โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้านี่หรือขึ้นชื่อว่าสตรีตัวร้ายแสนอัปลักษณ์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 12.15 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 12.15 น. • เทียนสื่อ
เพื่อนและแฟนที่รักจงใจปั่นหัวดั่งเธอโง่งม ท่ามกลางไฟสลัวกลับมีมือคู่หนึ่งยื่นบางอย่างมาให้ พร้อมแสงสุดท้ายในโลกใบเดิม ทว่าเธอกลับได้เกิดใหม่ในร่างสตรีตัวร้าย ซ้ำยังถูกตราหน้าว่าอัปลักษณ์ทั้งกายและใจ

ข้อมูลเบื้องต้น

หลิวจือหลินดีไซเนอร์สาวจากยุคสองพัน อกหักเสียใจจนหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ เกิดสิ้นสติท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ ฟื้นคืนอีกทีก็ได้เกิดใหม่ในร่างสตรีร้ายกาจเช่นเจียงโหวฮูหยิน นางช่างเป็นคนที่น่ารังเกียจทั้งใบหน้าและจิตใจ ซ้ำยังเป็นที่เกลียดชังของสามี

เมื่อรู้ตัวว่าหลิวจือหลินคนเดิมเคยทำตัวน่าชิงชังเพียงใด หลิวจือหลินคนใหม่จึงพยายามพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ถึงอย่างไรก็ได้เกิดใหม่แล้ว เช่นนั้นนางจะพยายามหาวิธีหย่าร้างกับสามีไร้ใจที่ชาตินี้ก็ยังมีอนุ ซ้ำไม่เคยชายตาแลนาง มิสู้ดิ้นรนด้วยความสามารถที่ติดตัวมาจากยุคเดิมของตนเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง และไปใช้บั้นปลายชีวิตในคราบสาวโสดให้สบายใจเสียยังดีกว่า บุรุษไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยก็ล้วนมักมากหลายใจเหมือนกันทั้งสิ้น!!

*******

EX 20…

"แล้วเมื่อก่อนเจ้าทำตัวเช่นไร"

หลิวจือหลินครุ่นคิด นางทราบถึงวีรกรรมที่หลิวจือหลินคนก่อนก่อไว้อย่างชัดแจ้ง จากนั้นจึงเยาะยิ้มในลำคอ

ครั้นเมื่อเห็นอาการยิ้มหยันตนเอง คิ้วเข้มก็เคลื่อนเข้าหากันแทบผูกเป็นปม "เจ้ากำลังขบขันเรื่องใด"

หลิวจือหลินช้อนสายตามองเขา "ก็ขบขันหลิวจือหลินคนโง่ที่เอาแต่วิ่งไล่ตามความรัก ทั้งที่อีกฝ่ายพยายามหลีกหนีนางราวเห็นตัวเห็บหมัด"

เจียงซื่อจวินหน้าชาวาบ "แล้วยามนี้ เจ้าไม่ได้ชอบเขาแล้วหรือ"

หลิวจือหลินละสายตาจากบุรุษเบื้องหน้า มือเรียวค่อย ๆ เก็บอุปกรณ์ทำแผลพลางกล่าวอธิบายเรียบเรื่อย "อืม…ได้แล้วกระมังเจ้าคะ ทุกอย่างล้วนไม่จีรัง ความรักก็เช่นกัน เราไม่อาจบังคับใจผู้ใดได้ ไม่รักก็คือไม่รัก ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ เพียงทำความเข้าใจต่อสัจธรรมของชีวิตก็พอแล้วมิใช่หรือ"

เสียงใสเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นเอ่ยต่อ "ท่านโหวเจ้าคะ"

นัยน์ตากลมโตช้อนขึ้นแช่มช้าเมื่อประสานเข้ากับดวงตาคมกริบ หลิวจือหลินจึงรับรู้ว่าเจียงซื่อจวินมิได้ละสายตาจากตนเลย อาการประหม่าก่อเกิดขึ้นในใจ

"…ท่านโหว…"

"หืม…ว่ามาสิ"

"เช่นนั้นหากท่านอึดอัด ข้าขอคืนอิสรภาพให้ท่านดีหรือไม่เจ้าคะ"

ทั้งสองสบตากันพักหนึ่ง แม้สายตาดูแข็งกระด้างราวมิได้คิดสิ่งใด ทว่าสมองของเขากำลังตบตีกันจ้าละหวั่น

นางต้องการหย่ากับข้าจริงน่ะหรือ

*******

***อยากแนะนำให้อ่านโดยละเอียดค่ะ***

การอัปเดตรายตอนไรต์จะทำการแบ่งเป็น 2 พาร์ท ตั้งแต่บทที่ 2 เป็นต้นไปนะคะ บางตอนอาจไม่ได้แบ่งขึ้นอยู่กับจำนวนคำค่ะ โดยจะเริ่มติดเหรียญล่วงหน้าตั้งแต่บทที่ 11 (ระยะเวลาติดเหรียญล่วงหน้า 10 วัน) หากท่านใดไม่สะดวกปลดเหรียญก่อนสามารถรอปลดตามวันและเวลาที่แจ้งในรายตอนนั้น ๆ ได้เลยนะคะ (**การติดเหรียญล่วงหน้า** เนื้อหาบทใดไม่ถึง 1000 คำ ไรต์จะติด 3 เหรียญค่ะ หากเนื้อหาบทใด 1000+ คำ ไรต์ขออนุญาตติด 5 เหรียญนะคะ) หากต้องการปลดเหรียญไว้อ่านได้ตลอดสามารถเลือกปลดได้ทั้งล่วงหน้าและถาวรค่ะ แต่การติดเหรียญล่วงหน้าและถาวรจะไม่เท่ากันนะคะ สำหรับคุณนักอ่านท่านใดยินดีสนับสนุนค่าขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถปลดเหรียญเพื่อรับความสนุกก่อนได้เลยค่ะ

(ตอนพิเศษมี 2 ตอน นิยายรายตอนจะลงเป็น NC Cutscene นะคะ กรณีแบบเต็มจะมีในเล่ม E-book ค่ะ แต่ไม่ได้มีมากมายอะไร ไรท์เขียนให้พอได้อ่านให้กระชุ่มกระชวยเล็กน้อยค่ะ) (แนะนำพิจารณาความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจค่ะ) ขอบคุณที่ติดตามอ่านนิยายของไรต์น้า…❤️

**E-book จะตามมาไม่ช้าค่ะ**

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ไม่มีนอกกายนอกใจแน่นนอน หลักการบรรยายมุมมองพระเจ้าทำให้ผู้อ่านร่วมรู้เห็นไปกับเหตุการณ์นั้น ๆ เนื้อเรื่องเน้นความสัมพันธ์ของตัวละคร หากเนื้อหาไม่ถูกใจอย่างไรต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ สามารถคอมเมนต์อินในบทบาทของตัวละครได้เต็มที่ค่ะ รบกวนไม่คอมเมนต์ในเชิงที่บั่นทอนจิตใจผู้เขียนนะคะ ทุกการแนะนำไรต์ล้วนใส่ใจและยินดีนำมาปรับปรุงแก้ไขค่ะ อย่างไรแล้วโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ ขอบคุณทุกการสนับสนุนค่ะ

Trigger Warning

cutting ใช้ของมีคม

Phobia : ความหวาดกลัว

Consent : การยินยอมพร้อมใจ

Blood : คำบรรยายเกี่ยวกับเลือด

Panic : อาการตระหนก ตกใจ หวาดกลัว

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558 ห้ามคัดลอกเนื้อหา ภาพประกอบ หรือเผยแพร่ดัดแปลงเนื้อหาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางนักเขียน หากพบการกระทำที่ละเมิดดังกล่าว ขออนุญาตดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฏหมายต่อไป

เผยแพร่ : 11/04/2024

ปิดจบ : 00/00/2024

บทที่ 1 สร้อยปริศนานำพาข้ามยุคสมัย

ถนนทอดยาวในเมืองหลวงตอนนี้ล้วนประดับไปด้วยเกล็ดหิมะสีขาวโพลนซึ่งปกคลุมทุกสรรพสิ่งทั่วทั้งบริเวณ แสงสะท้อนจากเสาไฟสองข้างทางบ่งบอกว่าราตรีกาลมาเยือนแล้ว หญิงสาวร่างเพรียวบางสวมเครื่องแต่งกายล้ำสมัย กำลังก้มหน้างุดไม่พูดไม่จา มีเพียงลาดไหล่แคบที่กระเพื่อมไหวสั่นระริก ใบหน้าเกลี้ยงเกลาสะสวยเปื้อนเขรอะคราบน้ำตาจนดูไม่จืด ขาเรียวเยื้องย่างไร้เรี่ยวแรงท่ามกลางความหนาวเหน็บ

วันนี้คือเทศกาลแห่งความรัก มองไปทางไหนก็พบแต่คนเคียงคู่ นี่ควรเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขในชีวิตของเธอไม่ใช่เหรอ ในขณะที่เธอตั้งใจเลือกของขวัญชิ้นพิเศษเพื่อมอบแด่ชายอันเป็นที่รัก เหตุใดจึงต้องเผชิญกับภาพบาดตาบาดใจแทน

ใบหน้าแย้มยิ้มของเพื่อนสาวและชายซึ่งเธอรักสุดหัวใจ โผกอดกันท่ามกลางหิมะโปรยปราย มันกำลังปรากฏฉายชัดดั่งภาพสามมิติวนซ้ำไปมา ทำไมถึงรู้สึกเจ็บปวดคล้ายถูกปลายมีดอันแหลมคมเสียบลึกตรงอกซ้าย เธอไว้เนื้อเชื่อใจพวกเขามาโดยตลอด เหตุใดจึงกล้าแทงเธอจากข้างหลังอย่างเลือดเย็น

เจ็บ…เจ็บเหลือเกิน…

หญิงสาวง้างมือขึ้น จากนั้นปากล่องของขวัญทิ้งอย่างไม่ไยดี ร่างระหงยอบกายลงพลางกอดเข่าซบหน้าสะอื้นไห้ เธอไม่กลัวความหนาวเย็นเลยสักนิด ยิ่งหนาวยิ่งดี ยิ่งกัดลึกกร่อนกระดูกให้เธอตายไปซะจะได้ไม่รู้สึกเจ็บปวดก็ยิ่งดี

หากเธอเลือกได้ ไม่ว่าชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติไหน ๆ ขออย่าได้พานพบผู้ชายมักมากหลายใจอีก ปล่อยให้เธอไร้หัวใจ ครองตัวเป็นโสดไปเลยยิ่งดี!!

"แม่หนู มานั่งทำอะไรคนเดียวตรงนี้ ไม่หนาวเหรอจ๊ะ" น้ำเสียงแปร่งดังขึ้นเหนือหัว

เจ้าของใบหน้างามแหงนขึ้นแช่มช้า เปลือกตาบางหรี่ลงเล็กน้อย เธอพยายามกะพริบเปลือกตาถี่เพื่อขับไล่ม่านน้ำสีใส หนำซ้ำเบื้องหลังยังมีแสงจากดวงไฟสาดสะท้อนเข้ามา ส่งผลให้เธอมองหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดเท่าที่ควร ฟังจากน้ำเสียงและสังเกตลักษณะโดยประมาณ จึงพอคาดเดาได้ว่าผู้มาเยือนเป็นหญิงสูงวัย

เธอส่ายศีรษะเป็นการตอบกลับ เสียงใสเอ่ยถามด้วยความสั่นเครือพลางสูดน้ำมูกเสียงดังพรืด "ละ…แล้วคุณยายล่ะคะ ไม่หนาวเหรอ ดึกมากแล้วนะคะ"

เธอได้ยินอีกฝ่ายหัวเราะแผ่วดังลอดจากลำคอ มือเหี่ยวย่นยื่นลงมาเบื้องล่างเพราะต้องการช่วยพยุงเธอยืนขึ้น หญิงสาวส่ายหน้าอีกหน "ไม่เป็นไรค่ะคุณยาย หนูอยากอยู่ตรงนี้อีกสักพัก"

แม้มองไม่ชัดแต่เธอรับรู้ได้ว่าหญิงชราผู้นี้กำลังผลิยิ้มอันอบอุ่นส่งมาให้ "ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนี้ มีพบก็ต้องมีจาก มีรักก็ต้องมีสิ้นรัก ไม่ว่าจากเป็นหรือจากตายก็ล้วนเจ็บปวดด้วยกันทั้งสิ้น"

หญิงสาวนิ่วหน้า เธอตัดสินใจหยัดกายยืนขึ้น "คุณยายหมายถึงอะไรคะ"

มือเรียวซึ่งห่อหุ้มด้วยถุงมือหนังราคาแพงยกขึ้นปาดน้ำตาที่ยังหลงเหลือทิ้ง

"นี่ของหนูใช่หรือไม่" หญิงชรายื่นบางสิ่งไปเบื้องหน้า

เธอหลุบเปลือกตาพิจารณาของในมือหญิงชราด้วยความฉงน ยังไม่ทันตอบตกลงหรือปฏิเสธใด มือเล็กก็ถูกอีกฝ่ายคว้าไว้โดยไม่ทันตั้งตัว หญิงชราวางบางสิ่งลงบนฝ่ามือเธอ หญิงสาวยกขึ้นพลิกซ้ายขวาตรวจสอบอย่างถ้วนถี่ สร้อยลูกปัดอันนี้ไม่ใช่ของเธออย่างแน่นอน

"คุณยายคะ นี่ไม่ใช่…" เธอแหงนหน้าขึ้น "อะ…อ้าว…หายไปไหนแล้วนะ"

นัยน์ตากลมโตกวาดมองโดยรอบก็ยังไม่พบกระทั่งร่องรอย เธอสำรวจสร้อยลูกปัดสีแดงสะท้อนแสงอีกครั้ง คิ้วสวยขมวดมุ่นแทบผูกเป็นปม

"ดูไปแล้วเหมือนของล้ำค่าจากยุคโบราณเลย คุณยายคงไม่ใช่หัวขโมย แล้วต้องการโบ้ยความผิดให้เราใช่ไหม" เธอจะทิ้งก็ไม่ได้ จะเก็บไว้ก็ลังเล ท้ายที่สุดเธอจึงเลือกเก็บเอาไว้อย่างนึกปลดปลง

"ไว้ค่อยตามหาแล้วกัน คุณยายน่าจะเป็นคนพื้นที่นี้" หญิงสาวมองสร้อยลูกปัดในมือ จากนั้นถอนหายใจแผ่ว

ขาเรียวยาวสวมรองเท้าหนังหุ้มสูงถึงหัวเข่าก้าวเดินต่อไปเบื้องหน้า อยู่ ๆ เธอก็สัมผัสถึงความผิดปกติของร่างกายตน

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

เสียงหัวใจรัวกระหน่ำ ใบหน้างามเหยเก มือที่ยังถือสร้อยปริศนายกขึ้นขย้ำบริเวณอกซ้ายเพื่อคลายความเจ็บปวด เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าออกเนิบช้า กระทั่งร่างบอบบางเอนเอียงไม่มั่นคงจวบจนล้มลงท่ามกลางหิมะเย็นเยียบ

…หายใจไม่ออก นี่เราเสียใจจนใกล้ช็อกตายจริง ๆ น่ะเหรอ

เสียงหอบหายใจเข้าออกเป็นจังหวะดังสะท้อนในโสตประสาท ก่อนดวงตาดับแสงลง กลับมีชายหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น เขาประคองร่างบอบบางไว้บนอ้อมแขน พลางร้องเรียกชื่อของเธอด้วยความร้อนรน

"จือหลิน จือหลิน ฟื้นสิ เป็นอะไร"

เขาเขย่าตัวเธออย่างบ้าคลั่งด้วยอาการตื่นตระหนก เมื่อลองเพ่งสายตามองผ่านลาดไหล่กว้างไป เธอจึงประสานกับแววตาเย็นชาของเพื่อนสนิทซึ่งยืนไม่ห่างมากนัก นัยน์ตานั่นบ่งบอกอย่างชัดแจ้งว่าอีกฝ่ายกำลังสาปส่งเธอ

สมควรตายไปซะ!

เปลือกตาบางปิดปรือแช่มช้า ลมหายใจหญิงสาวแผ่วโผยโรยแรงลงเรื่อย ๆ

พวกหน้าไม่อาย คนทรยศ!!

แค่ก แค่ก

"…ฮูหยิน ฮูหยินท่านได้สติแล้ว!" เสียงแหลมเล็กดีใจราวลิงโลด

หา…ฮูหยินเหรอ ฮูหยินอะไร

เปลือกตาบางขยับไหวท่ามกลางความมืดมน จากนั้นจึงเปิดปรือขึ้นแช่มช้า เมื่อเริ่มขยับตัวกลับรู้สึกร้าวระบมไปเสียหมด เสียงที่เปล่งก็ช่างแปร่งพร่าแห้งขอด "นะ…น้ำ"

"เจ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวเอามาให้นะเจ้าคะ" สตรีร่างเล็กลุกพรวดพราดด้วยความเร่งร้อน ส่วนอีกคนมองผู้ป่วยซึ่งนอนซมด้วยดวงตาแดงก่ำ

เอ๋…เกิดอะไรขึ้น นี่มันที่ไหนกัน แล้วสองคนนี้ แต่งตัวก็คล้ายในซีรีส์ย้อนยุคเลย

หญิงสาวมองผู้เป็นนายกำลังสอดส่ายสายตาด้วยสีหน้างุนงง น้ำสีใสก็พานจะไหลอยู่รอมร่อ "ฮูหยิน เป็นอะไรไปเจ้าคะ"

"ฮูหยิน น้ำมาแล้วเจ้าค่ะ"

ยังไม่ทันไขข้อข้องใจ อีกคนก็วนกลับมาพร้อมถ้วยชาในมือ ตอนนี้โซนสมองกำลังตบตีกันจ้าล่ะหวั่น หญิงสาวทั้งสองดูไปแล้วอายุคงราวสิบห้าสิบหก ทั้งสองช่วยประคองกายผู้ป่วยเอนหลังพิงหัวเตียงได้สะดวก

ช่างเถอะ กินน้ำก่อน คอแห้งจะตายอยู่แล้ว

มือเรียวเอื้อมรับถ้วยชากระเบื้องเคลือบพลางกระดกดื่มจนหมด

"เอาอีก"

"เจ้าค่ะ"

น้ำชาถูกส่งเข้าปากอึกแล้วอึกเล่า อีกคนดื่มอีกคนหันไปเติมอยู่เช่นนั้นจนวุ่นไปหมด

"ฮูหยิน ท่านกระหายน้ำมากหรือเจ้าคะ ค่อย ๆ ดื่มเจ้าค่ะ"

"ไม่มีแก้วเหรอคะ นี่มันดื่มไม่อิ่มเลย"

"หา…แก้ว แก้วใดเจ้าคะ" สตรีสองนางมองหน้ากันหลุกหลิก

"โอ๊ย!…ปวดหัว"

อยู่ ๆ ภาพบางอย่างพลันปรากฏขึ้นชั่วพริบตา ทุกการกระทำและคำพูดของสตรีนางนี้กำลังฉายชัดในโสตสมองเฉกเช่นกำลังชมละครย้อนยุคเรื่องหนึ่ง ที่น่าตื่นตะลึงไปกว่านั้น ตอนนี้เธอดุจดั่งเกิดใหม่ ทว่าไม่ใช่โลกใบเดิมของตน หญิงสาวนิ่งงันไปชั่วขณะ ริมฝีปากบางอ้าเผยอด้วยอาการตระหนก

คนละยุคงั้นเหรอ!?

ที่แห่งนี้คือยุคโบราณ เจ้าของร่างเดิมมีนามว่า หลิวจือหลิน‍ นี่มันชื่อของเธอในโลกอีกด้านชัด ๆ เกิดใหม่ไม่เท่าไหร่ เรื่องโชคร้ายสูงสุดในชีวิตก็ปรากฏ หลิวจือหลิน‍ในยุคนี้คือหญิงสาวที่มีนิสัยเกรี้ยวกราด ขี้อิจฉาริษยา ซ้ำยังเป็นที่เกลียดชังของบรรดาผู้คน ล่าสุดนางลอบวางเพลิงเผาจวนโหวจนเกือบวอดเพราะสามีที่ตนรักกำลังรับอนุเข้าจวน

"นี่ข้า! ข้าคือ หลิวจือหลิน‍"

นิ้วเรียวชี้เข้าหาตนด้วยอาการตื่นตะลึง เมื่อถูกปลุกความทรงจำของโลกใบนี้กระทั่งวาจาที่เปล่งออกมาก็ไม่ต้องปรับเปลี่ยนสักนิด หญิงสาวในยุคสองพันได้หวนมาเกิดใหม่ในยุคโบราณ กระนั้นกลับหอบความทรงจำต่าง ๆ มาด้วย มีความทรงจำของโลกอีกด้าน และยังหลงเหลือความทรงจำในมิติแห่งนี้อีก

"ฮูหยิน ท่านเป็นอะไรเจ้าคะ ทะ…ท่านความจำเสื่อมงั้นหรือ"

นัยน์ตากลมโตกลอกไปมาซ้ายขวา "เจ้าคือ เจียวเจียว ส่วนเจ้า ปี้อี๋"

พวกนางเอ่ยตอบโดยพร้อมเพรียง "ใช่แล้วเจ้าค่ะ" จากนั้นเหลียวมองหน้ากันอย่างงุนงง

นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมความทรงจำเหล่านี้ โอ้แม่เจ้า เราย้อนเวลามาเกิดใหม่ที่ยุคโบราณหรือเนี่ย อย่าบอกนะว่าเป็นเพราะ…

หลิวจือหลิน‍ควานหาบางอย่างสะเปะสะปะ ใจของนางเต้นระรัวแทบกระโจนออกนอกอก เรื่องเหนือธรรมชาติเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร นางคงไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่

"ฮูหยิน กำลังหาสิ่งใดอยู่เจ้าคะ" เจียวเจียวเอ่ยถาม

"สร้อยลูกปัดสีแดง ที่นี่มีหรือไม่"

ปี้อี๋ค่อย ๆ ชี้ปลายนิ้วไปยังลำคอขาวผ่อง "ถ้าหมายถึงสร้อยเส้นนั้น ฮูหยินก็สวมติดกายอยู่ตลอดอย่างไรเจ้าคะ"

ท่าทีกระวีกระวาดสงบลง หลิวจือหลิน‍ลดสายตามองสร้อยซึ่งคล้องอยู่บนลำคอแช่มช้า "นี่มัน….สร้อยที่คุณยายให้มาจริงด้วย!"

เจียวเจียวกล่าวด้วยท่าทีประหม่า "เอ่อ…ฮูหยิน คุณยายใดเจ้าคะ นั่นสร้อยลูกปัดปะการังเพลิงที่บิดาของท่านมอบให้ในวันแต่งงานมิใช่หรือ"

หลิวจือหลิน‍แหงนหน้ามองสาวใช้ทั้งสอง พวกนางพลางหลุบตามองต่ำเดี๋ยวนั้น หลิวจือหลิน‍ถอนหายใจแผ่ว ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นดุจสายฟ้าฟาด แต่ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่า ไฉนจึงกลายมาเป็นหญิงสาวที่แต่งงานมีสามีด้วยเล่า หนำซ้ำยังเป็นผู้ชายมักมากอีกด้วย

สวรรค์รังแกกันสนุกเหลือเกิน!

บทที่ 2 นิสัยพลิกกลับ

"ท่านโหว ยามนี้ฮูหยินได้สติแล้วขอรับ"

มือที่จับพู่กันยังคงตวัดเขียนด้วยความใจเย็น เสียงทุ้มตอบกลับแบบขอไปที "อืม รู้แล้ว"

องครักษ์ทั้งสองต่างเหลือบมองกันหลุกหลิก พวกเขาทราบดีว่านายของตนนั้นแสนชิงชังฮูหยินใหญ่เพียงใด เพราะนางชมชอบเจียงโหวหรือเจียงซื่อจวินจนหน้ามืดตามัว ยามที่ทั้งสองยังไม่ออกเรือนหลิวจือหลินก็ตามราวีโหวหนุ่มไม่ลดละ กระทั่งหลิวจือหลินไม่อาจทนมองท่าทีกระด้างกระเดื่องจากบุรุษที่ตนชมชอบได้ นางจึงตัดสินใจร้องขอบิดาซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงซ่างซูเสิ่ง[1]ทูลขอราชโองการจากฮ่องเต้เพื่อมอบสมรสพระราชทานให้แก่หลิวจือหลินและเจียงซื่อจวินอย่างไม่มีหนังไม่มีหน้า[2]

บิดาที่เลี้ยงดูบุตรสาวดุจไข่ในหินเช่นใต้เท้าหลิวเฝ้าตามใจนางไปเสียทุกอย่าง ส่งผลให้หลิวจือหลินเติบโตขึ้นมาเป็นสตรีร้ายกาจซ้ำยังนิสัยเสีย หากเป็นสิ่งที่นางต้องการแล้วล่ะก็ ผู้ใดก็อย่ามาขวาง

หลิวจือหลินคิดเพียงว่าแต่งแล้วอยู่กินกันไปอีกฝ่ายก็ต้องหลงรักตนเข้าสักวัน ไหนเลยจะรู้ว่านางกำลังคิดผิดมหันต์ นับวันโหวหนุ่มก็ยิ่งรังเกียจชิงชังนาง กระทั่งย่างกรายเข้าไปเหยียบเรือนฝั่งตะวันออกสักครั้งก็ไม่เคย

เพราะหลิวตงมีผลงานมากมายเป็นที่ประจักษ์แก่ราชวงศ์และขุนนางทุกลำดับขั้น ซ้ำฮ่องเต้ยังเคยลั่นวาจาจะปูนบำเหน็จให้ตระกูลหลิว ผู้เป็นจักรพรรดิแผ่นดินจึงมิอาจขัดความประสงค์ของอีกฝ่าย การร้องขอสมรสพระราชทานนี้เลยง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ

แม้เจียงซื่อจวินเป็นบุตรบุญธรรมที่ฮ่องเต้รักดั่งลูกในไส้ ทว่ามิอาจมองข้ามผลประโยชน์ของราชวงศ์ เช่นนั้นการที่เขาสามารถเกี่ยวดองกับตระกูลหลิวกลับถือว่าเหมาะสมยิ่งแล้ว

เพราะเหตุนี้ยามที่โหวหนุ่มเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เขาจึงมักทำหน้าปั้นยากเสียจนอีกฝ่ายอ่อนใจ ฮ่องเต้คือประมุขแผ่นดิน เป็นโอรสแห่งสวรรค์ คำพูดเปรียบได้ดั่งทอง วาจาเปรียบได้ดั่งหยก จะคืนคำได้เช่นไร

"เอ่อ…ท่านโหวจะไปดูฮูหยินหน่อยหรือไม่ขอรับ" เฉิงซือหานเอ่ยถามด้วยท่าทีประหวั่น

นัยน์ตาคมช้อนขึ้นแช่มช้า ประกายสังหารพวยพุ่งออกมาเสียจนองครักษ์ทั้งสองขนลุกเกรียว "ไปหาให้นางได้ใจหรือ นางยังไม่ตายก็นับว่าดีแล้วกระมัง ทำตัวเองทั้งนั้น ยามนี้สาวใช้ของนางคงตามหมอแล้ว เจ้าก็จับตาดูนางให้ดี อย่าให้ลุกมาก่อเรื่องวุ่นวายอีก อาละวาดเสียจนจวนข้าวอดไปครึ่งหลังแล้ว"

"ขอรับ"

ร่างสูงขององครักษ์หนุ่มถลันออกจากห้องทันควัน เฉิงซือหานได้รับหน้าที่ให้เฝ้าจับตามองการกระทำทุกฝีก้าวของหลิวจือหลิน ทุกครั้งที่นางก่อเรื่องเขาจะเร่งมารายงานเจียงซื่อจวินเสมอ ครั้งล่าสุดหลิวจือหลินช่างทำได้เจ็บแสบยิ่งนัก ขณะที่เจียงโหวเข้าพิธีรับหม่าลี่เจียเป็นอนุ นางถึงขั้นอาละวาดเผาเรือนจนวอดไปเกือบครึ่ง ผู้คนในงานต่างหนีตายกันจ้าละหวั่น

คนนิสัยหยาบช้าล้วนนับเป็นบาป เพลิงที่อีกฝ่ายจงใจทำลายงานพิธีลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ขื่อไม้ท่อนหนึ่งล้มครืนพร้อมเปลวไฟอันโชติช่วง ตวัดผ่านใบหน้าเกลี้ยงเกลาของหลิวจือหลินจนเกิดรอยแผลพุพองไปครึ่งข้างแก้ม โชคยังดีที่เฉิงซือหานช่วยนางไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นหลิวจือหลินคงต้องถูกไฟคลอกจนสิ้นใจเข้าจริง ๆ

แม้เจียงซื่อจวินอยากให้นางตายให้พ้นหูพ้นตา ทว่าเขานั้นเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ความคิดต่ำทรามเช่นนี้จึงถูกปัดทิ้งไปในที่สุด เรื่องเอาผิดหลิวจือหลินก็ยิ่งนับว่าลำบาก ทุกอย่างต้องคำนึงถึงผลได้ผลเสียที่จะตามมา

ครั้นหวังหย่าร้างกับนาง ความยุ่งยากที่เปรียบชนักติดหลังนี้กลับเป็นสมรสพระราชทานที่มิอาจกระทำได้ตามอำเภอใจ หากนางรู้จักผ่อนปรนสักหน่อย อ่อนข้อและยอมรับผิดเสียบ้าง เขาก็คงไม่ชิงชังนางถึงเพียงนี้กระมัง

โหวหนุ่มถอนหายใจด้วยความอ่อนล้า ร่างกำยำเอนพิงพนักเก้าอี้ พลางยกมือคลึงหว่างคิ้ว "จินซิน"

"ขอรับ"

"แล้วลี่เจี่ยเป็นอย่างไร"

"อนุหม่าไม่ได้รับบาดเจ็บใดขอรับ มีเพียงอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย ท่านโหวอยากไปพบนางหรือ"

เจียงซื่อจวินระบายลมหายใจอีกครั้ง "ข้าจะไปดูนางสักหน่อย ถึงอย่างไรราชครูก็ฝากฝังนางไว้กับข้าแล้ว ข้าจะละเลยนางได้อย่างไร"

เพราะราชครูหม่าเฉียงเปรียบดั่งผู้มีพระคุณของเขา ขณะที่อีกฝ่ายต้องจากไปด้วยโรคชรา หลานสาวเพียงคนเดียวเช่นหม่าลี่เจียจึงไม่มีผู้ใดให้พึ่งพิงอีก

ชายชราได้ฝากฝังหลานสาวของตนให้โหวหนุ่มช่วยดูแล ถึงแม้ยามนั้นเขารู้สึกอึดอัดไปบ้างหมายรับนางเป็นน้องสาวบุญธรรม แต่ราชครูต้องการให้นางเป็นอนุของเขา ทั้งที่การเป็นอนุมิได้ดีเด่อันใดเลย เขาไม่เข้าใจจุดประสงค์ราชครูจริง ๆ

เจียงซื่อจวินช่างเป็นชายหนุ่มผู้อาภัพในการเลือกคู่ยิ่ง สตรีทั้งสองที่ตบแต่งล้วนมิได้มาจากความรักใคร่ของตนสักคน ยามนั้นเขาไร้ทางเลือกจึงทำตามอย่างเสียไม่ได้ คาดไม่ถึงว่าวันรับอนุ จวนโหวจะเกิดเรื่องตาลปัตรใหญ่โตเพราะฮูหยินของตนจนเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วแคว้น

.

.

"ฮูหยิน ท่านยังมีอาการวิงเวียนหรือไม่" หมอวัยกลางคนเอ่ยถาม

ผู้ที่เอนกายอยู่ภายใต้ม่านโปร่งส่ายหน้า มือขาวผ่องยื่นออกมาเพื่อให้อีกฝ่ายตรวจจับชีพจร "ไม่เจ้าค่ะ ข้าดีขึ้นมากแล้ว"

ผู้เป็นหมอพยักหน้าด้วยความเข้าใจ "เช่นนั้นใบหน้าของท่าน ข้าขอตรวจดูเสียหน่อย"

"ได้สิ" หลิวจือหลินแง้มผ้าออกแช่มช้า นางค่อย ๆ ปลดผ้าผืนโปร่งผะแผ่ว

"ฮูหยิน ใบหน้าของท่านอาจรักษายากเสียหน่อยเพราะเกิดจากไฟไหม้ เกรงว่าคงทิ้งร่องรอยเอาไว้"

หลิวจือหลินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เหตุใดนางจึงกลายมาเป็นสตรีจอมวายร้าย หนำซ้ำยังมีใบหน้าอีกครึ่งดุจผีสาง ชาติก่อนช้ำรักถูกหักอกก็ช่างเถิด มาชาตินี้กลับย่ำแย่ยิ่งกว่าเก่า ความทรงจำที่มีอยู่ในมโนสำนึกล้วนบ่งบอกว่าหลิวจือหลินคนเดิมเป็นที่เกลียดชังของสามีเพียงใด หนำซ้ำอีกฝ่ายยังรับอนุเพื่อหยามหน้าตนถึงถิ่น

แต่ก็เอาเถิด ในเมื่อไม่อาจเลือกวาสนาและโชคชะตาได้ บางทีนางอาจหาวิธีหย่ากับเขา แม้จะเป็นสมรสพระราชทาน การหย่าของสตรีในยุคนี้ล้วนไม่อาจเป็นไปได้ แต่หลิวจือหลินที่มาจากยุคสองพัน มั่นใจว่าต้องมีวิธีเป็นแน่ ขอเพียงเขาชิงชังนางให้มาก ๆ แต่อย่ารังแกกันเกินไปก็พอ หากอนุนางนั้นคือคนรักของโหวหนุ่ม เช่นนั้นแล้วนางก็ยินดีเป็นผู้จากไปเอง

หมอและสาวใช้ได้ยินเสียงถอนหายใจของนาง เรือนกายก็พานสั่นระริก เพราะเกรงว่าหากเอ่ยสิ่งใดไม่เข้าหู หลิวจือหลินอาจอาละวาดจนได้แผลกลับไปคนละสองสามรอย ยิ่งหลิวจือหลินต้องยอมรับว่าใบหน้าอันเคยสะสวยมิอาจกลับเป็นเช่นเดิม ดูเหมือนครานี้หลังคาคงได้พังครืนเหลือแต่โครงค้ำยัน

"ช่างเถิด ขอแค่หายจากความเจ็บปวด จะหน้าผี หน้าปลวกข้าก็ไม่สน ต่อให้งดงามแล้วอย่างไร สุดท้ายก็มิอาจมัดใจบุรุษไว้ได้อยู่ดี"

สาวใช้ทั้งสองตะลึงงัน หากเป็นหลิวจือหลินในเมื่อก่อนคงอาละวาดขว้างปาข้าวของจนเกิดความเสียหาย ดูเหมือนสมองของนางอาจได้รับความกระทบกระเทือนเข้าจริง ๆ แต่ก็นับเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ

โลกใบเดิมหลิวจือหลินเองก็นับเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าสะสวยพริ้มเพรา ทว่าความงามไม่ได้ช่วยให้ใครสมหวังในความรักหากบุรุษไม่รู้จักพอ

หลิวจือหลินจึงตั้งใจไว้แล้วว่าตนเกิดใหม่ชาตินี้ จะค่อย ๆ ปรับตัว แก้ไขพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของหลิวจือหลินคนเดิมเสีย แล้วจึงออกไปใช้ชีวิตให้ห่างจากความวุ่นวาย อาจเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าสักร้าน เพราะนางเรียนด้านดีไซเนอร์มา ความสามารถนี้คงช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้แน่ แม้ยามนี้ยังมองไม่เห็นหนทางก็ตาม

หมอวัยกลางคนเขียนเทียบยาส่งให้บ่าวทั้งสอง และกำชับเรื่องการรักษาเป็นที่เรียบร้อยจึงขอตัวจากไป เจียวเจียวช่วยแง้มผ้าโปร่งออกให้ผู้เป็นนาย เห็นอีกฝ่ายยังนั่งเหม่อลอยก็มิกล้าเอ่ยมากความ กระนั้นปี้อี๋กลับเอ่ยขึ้น

"ฮูหยินเจ้าคะ ไม่กี่ชั่วยาม บ่าวเห็นท่านโหว…เอ่อ…ไปพบอนุที่ระ…"

ไม่ทันจบประโยคเจียวเจียวเกิดตื่นตระหนก นางกระทุ้งข้อศอกใส่หน้าท้องปี้อี๋ไปทีหนึ่ง พลางถลึงตากล่าวลอดไรฟัน "เจ้าเอ่ยเรื่องไม่เป็นเรื่องอะไรยามนี้ เห็นหรือไม่ว่าฮูหยิน…"

"ช่างเถิด" เสียงใสโพล่งตัดบท

ปี้อี๋หน้าบูดเบี้ยวเพราะรู้สึกจุก ทว่าเมื่อสาวใช้ทั้งสองได้ยินสิ่งที่ผู้เป็นนายกล่าวออกมาก็ล้วนนิ่งค้างไปตาม ๆ กัน

หลิวจือหลินเหลียวหน้ามองพวกนางแช่มช้า จากนั้นคลี่ยิ้มละไม ต่อให้เขาไม่มีอนุ เขาก็ไม่เคยแยแสฮูหยินคนนี้อยู่ดี เขาอยากไปไหนก็แล้วแต่เถิด ยามนี้นางเหมือนคนแปลกหน้าที่มาอาศัยร่างซึ่งเหมือนตนเองในต่างยุคสมัยก็เท่านั้น ผิดก็ตรงใบหน้านี้มีรอยแผลเป็นอย่างน่าอนาถใจ

"ข้าไม่อยากรู้เรื่องเขาสักนิด ปล่อยไปเช่นนั้นดีแล้ว ยิ่งไม่ต้องพบกันเลยก็ยิ่งดี ต่อให้ข้าตาย พวกเจ้าคิดว่าเขาจะมาเหยียบที่นี่รึ"

"หา!" สาวใช้ทั้งสองปากอ้าตาค้าง

อย่าว่าแต่พวกนางเลย องครักษ์ที่จับตามองอยู่ในมุมมืดก็ล้วนไม่อยากเชื่อหูเช่นเดียวกัน

ฮูหยินสมองมีปัญหาแน่แท้!

เชิงอรรถ

ซ่างซูเสิ่ง คือเสนาบดีสำนักตรวจราชการขุนนางที่มีศักดิ์เสมออัครเสนาบดีมี 2 ตำแหน่ง คือ เสนาบดีสำนักตรวจราชการหรือซ่างซูเสิ่ง (尚書省) กับเสนาบดีสำนักราชเลขานุการหรือจงซูเสิ่ง (中書省) ไม่มีหนังไม่มีหน้า หมายถึง หน้าด้าน ไม่รู้จักกอาย

บทที่ 3 ฮูหยินเพี้ยนไปแล้ว (1/2)

เป็นเวลาครึ่งค่อนเดือนที่หลิวจือหลินนั้นใช้ชีวิตในโลกใบใหม่ นางมิได้สนใจหรือใส่ใจเจ้าของเรือนสักนิด กระทั่งอนุที่โหวหนุ่มตบแต่งเข้ามานางก็ยังไม่เคยเห็นหน้า พวกเขาเป็นเพียงภาพเลือนรางในมโนสำนึกของหลิวจือหลินคนเดิมเท่านั้น ทว่าหลิวจือหลินผู้นี้ก็ไม่อยากเห็นคนทั้งสองเท่าใด และไม่อยากรู้ด้วยว่าพวกเขาหน้าตาแบบไหน

เจียงซื่อจวินไม่คิดโผล่หน้ามาพบนางก็นับเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ หลิวจือหลินจะได้ไม่ต้องรู้สึกอึดอัดเพราะนางไม่ใช่ฮูหยินตัวจริงของเขา เรือนที่นี่ใหญ่โตโอ่โถงประหนึ่งราชวังขนาดย่อม แค่เดินไปหอตำราก็กินเวลาเกือบเป็นชั่วยาม[1]

หนำซ้ำต่อให้หลิวจือหลินคนเดิมจะน่ารังเกียจเดียดฉันท์ ทว่านางกลับมีเรือนร่างงดงามอนึ่งโฉมสะคราญ ที่น่าตื่นตะลึงไปกว่านั้น นางเป็นสาวบริสุทธิ์ที่แต่งงานมานานแล้ว พรหมจรรย์ที่หาได้ยากอย่างนี้กลับทำให้หลิวจือหลินจากยุคสองพันดีใจเป็นล้นพ้น

ถึงแม้นางคบหากับแฟนหนุ่มมาหลายปีทว่าหลิวจือหลินในโลกอีกด้านก็ไม่เคยเกินเลยกับเขาสักครั้ง อาจมีจับมือ จุมพิต หรือกอดเป็นเรื่องปกติของคนรักกัน นี่คงเป็นเหตุให้อีกฝ่ายคิดนอกใจหลิวจือหลินไปหาหญิงอื่นที่สามารถมอบความสุขก่อนแต่งให้เขาได้กระมัง ดูไปแล้ว เจียงโหวก็คงนึกแบบเดียวกันกับแฟนของหลิวจือหลินในโลกอีกด้าน จึงรับอนุเข้ามาเพื่อระบายกำหนัดเพียงเพราะไม่อยากต้องกายสตรีร้ายกาจเช่นนาง

ส่วนอนุหม่าที่สาวใช้คนสนิทเคยกล่าวถึง นางคงเกรงกลัวว่าหลิวจือหลินจะควบคุมสติไม่อยู่ อาจวิ่งรี่เข้าถลกหนังศีรษะนาง เลยมิกล้าปรากฏกายให้หลิวจือหลินได้เห็น

ดูเหมือนเรื่องเพลิงไหม้ที่ใครก็กล่าวหาว่าเป็นฝีมือฮูหยินใหญ่เจียงโหว กลับเป็นหนึ่งความทรงจำอันเลือนรางที่หลิวจือหลินมิอาจรู้แจ้ง ตระหนักถึงภาพในโซนสมองบางส่วนแล้วก็น่าขัน ไม่คิดว่าหลิวจือหลินคนเดิมช่างร้ายกาจจนทุกคนขยาดกลัวนางเฉกเช่นหนอนบุ้งตัวหนึ่ง

หลิวจือหลินสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไป ยามว่างจึงเข้าห้องตำราหาอะไรอ่านไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งนางพบสูตรโอสถที่ช่วยลดเลือนแผลเป็นและริ้วรอย ในเมื่อยุคนี้ไม่มีโลชันหรือเซรั่มบำรุงผิว เช่นนั้นนางก็ต้องเรียนรู้และปรับทุกอย่างให้เข้ากับยุคสมัย

มือเนียนสวยใช้เครื่องบดยาในสมัยโบราณคลึงไปคลึงมาอยู่หลายหน ส่วนสาวใช้ทั้งสองรอเป็นลูกมืออยู่ไม่ห่าง หลิวจือหลินหยิบใบสีเขียวของโม่ลี่ฮวา[2]

หย่อนลงไปพอประมาณ เจียวเจียวเห็นดังนั้นจึงขันอาสาเพื่อช่วยเหลือ

"บ่าวช่วยนะเจ้าคะ"

หลิวจือหลินส่งยิ้มผ่านผ้าแพรผืนโปร่ง "ขอบใจมาก"

ส่วนปี้อี๋กำลังง่วนอยู่กับการต้มน้ำอุ่น "ฮูหยิน ใช้ได้หรือยังเจ้าคะ"

ปี้อี๋เหลียวมอง ใบหน้าของนางยามนี้เปื้อนเขรอะไปด้วยเขม่าดินดำ หลิวจือหลินเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะร่วน เจียวเจียวเมียงมองสำทับ พลันหลุดขำพรืดเสียงดัง "ฮ่า ฮ่า อาอี๋ เจ้าทำอย่างไรหน้าดำหมดแล้ว"

ปี้อี๋กะพริบตางุนงง "หา…" นางยกมือขึ้นเพื่อเช็ดหน้าเช็ดตา กระนั้นยิ่งเช็ดก็ยิ่งเกิดรอยดำเป็นปื้น

เสียงหัวเราะร่าจากเจียวเจียวยิ่งสะท้อนก้องไปใหญ่ ร่างระหงลุกเดินเข้าใกล้ปี้อี๋ ริมฝีปากสีกุหลาบประดับรอยยิ้ม จากนั้นหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาบรรจงเช็ดคราบสกปรกให้อีกฝ่ายอย่างไม่ถือตัว ปี้อี๋ผงะแทบหงายหลัง ส่วนเจียวเจียวก็พลอยอ้าปากค้างตื่นตะลึงไปตามกัน

อยู่ ๆ ฮูหยินที่แสนเกรี้ยวกราดก็เปลี่ยนแปลงไป คาดไม่ถึงนอกจากนิสัยที่พลิกจากหลังมือเป็นหน้ามือแล้ว นางยังไม่ถือตัวกับบ่าวไพร่เฉกเช่นกาลก่อนอีกด้วย

เดิมทีพวกนางมักถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวสกปรกเหม็นสาบ ทำงานไม่ได้เรื่องได้ราว ถูกหลิวจือหลินทุบตีอยู่เสมอ

"…ฮูหยิน ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวเช็ดเอง" ปี้อี๋เอ่ยตะกุกตะกัก

"อยู่นิ่ง ๆ ข้าเช็ดให้ ดูสิเลอะเทอะหมดแล้ว"

มือเรียวยังบรรจงเช็ดต่อไปจนใบหน้าของปี้อี๋สะอาดเอี่ยม เฉิงซือหานที่เฝ้าจับตามองอยู่ตลอดหลายวันยิ่งเห็นก็ยิ่งประหลาดใจ ฮูหยินคนเดิมหายไปไหน เหตุใดครึ่งเดือนนี้หลิวจือหลินจึงได้ดูสงบเสงี่ยมใจเย็น จากไม่เคยเข้าหอตำราก็เข้าไปหลายชั่วยาม เดิมเป็นคนนั่งผัดหน้าขาวไปวัน ๆ จ้องจะเข้าไปเหยียบเรือนหลักเพื่อพบหน้าเจียงซื่อจวิน ก็แปรผันเป็นแม่บ้านแม่เรือนหางานทำไปเรื่อย ซ้ำยังไม่เคยเอ่ยถึงนายของตนแม้เพียงครึ่งคำ

.

.

"ท่านโหว" เฉิงซือหานประสานฝ่ามือค้อมกายเล็กน้อย

"ว่าอย่างไร นางมิได้ก่อเรื่องใดอีกกระมัง" เจียงซื่อจวินไม่ได้ละสายตาจากม้วนไม้ไผ่ในมือ

เฉิงซือหานเหลียวมองหน้าสหายที่ยืนขนาบข้าง ช่ายจินซินงุนงงต่อท่าทีกระอึกกระอักของอีกฝ่าย จึงเอ่ยสำทับเดี๋ยวนั้น "เป็นอันใดของเจ้า อ้ำอึ้งอยู่ได้"

"คือ…ช่วงนี้ฮูหยินไม่ได้ก่อเรื่องใดเลยขอรับ นอกจากเข้าหอตำรา และทำยาสมานแผล อีกทั้งยังไม่เคยอาละวาดสักครั้ง"

คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างนึกฉงน คนเช่นนางน่ะหรือสนใจอ่านตำรา ซ้ำยังทำยาสมานแผลเอง ของแบบนั้นกระทั่งเฉียดเข้าใกล้นางก็ยังไม่ทำ

เจียงซื่อจวินช้อนสายตาขึ้นแช่มช้า "หมายความว่าอย่างไร"

"คิดว่าตอนเกิดเพลิงไหม้ฮูหยินอาจสมองกระทบกระเทือน ทำให้ยามนี้เปลี่ยนไปดุจคนละคน"

เจียงซื่อจวินแทบไม่อยากเชื่อ ทว่าตลอดหลายวัน เฉิงซือหานไม่เคยรายงานว่าอีกฝ่ายก่อปัญหาเลย ซ้ำนางยังมิปริปากถึงตนอีกด้วย ครั้นจะกล่าวถามเขาก็รู้สึกเก้อกระดากไม่น้อย

โหวหนุ่มกระแอมหนึ่งครั้ง "เรื่องอื่นเล่า"

เฉิงซือหานครุ่นคิด "อ้อ…"

ริมฝีปากได้รูปกระตุกแผ่ว ทว่าเมื่อได้ยินเรื่องที่อีกฝ่ายกล่าว ใบหน้าหล่อเหลาก็พลันหม่นทะมึนลงเดี๋ยวนั้น

"ก่อนหน้านี้ใต้เท้าหลิวมาเยี่ยมฮูหยิน แต่ทว่าท่านโหวไม่อยู่ก็เลยไม่ได้เข้ามาพบขอรับ" เฉิงซือหานตอบฉะฉาน กระนั้นกลับทำให้เจียงซื่อจวินรู้สึกหงุดหงิดชอบกล

เชิงอรรถ

หนึ่งชั่วยาม = 2 ชั่วโมง โม่ลี่ฮวา หมายถึง ดอกมะลิใบมะลิลา ลดรอยแผลเป็นได้ การนำเอาใบจากต้นมะลิ สัก 2-3 ใบ ล้างให้สะอาด นำมาตำหรือบดพอละเอียด แล้วคั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้น ทาวันละ 2-3 ครั้ง ทำเป็นประจำทุกวัน เพียง 2-3 สัปดาห์ข้อมูลจาก : www.springnews.co.th

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...