นับหนึ่ง…ถึงฝัน 12th Fail
The101.world
อัพเดต 12 มิ.ย. 2567 เวลา 17.03 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2567 เวลา 06.00 น. • The 101 Worldขออนุญาตออกตัวดังเอี๊ยดไว้ก่อนนะครับว่า หนังอินเดียเรื่อง 12th Fail ที่ผมกำลังจะเชิญชวนไปดูนั้น มีความชัดเจนตรงไปตรงมา ประเด็นที่น่าสนใจต่างๆ ได้บอกกล่าวไว้ในหนังครบถ้วนจะแจ้ง เหลือแง่มุมให้เขียนถึงค่อนข้างจำกัด
ข้อเขียนชิ้นนี้จึงถือโอกาส ‘นอกเรื่อง’ แนะนำหนังอีกหลายเรื่องเป็นแพ็คเกจ แถมพ่วงเข้าไปด้วย
หนังเรื่อง 12th Fail มีให้ดูใน Netflix มานานพอสมควรแล้วนะครับ เสียงตอบรับจากผู้ชมที่เป็นพรรคพวกเพื่อนฝูงของผมหลายท่านในโซเชียลมีเดียชื่นชอบเป็นเอกฉันท์ และพากันแนะนำบอกต่อ พร้อมแสดงความเห็นสั้นๆ ประกอบ
แต่แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผมนึกอยากดูคือ ผู้กำกับ/คนเขียนบท/ผู้อำนวยการสร้าง – วิธู วิโนด โชปรา (Vidhu Vinod Chopra)
วิธู วิโนด โชปรา มีผลงานเด่นๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจับคู่ร่วมงานกับราชกุมาร หิรานี (Rajkumar Hirani) (โชปราเป็นผู้อำนวยการสร้าง หิรานีเป็นผู้กำกับ) ทำหนังมหาฮิตที่ยอดเยี่ยมครบเครื่องทั้งเนื้อหาสาระและความสนุกบันเทิงอย่าง Munna Bhai M.B.B.S. (2003) เรื่องนี้โชปราพ่วงตำแหน่งเป็นคนเขียนบทด้วย ผมยังไม่เคยดู แต่ได้ยินคำร่ำลือถึงคุณงามความดีของหนังเยอะมาก เช่นเดียวกับ 3 Idiots (2009), PK (2014) และ Sanju (2018)
3 Idiots เคยมีใน Netflix ปัจจุบันถอดออกไปแล้ว แต่ยังหาดูได้ไม่ยาก เป็นงานที่โดดเด่นมากในการวิพากษ์วิจารณ์ระบบการศึกษาของอินเดีย สะท้อนถึงความบีบคั้นกดดันมหาศาลในการสอบแบบ ‘แพ้คัดออก’ ที่ยอดเยี่ยมมากคือการนำเสนอเนื้อหาหนักหน่วงจริงจัง ผ่านเรื่องราวที่ผสมปนระหว่างความตลกขบขัน ดรามา สะเทือนใจ และซาบซึ้งน่าประทับใจ
ขณะที่ PK เองก็โด่งดังมาก ฮิตไปทั่วโลกรวมทั้งบ้านเรา ผูกเรื่องคิดพล็อตได้อย่างชาญฉลาด ให้มนุษย์ต่างดาวกลุ่มหนึ่งเดินทางมาสำรวจโลก แล้วเกิดเหตุผิดพลาด (คล้ายๆ หนังเรื่อง E.T. The Extra-Terrestrial) ทำให้ตัวเอกต้องใช้ชีวิตระหกระเหินบนโลกตามลำพัง จนนำไปสู่การตั้งคำถามและข้อสงสัยมากมายอย่างสุดแสนจะคมคายลึกซึ้ง เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา เป็นการพูดเรื่องยากๆ หนักๆ ให้เข้าใจง่าย และสนุกครื้นเครงครบรสระดับอภิมหาบันเทิง
ส่วน Sanju เป็นหนังสร้างจากเรื่องจริง ว่าด้วยชีวประวัติอันพิสดารโลดโผนเหลือเชื่อของพระเอกชื่อดัง ซานเจย์ ดัตต์ (หนึ่งในผลงานเด่นของเขาก็คือ Munna Bhai M.B.B.S. ของคู่หูโชปรา-หิรานี) ตั้งแต่วัยหนุ่มจนกระทั่งวัยกลางคน โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การวิพากษ์วิจารณ์จรรยาบรรณของสื่อมวลชน รวมทั้งประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก ซึ่งซาบซึ้งน่าประทับใจมากๆ
เรื่อง PK และ Sanju ยังมีให้ดูใน Netflix นะครับ เป็นหนังระดับ ‘ดีมากเป็นพิเศษ’ ขอแนะนำเชิญชวนอย่างยิ่ง แบบที่ในภาษาอังกฤษกล่าวไว้ว่า highly recommend
กลับมาที่ 12th Fail ตามความตั้งใจเดิม งานชิ้นนี้ควรจะเป็นการจับคู่ร่วมทีมระหว่าง โชปรา-หิรานี อีกครั้ง แต่ก็คลาดเคลื่อนไปด้วย 2 สาเหตุ คือเมื่อโชปราลงมือเขียนบท 12th Fail เขาเกิดชื่นชอบหลงใหลและอินไปกับเรื่องราวในหนัง จนเกิดนึกอยากลงมากำกับหนังเรื่องนี้เอง
ประจวบเหมาะกับในช่วงเวลาเดียวกัน ราชกุมาร หิรานี กำลังติดพันกับงานกำกับ-เขียนบทหนังฟอร์มยักษ์แนวคอเมดี้ดรามาเรื่อง Dunki (เรื่องนี้ก็มีให้ดูใน Netflix อีกเช่นกัน ว่าด้วยคนอินเดียที่พยายามแสวงหาโอกาสไปอยู่อังกฤษเพื่อชีวิตที่ดีกว่า หากต้องพบเจอข้อยุ่งยากมากมายกับการขอวีซ่าเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย จนท้ายที่สุดก็ต้องใช้ ‘เส้นทางเถื่อน’ ที่เรียกว่า ‘ดันกิ’ อันเต็มไปด้วยความยากลำบาก และอันตรายสารพัดสารพัน)
ท้ายที่สุด จึงเกิดการแยกทีม ต่างคนต่างทำ ด้าน Dunki ได้รับเสียงวิจารณ์ก้ำกึ่ง มีทั้งคนชอบและคนชังใกล้เคียงกัน จนอาจกล่าวได้ว่าค่อนข้างน่าผิดหวังสำหรับราชกุมาร หิรานี ซึ่งทำหนังไม่เยอะเรื่องและขึ้นหิ้งคลาสสิกมาตลอด แต่โดยรวมแล้ว Dunki ก็ยังอยู่ในเกณฑ์น่าพึงพอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาสาระ (ผมอยู่ฝั่งชอบ) และหนังประสบความสำเร็จด้วยดีในฐานะหนังทำเงิน
ขณะที่ 12th Fail นั้น ‘ฮิตเงียบๆ’ ได้กำรี้กำไรไปพอสมควร แต่ไปประสบความสำเร็จท่วมท้นล้นหลามในแง่คำวิจารณ์และรางวี่รางวัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถาบันสำคัญของวงการหนังอินเดีย (ที่พูดภาษาฮินดี) คือ Filmfare Awards เข้าชิงทั้งหมด 12 สาขา ชนะ 4 สาขา คือหนังเยี่ยม ผู้กำกับ บทภาพยนตร์ และนักแสดงนำชาย
ควรต้องขยายความเพิ่มเติมเล็กน้อยว่า Filmfare Awards นั้น มอบรางวัลหลากหลายสาขามาก และแบ่งย่อยเป็น 3 สายคือ Popular Awards, Critics’ Awards และ Technical Awards
รางวัลหนังเยี่ยม ผู้กำกับ และบทภาพยนตร์ที่ 12th Fail ได้รับ มาจากสาย Popular Award (ซึ่งเป็นสายหลักและมีศักดิ์ศรีสูงสุด) ส่วนสาขาดารานำชาย ได้จาก Critics Awards ซึ่งเป็นสายรองลงมา
12th Fail ดัดแปลงจากหนังสือ non-fiction ชื่อ Twelfth Fail ของอนุรัก พาทัค (Anurag Pathak) ว่าด้วยเส้นทางชีวิตระหกระเหินของมาโนช กุมาร ชาร์มา เริ่มต้นที่การกล่าวถึงสภาพชีวิตช่วงวัยรุ่นของมาโนช ในหมู่บ้านชนบทห่างไกลความเจริญ ณ เมืองที่มีชื่อเสียงติดลบเรื่องความชุกชุมของโจรมิจฉาชีพ (รวมทั้งข้าราชการท้องถิ่นที่ฉ้อโกง รับสินบน)
ความใฝ่ฝันของมาโนชคือเมื่อเรียนจบระดับมัธยม จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัย จากนั้นก็สอบ MPPSC (Madhya Pradesh Public Service Commission) เพื่อบรรจุเป็นนายตำรวจ และใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าว เปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งที่เลวร้ายล้าหลังให้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาพแรกที่ผู้ชมได้เห็น คือมาโนชกำลังเตรียมจดคำตอบเพื่อนำเข้าไปในห้องสอบ คนที่ตั้งใจจะปราบทุจริต เริ่มต้นด้วยการเป็นฝ่ายโกงตั้งแต่ต้นเสียเอง
ในห้องสอบ เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายหนักขึ้นอีก เมื่อครูคุมสอบป่าวประกาศให้นักเรียนทิ้งโพยคำตอบที่เตรียมมาให้หมด และเป็นฝ่ายจัดแจงเฉลยข้อสอบให้ผู้เข้าสอบทุกคนทำตามอย่างโจ่งแจ้ง แต่การกระทำข้างต้นก็ถูกยับยั้งขัดขวาง โดยรองผู้กำกับการตำรวจคนใหม่ ดุชยันต์ สิงห์ ซึ่งเดินทางมาตรวจตราห้องสอบ
ครูใหญ่พยายามติดสินบน อ้างเหตุผลว่าการโกงสอบดังกล่าวเป็นธรรมเนียมปกติที่มีมาช้านานของหมู่บ้าน เพื่อให้นักเรียนสามารถจบการศึกษา และพ้นจากการเป็นภาระดูแลของรัฐ แต่ผลจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อตรงของดุชยันต์ สิงห์ ทำให้ปีนั้นนักเรียนม.6 ทั้งชั้นสอบตกโดยถ้วนหน้า
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับสร้างความประทับใจให้แก่เด็กหนุ่มมาโนช จนเมื่อเขากับพี่ชายถูกรังแกอย่างไม่เป็นธรรมโดยสมุนของนายกเทศมนตรี คนแรกที่เขานึกถึงและขอความช่วยเหลือ คือรองผู้กำกับการตำรวจมือสะอาดคนนั้น
ดุชยันต์ สิงห์ กลายเป็นแบบอย่างที่มาโนชอยากเจริญรอยตาม เมื่อเด็กหนุ่มตั้งคำถามกับนายตำรวจว่า เขาต้องทำอย่างไรบ้างจึงจะได้เป็นนายตำรวจน้ำดี
คำตอบและคำแนะนำสั้นๆ ก็คือ ‘เลิกโกง’
นั่นกลายเป็นคำพูดจุดเปลี่ยนชีวิตของมาโนช ซึ่งเข้าสอบปีต่อมา โดยเป็นคนเดียวในชั้นเรียนที่ทำข้อสอบตามความรู้ความสามารถของตนเอง ขณะที่คนอื่นทั้งหมดโกงตามธรรมเนียมปกติที่มีมาช้านาน (ปีนั้นดุชยันต์ สิงห์ โดนคำสั่งย้าย เนื่องจากความซื่อตรง)
เรื่องราวถัดจากนั้น คือมาโนชเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยจนจบ ได้เงินทุนก้อนหนึ่งที่ย่าเก็บออมมาตลอดชีวิต สนับสนุนให้เดินทางไปสอบ MPPSC ที่เมืองกวาลิเออร์ แต่เมื่อเดินทางไปถึงที่หมาย เงินทั้งหมดถูกขโมยไปพร้อมกระเป๋าเดินทาง ขณะที่มาโนชนั่งหลับบนรถโดยสาร ซ้ำร้ายการสอบ MPPSC ถูกรัฐบาลสั่งยกเลิก
ขณะตกต่ำสุดขีด ถึงขั้นมาโนชต้องออกปากกับเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่ง ว่าขอข้าวกินประทังหิวแลกกับการทำงานชดใช้ มาโนชได้พบและรู้จักกับเด็กหนุ่มวัยใกล้เคียงกันชื่อปริทัม ปานเดย์ (ตัวละครนี้ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายเล่าเรื่องทั้งหมดของหนัง) ลูกชายผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งสร้างฐานะด้วยการจ่ายสินบน
ปานเดย์โดนพ่อบังคับให้มาสอบ MPPSC เพื่อจะใช้ตำแหน่งหน้าที่รับสินบนได้สะดวก เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของครอบครัว และเมื่อการสอบ MPPSC ถูกยกเลิก ทางเลือกต่อไปของปานเดย์จึงเป็นการเดินทางไปยังเดลี เพื่อสอบ UPSC (Union Public Service Commission) เป็นเจ้าหน้าที่ IPS (Indian Police Service) หรือพูดง่ายๆ คือเป็นการสอบเพื่อเข้ารับการบรรจุเป็นนายตำรวจยศสูง
เมื่อมาโนชรับฟังคำบอกเล่า เขาขอความช่วยเหลือให้ปานเดย์พาเขาไปเดลีด้วย ทั้งคู่จึงออกเดินทางร่วมกัน เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพ
ที่เดลี มาโนชหางานทำ รับจ้างทำทุกอย่างในห้องสมุดแลกกับค่าจ้างและที่พัก ตั้งแต่ทำความสะอาด ไปจนถึงงานจิปาถะ ใช้ชีวิตแบบกลางวันทำงาน กลางคืนอ่านหนังสือเตรียมสอบ
สำหรับการสอบ UPSC หนังให้ข้อมูลตัวเลขไว้ว่า แต่ละปีมีคนหนุ่มสาวจากทั่วประเทศเข้าสอบประมาณ 200,000 คน
การสอบขั้นต้น จากผู้สมัครทั้งหมด 200,000 คน จะเหลือ 1,000-1,500 คนที่หลุดรอดเข้าไปสอบขั้นหลัก
และการสอบขั้นหลัก จาก 1,000-1500 คน มีผู้ฝ่าด่านสำเร็จเพียง 100-150 คน เข้าไปสอบสัมภาษณ์
ในการสอบสัมภาษณ์ จำนวน 100-150 คน จะมีผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเพียง 25-30 คน
การสอบแต่ละขั้นตอน หากผู้ที่สอบตกอยากจะแก้ตัวในปีต่อไป ต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ เหมือนเกมบันไดงู
ประการสุดท้าย ทุกคนได้รับโอกาสเข้าสอบซ้ำมากสุด 4 ครั้ง
เรื่องราวที่เหลือของหนัง ว่าด้วยความวิบากยากเย็นแสนเข็ญในการสอบที่มาโนชต้องพบเผชิญ ชื่อเรื่องของหนัง (รวมทั้งชื่อรองที่ว่า #restart และชื่อไทย ‘คนสอบตก’) ทำให้คาดเดาทิศทางของหนังได้ไม่ยากว่าจะดำเนินไปเช่นไร และลงเอยเช่นไร
พ้นจากนี้ หนังยังมีแง่มุมว่าด้วยเรื่องราวความรักของมาโนชกับหญิงสาวชื่อศรัทธา ซึ่งเป็นพล็อตรองที่เกี่ยวเนื่องกับเนื้อเรื่องหลัก
กล่าวโดยรวมคือ 12th Fail เป็นหนังตามขนบสู้เพื่อฝัน สะท้อนถึงการสู้ยิบตาของตัวละครในแบบเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายความใฝ่ฝัน ไม่ว่าจะเผชิญอุปสรรคหนักหนาสาหัสเพียงไร และต้องล้มเหลวพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ยังคงมุ่งมั่นไม่ยอมจำนนล้มเลิก
นอกจากประเด็นข้างต้น หนังยังมีเนื้อหาแง่คิดอื่นๆ กล่าวถึงคุณค่าของความซื่อสัตย์, การหวนกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ตลอดทุกครั้งที่ล้มเหลว รวมทั้งแง่มุมรายรอบเกี่ยวกับความเป็นไปทางสังคม อย่างเช่น การคดโกงในหมู่ข้าราชการ, ความล้าหลังในด้านการศึกษา, ความอยุติธรรม รวมทั้งอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือความแตกต่างเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนฮินดูกับโรงเรียนอังกฤษ (พูดง่ายๆ ได้ประมาณว่าเป็นโรงเรียนคนจนกับโรงเรียนคนรวย)
จุดเด่นสำคัญของหนังคือเล่าเรื่องกระชับฉับไว สนุกชวนติดตามตลอดเวลา ทำให้ผู้ชมรักและเอาใจช่วยตัวละครมาโนช จนทำให้บทสรุปที่สามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าจะต้องลงเอยอย่างไร ยังคงทำงานได้ลุ้นระทึกเร้าใจอย่างเต็มประสิทธิภาพ
บทหนัง พล็อต การดำเนินเรื่องของ 12th Fail ตรงเป๊ะตามสูตรหนังที่เรียกกันว่า success formula หรือสูตร ‘สู้เพื่อฝัน’ ทุกประการ ไม่มีอะไรใหม่แปลกแหวกแนว แทบจะเรียกได้ว่าสร้างขึ้นแบบกางตำราทางภาพยนตร์ และทำตามโดยเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม จุดชี้วัดตัดสินของหนังในท่วงทำนองนี้คือฝีมือในการเร้าอารมณ์
12th Fail โดดเด่นมากในการเร้าอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ทั้งความตื่นเต้นเร้าใจ ความโศกเศร้า ตึงเครียด ซาบซึ้งประทับใจ และโรแมนติก เป็นความสำเร็จในการเร้าอารมณ์แบบพอเหมาะกำลังดี ไม่บีบคั้นล้นเกินจนกลายเป็นคร่ำครวญฟูมฟาย และไม่น้อยไปจนอ่อนรสจืดจาง
หนังมีฉาก เหตุการณ์ คำพูด (คมๆ ซึ้งๆ) ในแบบที่ผมนิยมเรียกว่า ‘ท่าบังคับ’ ของหนังแนวนี้อยู่เยอะ ซึ่งทำให้ผมติดตามด้วยอาการหายใจไม่ทั่วท้อง
ฉากต่างๆ เหล่านี้ หากคนทำหนังเล่าไม่เก่ง มือไม่ถึง จะเชยทันทีนะครับ กลายเป็นยัดเยียด จงใจ และชวนให้ร้องยี้ได้โดยง่าย (ตัวอย่างเช่นเมื่อตัวละครหนึ่งท้อแท้ทอดอาลัย ก็จะมีใครคนหนึ่งพูดปลุกเร้าอย่างคมคายจนกลับมาฮึกเหิมอีกรั้ง)
เปรียบเทียบและเปรียบเปรยได้ว่า เหมือนดูกายกรรมเดินไต่เส้นเชือกข้ามหน้าผานะครับ หวาดเสียวและหวุดหวิดจวนเจียนตลอดเวลา พลาดพลั้งเพียงเล็กน้อยก็จบเห่ ร่วงลงดับอนาถ ซึ่งสิ่งที่ผมชอบมากสุดใน 12th Fail ก็คือการเอาตัวรอดจากฉากสุ่มเสี่ยงที่กล่าวมา
มีตัวอย่างหนึ่งซึ่งผมชอบเป็นพิเศษ คือ ฉากที่มาโนชล้มเหลวซมซานกลับบ้านและได้พูดคุยกับแม่ จนนำไปสู่การ restart ครั้งสำคัญ ฉากดังกล่าว เล่าได้เหมาะเจาะกำลังดี ดูทีแรกทำท่าจะเชย แต่ในท้ายที่สุดก็แสดงถึงชั้นเชิงอันชาญฉลาดของคนทำหนัง
ที่สำคัญคือ กลายเป็นหนึ่งในฉากประทับใจที่ดูแล้วน้ำตาซึม
12th Fail มีฉากดีๆ แบบนี้อยู่เยอะแยะเลย ดูจบแล้วก็ไม่แปลกใจที่ตัวหนังจะกลายเป็นที่รักของผู้ชมในวงกว้าง