก็มีส่วนช่วยให้บางคนเข้าใจได้ ‘มากขึ้น’ จริงๆ”
สีน้ำเงินคราม บนธงไพรด์ หมายถึง ‘ความสงบสุข’
หากอยากทำให้คนเข้าใจความหลากหลายทางเพศผ่านสื่อที่เรียกว่าซีรีส์วายได้จริงๆ เอิร์ธคิดว่า ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต ตั้งแต่ผู้กำกับ ทีมงาน และนักแสดง ควรจะ ‘เข้าใจ’ LGBTQ+ จริงๆ หรือถ้าไม่เข้าใจ ก็จำเป็นต้องทำการบ้านให้เข้าใจก่อนผลิตสื่อเพื่อให้ผู้ชมได้ดูกัน
“เอิร์ธคิดว่าจำเป็นมากๆ ที่ทั้งผู้จัดและนักแสดงซีรีส์วาย ควรจะศึกษา เรียนรู้มิติคน เรียนรู้ความจริง เรียนรู้ว่าธรรมชาติของคนในคอมมูฯ เป็นยังไงบ้าง มีทั้งเพศวิถี อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ รสนิยมทางเพศ อารมณ์ความรู้สึก การแสดงออก มันมีหลากหลายและไม่ตายตัว มันขึ้นอยู่กับเรื่องที่จะทำ ว่าจะศึกษาไปในทางไหน เพราะถ้าคุณทำแบบไม่ได้เข้าใจ มันจะเกิดดราม่าขึ้นแน่นอน เพราะต้องยอมรับว่า คุณกำลังใช้อัตลักษณ์ทางเพศของ LGBTQ+ ในการสร้างอะไรขึ้นมาเพื่อการตลาด ฉะนั้น มันต้องไปเล่นกับความรู้สึก การต่อสู้ แผลในใจ ปม หรือเรื่องราวความเจ็บปวดบางอย่าง อาจต้องมีความละเอียดกับคำพูดและการกระทำ เพราะนี่คือสื่อที่มีคนดู มีคนเสพ ถ้าสื่อสารผิด ก็กระทบคอมมูนิตี้เต็มๆ”
“และมากกว่าซีรีส์ชาย-ชาย หรือ หญิง-หญิง เอิร์ธว่ามันยังมีอีกหลายเฉดในตัวอักษรต่างๆ ที่น่าพูดถึงอีก เอิร์ธอยากเห็นตัวละครทรานส์เยอะมากกว่านี้ เห็นตัวละครเควียร์ เห็นตัวละคร asexual หรือกระทั่ง ถ้าจะเป็นเกย์ ก็อยากเห็นเกย์ออกสาวมากขึ้นครับ เพราะตอนนี้ ยังน้อยมากจริงๆ”
สีม่วง บนธงไพรด์ หมายถึง ‘จิตวิญญาณ’
“ความสวยของตัวเอง มีร้อยก็ให้ร้อย มีล้านให้ล้าน ไม่ได้หลงตัวเองนะ แต่มันคือการให้อำนาจในพลังความคิดของตัวเอง อยากให้ทุกๆ คนชื่นชมตัวเอง มันเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเรารอให้คนอื่นมาชมอย่างเดียว มันเหมือนเรากำลังหยิบยื่นอำนาจตรงนั้นให้คนอื่นมาเติมเต็มเรา ทั้งที่เราก็มีอำนาจในการเติมเต็มตัวเอง เราสวยในแบบของเรา และดีในแบบของเรา จบ” นี่คือจิตวิญญาณอันแน่วแน่ของเอิร์ธที่เลือกสร้างพลังขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง
เอิร์ธบอกเราตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ ระหว่างสัมภาษณ์ และหลังสัมภาษณ์ ว่าเขาดีใจมากที่วันนี้ได้พูดอะไรมากมายเพื่อคนในคอมมูนิตี้ เพราะการเป็นบุคคลสาธารณะในแบบฉบับของเขา คือการทำอะไรเพื่อคนที่มองเข้ามา ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม
“การชื่นชมตัวเองจะทำให้เรามีพลังในการก้าวเดินในทุกๆ วัน การเป็นตัวเองตรงนี้ เอิร์ธแฮปปี้มาก และอยากบอกทุกคนด้วยว่า การเป็นตัวเองมันไม่ได้ผิดต่ออะไรทั้งนั้น การที่หนูไม่ได้ทำอะไรที่ไม่เป็นตัวเองนั่นสิ ที่จะทำให้หนูรู้สึกผิดต่อความรู้สึกตัวเองมากกว่า…ภูมิใจเหลือเกิน ที่ตัวเองมาถึงจุดนี้ ได้สื่อสารอะไรบางอย่างออกไปเพื่อสังคมแบบที่มนุษย์คนหนึ่งทำได้ จริงๆ อ่านบทสัมภาษณ์นี้จบไม่ต้องมาชื่นชอบหนูก็ได้ แค่มองเห็นพลังในตัวเองก็พอครับ”
Happy Pride Month From ‘Cooheart’
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- Cooheart is Pretty Gay! หลายเรื่องที่จะไม่หยุดพูดของ ‘เอิร์ธ-กัษมนณัฏฐ์’ นักแสดงซีรีส์วาย ผู้ภูมิใจที่จะบอกทุกคนว่า “ฉันเป็น LGBTQ+”
- Hear the Unheard : คุยกับ ‘ธีรศักดิ์ พรหมจรรย์’ ประธานชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง ถึง ‘เสียง’ และ ‘สิทธิ์’ ของคนพิการชายขอบที่ยังรอให้โลกได้ยิน
- งานประจำเหนื่อยจะแย่ แต่ ‘งานฝิ่น’ ก็ช่างหวานหอม เหตุผลที่คนมีงานประจำ ยังคงทำ ‘ฟรีแลนซ์’ เพื่อเติมชีวิตให้เต็ม ทั้งต้องหาเงินให้พอยาไส้ พร้อมกับ ‘มีไลฟ์สไตล์’ ได้ทำในสิ่งที่ชีวิตต้องการจริงๆ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com