โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิธีทรงตั้งเปรียญธรรม ประวัติพิธีเก่าแก่ของพระพุทธศาสนาไทย

อีจัน

อัพเดต 20 พ.ค. 2567 เวลา 17.35 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2567 เวลา 10.35 น. • อีจัน

ด้วยกองบาลีสนามหลวงได้ทำการประกาศผลสอบเปรียญธรรม 6 ประโยค และ 9 ประโยค ประจำปี 2567 ได้ 76 รูป เป็นพระ 62 รูป สามเณร 14 รูป โดยในปีนี้ พระสงฆ์และสามเณร จากสำนักเรียนบาลี วัดโมลีโลกยาราม สอบได้มากถึง 25 รูป ขณะที่สามเณรสอบได้เปรียญเอกหรือนาคหลวง อายุแค่ 17 ปี ซึ่งทำสถิติอายุน้อยที่สุดนับตั้งแต่มีการสอบภาษาบาลีของคณะสงฆ์ไทย

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินทรงตั้งเปรียญธรรม 9 และ 6 ประโยค ในวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

สำหรับการสอบเปรียญธรรมนั้น เปรียบเสมือนการสอบวัดความรู้การศึกษาภาษาบาลีระดับสูงสุดและเก่าแก่ที่สุดของคณะสงฆ์ไทย นอกจากนี้ยังเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา และช่วยรักษาภาษาบาลีให้อยู่สืบไป ซึ่งหลังจากการสอบเสร็จสิ้น ก็จะมีพิธีตั้งเปรียญธรรม ซึ่งพิธีดังกล่าวนี้เป็นราชประเพณีที่พระเจ้าแผ่นดิน ทรงตั้งเปรียญธรรมถวายพระภิกษุสามเณร ที่มีความรู้ความสามารถสอบไล่ได้ตามหลักสูตรการสอบบาลีสนามหลวง ทั้งนี้ สำหรับพิธีทรงตั้งเปรียญธรรมนั้น มีมาตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีประวัติดังนี้

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เรียก “คันถธุระ” คู่กันกับการศึกษาพระปฏิบัติธรรม เรียก “วิปัสสนาธุระ” ทั้ง 2 ระบบ มุ่งฝึกและพัฒนาจิตให้เข้าถึงสภาวะวิมุตติ หลุดพ้นจากทุกข์ เป็นสาระสำคัญ พระสงฆ์นิกายเถรวาทได้ยึดแนวปฏิบัติเรื่อยมา ในประเทศนับถือพุทธนิกายเถรวาท เริ่มต้นจากศรีลังกา จนถึงมอญ พม่า สยาม เขมร ลาว ในสยามประเทศ การศึกษาภาษาบาลี รุ่งเรืองเฟื่องฟูในสมัยสุโขทัย ล้านนา จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น รัชกาลที่ 1-5 ทรงรับพระราชภาระในการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนปลาย ทรงปฏิรูประบบราชการ และทรงขอให้คณะสงฆ์จัดการศึกษาแทน แต่ยังคงอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์เรื่อยมา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงมอบหมายพระราชภารกิจให้คณะสงฆ์นำโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จัดให้พระภิกษุสามเณรได้ศึกษาเล่าเรียนตามกำลังสติปัญญาสืบเนื่องมาจวบจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 5 พระภิกษุสามเณรผู้เข้าสอบจะต้องแปลคัมภีร์บาลีที่กำหนดเป็นหลักสูตรต่อหน้าคณะกรรมการภายในพระบรมมหาราชวัง ต่อหน้าพระที่นั่งด้วยการจับสลากทีละรูป โดยแปลด้วยปากเปล่า เรียกกันติดปากมาจนถึงทุกวันนี้ว่า “สมัยแปลด้วยปาก” หรือ มุขปาฐะ (มุ-ขะ-ปา-ถะ) ก็คือสอบด้วยการแปลปากเปล่าคล้ายสอบวิทยานิพนธ์ หรือ ดุษฎีนิพนธ์นั่นเอง จะสอบได้หรือตก คณะกรรมการตัดสินผลการสอบในวันนั้นเลย ผู้ที่สอบได้จะได้รับพระราชทานรางวัลไตรจีวรแพร ซึ่งเป็นของมีค่ามากในยุคนั้น ถือว่าเป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิต และการสอบแปลด้วยปากนั้นจะกำหนดตามภูมิความรู้ของพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้ คือ

– สอบได้เปรียญ 3 ประโยค เรียกว่า “เปรียญตรี”

– สอบได้เปรียญ 4 – 6 ประโยค เรียกว่า “เปรียญโท”

– สอบได้เปรียญ 7 – 9 ประโยค เรียกว่า “เปรียญเอก”

โดยผู้สอบได้เปรียญ 9 ประโยค ชื่อว่า ผู้สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีชั้นสูงสุด

ในปี 2451 สามเณรปลด วัดเบญจมบพิตร เข้าสอบไล่เปรียญ 9 ประโยคได้ ต่อหน้าพระที่นั่ง ขณะเป็นสามเณร เล่ากันว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงโปรดปรานมาก ถึงกับตบพระหัตถ์และตรงเข้าทรงอุ้ม และทรงจัดรถหลวงแห่นำส่งถึงวัดเบญจมบพิตร และทรงรับไว้เป็นนาคหลวง อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งยังคงถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจนถึงทุกวันนี้ว่า สามเณรรูปใด สอบได้ ป.ธ. 9 ทรงรับสามเณรรูปนั้นไว้ให้อุปสมบทนาคหลวงในพระบรมรารูปถัมภ์ นับแต่สมัยรัชกาลที่ 5 คือปี 2451 จนถึงปี 2502 ตลอดระยะเวลา 51 ปี ไม่เคยมีสามเณรสอบได้เปรียญ 9 ประโยคอีกเลย มาปรากฏเมื่อปี 2503 สมัยรัชกาลที่ 9 มีผู้สอบได้เปรียญ 9 รูปแรก คือสามเณรเสฐียรพงษ์ วรรณปก วัดทองนพคุณ รัชกาลที่ 9 ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นเกียรติประวัติแก่วัดทองนพคุณ และมีผู้สอบได้อีกหลายรูป จนถึงแผ่นดินรัชกาลที่ 10 ก็มีสามเณรสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค หลายรูป จากวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

เพิ่มเติมว่าภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ พุทธศักราช 2488 เป็นต้นมา พระภิกษุสามเณรสอบได้มากขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในสมัยนั้นก็ทรงพระราชภาระมากขึ้น จึงทรงมอบหมายการทรงตั้งเปรียญ 3 ประโยค ถวายสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ให้ทรงดำเนินการแทนพระองค์ ยกเว้นผู้สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค และ เปรียญธรรม 9 ประโยค ที่พระองค์ทรงกำหนดพระราชพิธีทรงตั้งเปรียญ เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพัดยศเปรียญ ณ พระบรมมหาราชวังเหมือนเดิม และยังคงมีพระมหากรุณาธิคุณให้รถหลวงนำพระสงฆ์สามเณรที่สอบได้เปรียญ 9 ประโยคไปส่งถึงพระอาราม ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน นับแต่สมัยรัชกาลที่ ๕เป็นต้นมา

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมหาชนกาธิเบศร มหาภูมิอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินพระทานพัดยศเปรียญให้พระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค และ 9 ประโยค กำหนดจัดขึ้นในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี (ก่อนวันวิสาขบูชา 1 วัน) จวบจนถึงประมาณปี พุทธศักราช 2528 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในพระราชพิธีทรงตั้งเปรียญธรรม 6 ประโยค และ 9 ประโยค สืบมา

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จขึ้นครองราชย์ ในวันที่ 4-6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เนื่องจากเป็นปีแรกที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ ในปีเดียวกันนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามมกุฏราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทานพัดยศเปรียญธรรม 6 ประโยค และ 9 ประโยค

ในปีพุทธศักราช 2563 ทั่วโลกได้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 พระราชพิธีทรงตั้งพระเปรียญธรรม 6 ประโยค และ 9 ประโยค ได้ถูกเลื่อนออกไปจนถึงวันที่ 19 ตุลาคม พุทธศักราช 2563 จึงได้มีพระราชพิธีอีกครั้ง ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีทรงตั้งพระเปรียญธรรมด้วยพระองค์เอง และเนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 ยังไม่ปลอดภัย 100% จึงมีการตรวจ RT PCR ก่อน 1 วัน และตรวจ ATK ในช่วงเช้า ก่อยเข้าพระบรมมหาราชวังในช่วงบ่ายโมง

การนี้ ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย และพระราชศรัทธา ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ภัตตาหารพระราชทานถวายแด่พระภิกษุ สามเณร ตลอดทั้งพระราชทานแด่อุบาสก อุบาสิกา ที่จะเข้ารับการตรวจโควิด ทั้ง 2 วัน รวมทั้งพระราชทานอาหารแก่เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาและผู้เกี่ยวข้อง ญาติ ครอบครัว คณะผู้ติดตาม ที่มาเฝ้ารอที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ก็จะได้รับอาหารพระราชทาน จนอิ่มหนำสำราญ เป็นแขกของพระเจ้าอยู่หัวที่ได้รับการปฏิบัติด้วยอย่างดียิ่ง ในปี 2565 เป็นการรวบยอดพระราชทานพร้อมกัน 2 ปี (2564 และ 2565) ปี 2566 พระราชทานปกติ ก่อนวันวิสาขบูชา 1 วัน ปี 2567 ในวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2567

จากที่เล่ามา สะท้อนผลงานเชิงประจักษ์ว่า ในหลวงฯ รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชดำริ พระราชศรัทธา และทรงเห็นความสำคัญ และให้ความสำคัญในการสอบพระบาลีสนามหลวง นับตั้งแต่ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช จนถึงเสด็จขึ้นครองราชย์ในกาลปัจจุบัน ก็ยังทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าทรงมุ่งถวายเป็นพุทธบูชา ธัมมบูชา และสังฆบูชา เป็นพระราชปณิธานที่เด่นชัด และแสดงว่าทรงต้องการถวายกำลังใจ และสร้างแรงบันดาลใจ ให้พระสงฆ์สามเณรสายคันถธุระทุ่มเทมุ่งมั่นเสียสละอุทิศตนเพื่อบวรพระพุทธศาสนาให้จีรังมั่นคงยั่งยืน อย่างแท้จริง

สำหรับ ผลการสอบบาลีสนามหลวงปี 2567 นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ในรัชกาลของพระองค์ ที่ปีนี้มีสามเณรอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์อายุเพียง 17 ปี สามารถสอบผ่านเปรียญธรรม 9 ประโยค นั่นคือสามเณรภานุวัฒน์ กองทุ่งมน วัดโมลีโลกยาราม

ในรัชกาลนี้ นับตั้งแต่ปี 2564 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องเขียน อุปกรณ์ ภัตตาหารพระราชทานในวันสอบตั้งแต่บาลีชั้นประโยค 1-2 ป.ธ. 3-9 ปีละประมาณ 30,000 รูป และพระราชทานน้ำปานะแด่คณาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบ ณ ศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา จนเสร็จสิ้น

ปี 2565 ได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตีพิมพ์เผยแพร่ “พจนานุกรมพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท” ครบทุกอักษร อ จนถึง ฬ หนา 2 หมื่นหน้า ขนาด A4 จำนวน ๒๓ เล่มจบ พระราชทานกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะปกครองคณะสงฆ์ สำนักบาลีต่างๆ ทั่วประเทศ รวม 1,000 ชุด ซึ่งเป็นพจนานุกรมบาลีเชิงวิเคราะห์จำแนกธาตุปัจจัย ที่วงการบาลีต้องการมาก เป็นชุดแรกในโลก ไม่เคยมีชาติใดๆ ที่นับถือพุทธนิกายเถรวาท ทำได้สำเร็จมาก่อน พระราชปณิธานสำคัญคือมุ่งจัดสร้างเป็นพุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชา ทรงแสดงออกให้เห็นถึงการสนพระทัยในการสนับสนุนส่งเสริมศาสนธรรมการค้นคว้าแต่งแปลคัมภีร์บาลี ควบคู่ไปกับการสร้างศาสนทายาท

นอกจากนี้ในช่วงการเรียนการสอน-บาลี การอบรมบาลีก่อนสอบ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภัตตาหาร ปานะ เป็นกำลังใจแก่สำนักเรียนต่างๆ นับว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 นี้ ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณตั้งแต่ต้นกระบวนการ จนถึง “วันทรงตั้งพระเปรียญ” ครบทุกขั้นตอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...