โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“คุณผู้หญิง คุณจะเลือกติดป่าอยู่กับใคร ระหว่างผู้ชายกับหมี” เมื่อผู้ชายอาจ ‘ร้าย’ กว่าหมี

The101.world

อัพเดต 29 เม.ย. 2567 เวลา 16.55 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. 2567 เวลา 08.37 น. • The 101 World

“ถ้าต้องเลือก คุณจะเลือกติดป่าอยู่กับใครระหว่างผู้ชายกับหมี”

ข้างต้นคือคำถามที่กลายเป็นไวรัลใน TikTok เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา เมื่อแอคเคาต์ screenshothq ถามผู้หญิงด้วยคำถามง่ายๆ ว่าถ้าเลือกได้ พวกเธออยากเลือกติดป่าอยู่กับใคร -หมีหรือผู้ชาย

น่าสนใจที่คำตอบของผู้หญิงส่วนใหญ่คือ “หมี” และนี่เองคือเหตุผลที่ทำให้คลิปเจ้ากรรมกลายเป็นไวรัลขึ้นมา เพราะมันนำไปสู่คำถามที่ว่า ทำไมผู้หญิงถึงได้อยากติดอยู่ในป่ากับสิ่งมีชีวิตที่ฆ่าเราตายได้ด้วยการยกอุ้งเท้าตะปบเพียงครั้งเดียวล่ะ!

นั่นสิ ทำไมกันนะ

หลายคนให้ความเห็นสั้นๆ และแสนจะทิ่มแทงว่า “ก็เพราะผู้ชายน่ากลัวกว่าหมีน่ะสิ” หรือ “ว่ากันว่าถ้าเจอหมีให้แกล้งตายแล้วเราจะรอด แต่ถ้าเราเจอผู้ชายบางคน เราแกล้งตายแล้วยังไงก็ไม่รอดอยู่ดี” และ “อย่างเลวร้ายที่สุด หมีมันคงแค่ทำฉันตาย แต่ถ้าเจอผู้ชายแย่ๆ ก่อนตายฉันจะโดนอะไรบ้างก็ไม่รู้”

สำหรับใครที่เคยดู The Revenant (2015) หนังที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริงของบุคคลในประวัติศาสตร์ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 หนึ่งในฉากสำคัญของหนังคือฉากที่ตัวละครสู้กับหมี -ซึ่งไม่ใช่การต่อสู้แบบมือเปล่า เพราะเขาทั้งยิงด้วยปืนยาวและทั้งแทงด้วยมีด- และเอาชีวิตรอดกลับมาได้ในสภาพแบบปางตาย (อันที่จริงก็กึ่งปาฏิหาริย์เสียด้วยซ้ำ) ก็น่าจะเห็นภาพของความโหดหินที่หมีจะพึงกระทำต่อมนุษย์ได้ อย่างนั้นแล้วทำไมยังจะเลือกอยู่กับหมีอีกล่ะ!

เคต ลิสเตอร์ คอลัมนิสต์ชาวอังกฤษเขียนบทความที่ต่อยอดจากไวรัลดังกล่าว โดยเธอทำการทดลองสนุกๆ ขึ้นมาโดยการใส่ ‘ตัวแปร’ เข้าไปในคำถามด้วย เช่น “ถ้าต้องเลือก คุณจะเลือกติดป่าอยู่กับใครระหว่าง ทอม ฮาร์ดี (Tom Hardy -นักแสดงชาวอังกฤษ) กับหมีแพนด้า” เธอพบว่าคำตอบส่วนใหญ่คือฮาร์ดี หรือเปลี่ยนเป็น “ถ้าต้องเลือก คุณจะเลือกติดป่าอยู่กับใครระหว่าง บอร์ริส จอห์นสัน (Boris Johnson -อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ) กับหมีกริซลี” และกรณีนี้เจ้ากริซลีคือคำตอบ (โถ่) ลิสเตอร์จึงพบว่า ตัวแปรคือตัวกำหนด ‘โทน’ ของคำถาม เพราะเมื่อใส่ชื่อฮาร์ดีหรือจอห์นสันเข้าไปในสมการ คำถาม -ซึ่งเดิมทีก็เป็นคำถามทีเล่นทีจริงอยู่แล้วนั้น- ก็กลายเป็นคำถามเชิงชวนหัวมากขึ้นกว่าเดิมทันที เพราะการเลือกอยู่กับหมีที่มีขนาดใหญ่สุดในโลกมากกว่าเลือกอยู่กับอดีตนายกฯ จากพรรคอนุรักษนิยมจอมฉุนเฉียวก็ดูเป็นคำตอบที่ ‘เอาฮา’ มากกว่า… แต่ถ้าถอดตัวแปรเหล่านี้ออกและกลับไปที่คำถามเดิมอย่าง “ถ้าต้องเลือก คุณจะเลือกติดป่าอยู่กับใครระหว่างผู้ชายกับหมี” คำตอบของผู้หญิงที่เลือก “หมี” ก็ดูเป็นคำตอบที่ ‘เอาจริง’ กันทั้งนั้น

ลิสเตอร์พบว่า หากใส่ตัวแปรเข้าไปในสมการ -เช่น คนมีชื่อเสียงต่างๆ- ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็มักเลือกติดอยู่กับคนดังนั้นๆ ไม่ใช่แค่ฮาร์ดี แต่อาจเป็นคนดังจากแวดวงอื่นๆ เพราะพวกเธอต่างคุ้นหน้าค่าตาคนมีชื่อเสียงเหล่านี้ รับรู้ความเคลื่อนไหวของพวกเขา และเข้าใจในภาพกว้างว่าผู้ชายที่ถูกแทนค่าในตัวแปร -แม้แต่บอริส จอห์นสัน- ก็เป็นคนที่พูดคุยรู้เรื่อง แม้พวกเธอจะรู้จักพวกเขาผ่านจากหน้าสื่อ แต่ก็เห็นภาพและความเป็นตัวตนบางอย่างของพวกเขามาบ้าง และ ‘นึกภาพ’ ความเป็นไปได้ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ (เช่นเดียวกัน ลองนึกว่าแทนตัวแปรนี้ด้วยชื่อคนดังในไทย ไม่ว่าจะนักแสดง, นักกีฬาหรืออินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ เราคงพบว่าเรานึกภาพสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ประมาณหนึ่ง)

คำตอบเหล่านี้เองที่ทำให้ลิสเตอร์พบว่า คำถามชวนหัวอย่าง “จะเลือกติดป่ากับผู้ชายหรือหมี” เป็นคำถามที่บีบให้คนตอบต้องหาคำตอบเอาจาก ‘ค่าเฉลี่ย’ ของสมการในโจทย์ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นฮาร์ดี และไม่ใช่ทุกคนจะเป็นที่รู้จักหรือเป็นที่คุ้นหน้าค่าตาแบบเขา

คำถามต่อมาที่แสนเศร้าคือ แล้วผู้หญิงส่วนใหญ่มีภาพจำ ‘ค่าเฉลี่ย’ ของผู้ชายรอบตัวพวกเธอแบบใด ทำไมเธอจึงเลือกเสี่ยงไปอยู่กับเจ้าหมียักษ์หนักกว่ามนุษย์เป็นสองเท่า มากกว่าอยู่กับผู้ชายที่เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกัน

ตามสถิติ โดยเฉลี่ยแล้วหมีทำร้ายคน 40 ครั้งต่อปี ในจำนวนนี้มีกรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส 14.3 เปอร์เซ็นต์ เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้พวกมันจู่โจมมนุษย์นั้นอาจเพราะมันเป็นหมีแม่ลูกอ่อนและพยายามปกป้องลูก หรือแม้แต่มันอาจรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกโจมตีก่อน หากเทียบเป็นตัวเลข ก็มีโอกาสราวๆ 1 ใน 2.1 ล้านที่เราจะถูกหมีพุ่งเข้าจู่โจม ยังไม่นับว่าโดยปกติ หมีและสัตว์ป่าจำนวนมากก็พยายามหลีกเลี่ยงมนุษย์ (และสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมอื่นๆ) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แน่นอนว่าหากมนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับหมีจริงๆ คำถามคือมนุษย์มือเปล่าไม่มีเขี้ยวไม่มีเล็บ จะเอาอะไรไปสู้กับหมีที่หวดอุ้งเท้าทีเดียวก็อาจทำให้อวัยวะภายในเราป่นปี้ได้ แรงกัดของหมีตกอยู่ที่ราวๆ 1,200 PSI (pound per square inch หรือหนึ่งปอนด์ต่อตารางนิ้ว สำหรับแรงกัดของมนุษย์นั้นอยู่ที่ 162 PSI จ้า) เท่ากับว่า แค่มันออกแรงขบนิดเดียวเท่านั้น กะโหลกศีรษะมนุษย์ก็เป็นอันแหลกละเอียด และหากพูดกันแบบตรงไปตรงมา โอกาสที่มนุษย์มือเปล่าจะเอาชนะสัตว์ทั่วไปนั้นยากมาก ไม่ต้องพูดถึงสัตว์ใหญ่อย่างหมีหรือเสือ ใครเคยโดนสัตว์เล็กอย่างห่านหรือเป็ดไล่จิกนั้นคงกำซาบความสยองและเอาเป็นเอาตายของพวกมันแค่ไหน

หมีกริซลี (ภาพจาก AFP)

ในทางกลับกัน จากสถิติของสหราชอาณาจักร โดยค่าเฉลี่ยแล้วแต่ละสัปดาห์จะมีผู้หญิงสองคนถูกสังหารโดยคนรักหรืออดีตคนรักของตัวเอง (และทำให้ ‘บ้าน’ ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยของพวกเธอ) สหประชาชาติรายงานว่ากรณีการสังหารผู้หญิงทั่วโลกนั้นเกิดขึ้นจากคู่รักของพวกเธอหรือสมาชิกภายในบ้าน เฉลี่ยทั่วทั้งโลก แต่ละชั่วโมงจะมีผู้หญิงราวห้าคนที่ถูกผู้ชายสังหาร โดยความรุนแรงต่อผู้หญิงนั้นมักเกิดขึ้นจากสามี, อดีตสามีหรือคนใกล้ตัวเหยื่อ นอกจากนี้ ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปกว่า 640 ล้านคนหรือคิดเป็น 26 เปอร์เซ็นต์ล้วนเคยถูกคนรักของพวกเธอใช้ความรุนแรงด้วย

องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติในสหราชอาณาจักรระบุว่า ผู้หญิง 71 เปอร์เซ็นต์ทุกช่วงอายุในสหราชอาณาจักรล้วนเคยมีประสบการณ์ถูกล่วงละเมิดทางเพศในที่สาธารณะ และในกลุ่มผู้หญิงอายุ 18-24 ปี ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 86 เปอร์เซ็นต์ ขยับมาในระดับโลก ผู้หญิง 81 เปอร์เซ็นต์เคยผ่านประสบการณ์ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต และไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้น เพราะผู้ชายอีก 43 เปอร์เซ็นต์ก็เคยผ่านประสบการณ์ชวนหดหู่ใจดังกล่าวเหมือนกัน องค์การสำรวจข้อมูลเหยื่ออาชญากรรมแห่งชาติ (National Crime Victimization Survey-NCVS) ระบุว่าผู้ชายอเมริกันราว 35 เปอร์เซ็นต์เคยตกเป็นเหยื่อของการถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือถูกข่มขืนโดยผู้หญิง อาจจะตั้งแต่พวกเขายังเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่

ดังนั้น หากจะว่าไปแล้ว นี่ก็อาจไม่ใช่แค่เรื่องระหว่าง ‘หมี’ กับ ‘ผู้ชาย’ แต่อาจเป็นเรื่องของหมีกับคนที่ถือสิทธิว่าตัวเองมีอำนาจมากกว่า และกระทำพฤติกรรมคุกคามต่อคนอื่น และหากเราเทียบในเชิงสถิติแล้ว ผู้หญิงจำนวนมหาศาลยังตกเป็นเหยื่อของการถูกล่วงละเมิดโดยผู้ชาย ซึ่งเราคงต้องลากโยงกันไปจนถึงโครงสร้างทางสังคมที่เอื้อให้ใครได้ ‘ถือสิทธิ’ ทางอำนาจมากกว่ากันด้วย การจะบอกว่าทุกคนมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของการถูกใช้ความรุนแรงและล่วงละเมิดทางเพศนั้นก็ใช่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าผู้หญิงนั้นมีโอกาสตกเป็นเหยื่อสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด และเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏแค่ในรูปแบบของการใช้กำลังทำร้ายหรือกดขี่ข่มเหงโดยตรง หากแต่มันซ่อนอยู่ในวัฒนธรรม ในโครงสร้างทางอำนาจที่เราอยู่ด้วยมาทั้งชีวิต

ลิสเตอร์เขียนไว้ในบทความของเธอว่า “หมีไม่ตามฉันกลับไปบ้านหรือส่งรูปไอ้จู๋ของมันมาให้ฉันดู เพราะถ้าเราพินิจแค่ค่าเฉลี่ย คงพบข้อเท็จจริงอันเรียบง่ายว่า ถ้าผู้หญิงอยู่ในป่ากับหมี ย่อมปลอดภัยกว่าอยู่กับผู้ชาย และนี่เองที่ชวนเศร้าเหลือเกิน เพราะหมีมันก็ทำพฤติกรรมอย่างหมี มันคาดเดาได้ และถ้าทำได้มันก็ไม่อยากมายุ่งกับเรา มันไม่ตื๊อเราไปออกเดตเพื่อจะพูดพล่ามไตรภาคหนัง The Godfather ให้เราฟัง มันไม่พยายามขอร้องมีเซ็กซ์กับคุณหรือทำร้ายร่างกายคุณหากคุณไม่ยอมมีเซ็กซ์ด้วย หมีไม่สะกดรอยตามเราถ้าเราเลิกรากับมัน หมีไม่ฆ่าผู้หญิงห้าคนทุกชั่วโมง และหากมันทำเช่นนั้นจริง ก็คงมีความพยายามหยุดการกระทำนั้นของมันทันที

“และเรื่องคือ หากฉันถูกหมีทำร้ายจริงๆ คงไม่มีใครมาบอกว่าฉันกุเรื่องขึ้นมา ไม่ถูกถามว่าวันนั้นแต่งตัวยังไง เมาหรือเปล่า ไปยั่วยวนเจ้าหมีมันไหม ไม่สำคัญสักนิดว่าฉันจะเคยเจอเจ้าหมีตัวนี้มาก่อนหรือเปล่า ไม่สำคัญสักนิดอีกเหมือนกันว่าฉันเป็นผู้หญิงประเภทที่ชอบเจอหมีมากหน้าหลายตาหรือไม่ ไม่มีใครมาบอกว่าฉันรนหาที่เอง และเท่าที่จำได้ ก็ไม่ยักกะเคยมีแฮชแท็ก #NotAllBears ขึ้นเทรนด์ด้วย

“ถามว่านี่หมายถึงผู้ชายทุกคนไหม คำตอบคือไม่ใช่ ไม่มีทางหมายถึงผู้ชายทุกคนแน่ๆ ล่ะ แต่ก็อีกเหมือนกัน ที่ผู้หญิง 71 เปอร์เซ็นต์เคยถูกผู้ชายลวนลามมาก่อน และผู้หญิง 26 เปอร์เซ็นต์เคยถูกคู่รักผู้ชายใช้ความรุนแรงด้วย อย่างนี้แล้วเราจะจำแนกได้อย่างไรว่าผู้ชายคนไหนที่จะทำร้ายเรา และคนไหนที่จะไม่ทำ เราบอกไม่ได้หรอก เราไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเป็นอันตรายจนกว่าจะสายไปแล้วนั่นแหละ ดังนั้น ผู้หญิงจึงสรุปว่าผู้ชายนั้นอันตราย เช่นเดียวกับที่เราควรสรุปว่าหมีสามารถทำร้ายเราในป่าได้”

หมีขาว (ภาพจาก AFP)

แน่นอนว่ามีผู้ชายหลายคนที่รู้สึก ‘มีปัญหา’ กับคำตอบที่ว่าพวกเขามีโอกาสถูกเลือกน้อยกว่าหมี แอคเคาต์หนึ่งบอกว่า “ผมอยากให้คุณๆ ใจเย็นกันหน่อยนะ โซเชียลมีเดียไม่ใช่ชีวิตจริงเสียหน่อย คุณอ้างสถิติว่าผู้หญิง 1 ใน 6 คนเคยถูกผู้ชายคุกคาม ขณะที่มีโอกาสแค่ 1 ในไม่รู้กี่ล้านที่เราจะถูกโจมตีโดยหมี บลาๆ ใจเย็นนะครับคุณทั้งหลาย ทั้งชีวิตนี้คุณอาจเจอผู้ชายเป็นล้านคนได้มั้ง ขณะที่คุณอาจไม่เคยเดินผ่านหมีแม้แต่ครั้งเดียวเลยด้วยซ้ำ เพราะงั้นหยุดเพ้อเจ้อ! คุณจะเจอหมีสักกี่หนเชียว! ไปสวนสัตว์สิ! ไร้สาระชะมัด ผมว่าคำถามที่ควรถามจริงๆ คือ ‘ถ้าต้องเลือก คุณจะเลือกติดป่าอยู่กับใครระหว่างหมีที่อยากฆ่าคุณกับผู้ชายที่อยากฆ่าคุณ หรือหมีที่อยากทำร้ายคุณ กับผู้ชายที่อยากทำร้ายคุณ’ ถามแบบนี้สิวะคุณถึงจะได้คำตอบที่แท้จริง บอกก่อนนะว่าผมไม่เคยทำร้ายผู้หญิง ไม่เคยคุกคามผู้หญิง ไม่เคยล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง ไม่เคยเลย แล้วพวกคุณทำอย่างกับว่าผู้ชายน่ากลัวกว่าหมีซะงั้น! ไม่เคยดูสารคดีกันล่ะสิ หมีแม่งน่ากลัวจะตาย ไปหาสารคดีดูซะไป๊ พวกคุณแม่งโง่ว่ะ”

จากวิดีโอข้างต้น มีคนมาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น สมมติถ้าฉันถูกหมีตะปบเข้าจริงๆ คงไม่มีใครมาบอกว่า อย่าไปกลัวหมีสิ มันไม่ได้น่ากลัวทุกตัวสักหน่อยแบบนี้หรอกมั้ง, ถ้าฉันรอดจากการถูกหมีฆ่าในป่า อย่างน้อยก็คงไม่ต้องมาเจอมันในงานรวมญาติเหมือนตอนถูกผู้ชายในบ้านล่วงละเมิดทางเพศน่ะนะ, หมีมันจะทำร้ายเราตอนที่มันจำเป็น แต่ผู้ชายทำร้ายเราแค่เพราะพวกเขาสนุก

ลิซ แพลงค์ นักเขียนชาวแคนาดาเขียนถึงประเด็นนี้ไว้น่าสนใจว่า จากฐานข้อมูลของเพนตากอน (The Pentagon -ที่ทำการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา) มีรายงานว่า 1 ใน 4 ของเจ้าหน้าที่ทหารหญิงเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศจากเจ้าหน้าที่ชายซึ่งมียศระดับเดียวกันกับพวกเธอ และมีแนวโน้มจะถูกคนในกองทัพข่มขืนมากกว่าจะถูกสังหารจากฝ่ายตรงข้ามเสียอีก “สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ คุณไม่ต้องไปกังวลเกี่ยวกับศัตรูหรอก สิ่งที่คุณต้องกังวลตอนอยู่ในกองทัพคือพวกทหารฝั่งเดียวกันกับคุณนี่แหละ” โดรา เฮอร์นันเดซ สมาชิกกองทัพเรือสหรัฐฯ และกองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติให้สัมภาษณ์

แพลงค์ชี้ว่าวัดจากสถิติที่ผู้หญิงถูกใช้ความรุนแรง -ทั้งจากคนแปลกหน้าและสมาชิกในครอบครัวตัวเอง- ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไมพวกเธอจึงเลือกอยู่กับหมีในป่ามากกว่าผู้ชายแปลกหน้า “และหากว่าหมีจะทำร้ายเราจริงๆ มันก็คงง่ายกว่าให้ผู้ชายทำร้ายเรา อย่างน้อยหมีก็ไม่ล่วงละเมิดทางเพศฉัน ไม่ทรมานฉัน หรือไม่ขังฉันไว้ในห้องใต้ดินนาน 20 ปี การอยู่กับชายที่เชื่อมั่นในระบบปิตาธิปไตยเพียงลำพังนั้นให้ความรู้สึกเป็นเรื่องชวนเขย่าขวัญมากกว่าการติดอยู่ภายใต้กรงเล็บของสัตว์ป่าใดๆ เสียอีก

“และขอชี้ให้ชัดว่าปัญหาของเรื่องนี้ไม่ใช่ผู้ชายเลย ในอาณาจักรสัตว์ ผู้ชายไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตโรคจิตหรือต่ำทรามทั้งสิ้น ว่าไปแล้วหากหมีเล่น TikTok แล้วมีคนไปถามหมีผู้หญิงว่ามันอยากอยู่กับหมีผู้ชายหรือเสือภูเขา (ที่เป็นสัตว์ไม่กี่ชนิดซึ่งออกล่าหมีได้) มากกว่ากัน หมีสาวๆ ก็อาจจะเลือกอยู่กับหมีผู้ชายมากกว่า เพราะโดยทั่วไปแล้วหมีผู้ชายไม่ล่าหมีผู้หญิงเป็นเหยื่อ หรือกล่าวคือ เพศชายไม่ได้ถูก ‘กำหนด’ มาให้ออกล่าเพศหญิงไม่ว่าจะในสัตว์สปีชีส์ใด

“หากแต่คำถามเรื่องหมีกับผู้ชายทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงที่ชวนกระอักกระอ่วนใจอย่างที่สุด นั่นคือผู้ชายที่เชื่อมั่นในระบอบปิตาธิปไตยนั้นอยู่พ้นไปจากสิ่งที่สปีชีส์ตัวเองทำ กระทั่งภาษาที่พวกเขาใช้ในการพบเจอและออกเดตกับผู้หญิงสักคนก็ยังเรียกว่า ‘ออกล่าเหยื่อ’ และนี่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการถอยหลังอันน่าอดสู มีผู้กระทำความรุนแรงในสังคมมากพอจะให้พวกผู้หญิงกังวล ทั้งยังแทบไม่มีผู้ชายด้วยกันออกมาแสดงท่าทีต่อต้านพฤติกรรมการทำร้ายคนอื่นดังกล่าวด้วย และเป็นดังที่ ฟร็องซัวซ์ เอริติเยร์ (Françoise Héritier) นักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่ได้สร้างให้ผู้ชายมุ่งทำร้ายผู้หญิง หากแต่เป็นระบบที่เรียกว่าปิตาธิปไตยต่างหากที่ทำให้พฤติกรรมสร้างความรุนแรงดังกล่าวเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เป็นเรื่องชอบธรรม และแม้มันจะฟังดูน่าทดท้อใจเพียงใด เราก็ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงได้”

อย่างไรก็ดี ช่องโหว่อย่างหนึ่งของคำถาม “คุณจะเลือกติดป่าอยู่กับใคร ระหว่างผู้ชายกับหมี” คือเรื่องที่ว่า เราในฐานะมนุษย์ไม่ได้ใช้ชีวิตประจำวันร่วมกันกับหมี บางคนอาจไม่เคยได้เจอหมีตัวเป็นๆ แม้แต่ครั้งเดียวด้วยซ้ำไป ขณะที่เราเจอและอยู่ร่วมกับผู้ชายนับล้านคนบนโลก ว่าไปแล้ว เราจึงมีโอกาสที่จะปะทะหรือถูกคุกคามโดยมนุษย์เพศชายมากกว่า หากเทียบสมการว่า เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับหมีหรือสัตว์ป่ากินเนื้ออื่นๆ (อาจไม่ต้องกินเนื้อก็ได้ ผู้เขียนเชื่อว่าลองจับมนุษย์ไปอยู่กับกระทิงเปลี่ยวหรือช้าง โอกาสที่เราจะถูกทำร้ายก็ไม่ได้ต่ำเตี้ยนัก) ในความถี่ใกล้เคียงกันกับที่เราเจอผู้ชาย ก็เป็นไปได้ว่าเราอาจจะถูกมันทำร้ายเช่นเดียวกัน

กระนั้น สิ่งหนึ่งที่อาจไม่เปลี่ยนแปลงนักจากสมการนี้ นั่นคือแม้มนุษย์จะต้องใช้ชีวิตร่วมกับหมีและถูกมันทำร้ายในที่สุด สิ่งเลวร้ายที่สุดคือมันแค่สังหารเราทิ้ง แต่มันจะไม่ทำอย่างอื่นเพื่อสำแดงอำนาจทางชนชั้นหรือทางสถานะใส่เรา มันจะไม่ทรมานเราหรือทำให้เรามีบาดแผลทางจิตใจใดๆ

มีแอคเคาต์หนึ่งใน TikTok ถามสามีของเธอว่า หากเลือกได้ เขาอยากให้ลูกสาวติดอยู่ในป่ากับหมีหรือชายแปลกหน้ามากกว่ากัน และด้วยท่าทีครุ่นคิด สามีของเธอตอบกลับมาว่า “หมีสิ เพราะหมีมันก็คือหมี มันอาจจะทำตัวเป็นมิตรกับลูกสาวเราก็ได้ มันอาจจะมีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ แถมเธออาจจะกลายเป็นคนที่เข้าใจสัตว์ก็ได้ แล้วรู้อะไรไหม ผมคงให้เธอถูกหมีขย้ำมากกว่าเพราะอย่างน้อยมันก็จะจบลงอย่างรวดเร็ว เทียบกันกับถูกผู้ชายแปลกหน้าล่วงละเมิดทางเพศหรือคุกคามเธอน่ะ”

เรื่องเศร้าคือ ผู้เขียนลองส่งข้อความไปหาพ่อด้วยคำถามเดียวกัน ว่าหากต้องเลือก พ่อจะเลือกให้ลูกสาวตัวเองติดป่าอยู่กับหมีหรือชายแปลกหน้า

คำตอบที่ได้มาในเสี้ยววินาทีคือ “หมี” (แม้ภายหลังพ่อจะบอกว่า พ่อเชื่อว่าลูกสาวพ่อสามารถไล่หมีไปได้ก็ตาม -ซึ่งไม่จริง)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...