ความสำคัญของการเปลี่ยน ‘คำนำหน้า’ ให้ตรงเพศสภาพ จากประสบการณ์ตรง ที่ผู้หญิงข้ามเพศในไทย ยังเลือกสู้ต่อไป จนกว่าจะถึงวันที่ “เราเท่ากันจริงๆ”
ขณะที่คนข้ามเพศในสเปน, อาร์เจนตินา, อุรุกวัย, โคลอมเบีย, โบลิเวีย, เอกวาดอร์, เปรู, ชิลี, เดนมาร์ก, มอลตา, สวีเดน, ไอร์แลนด์, นอร์เวย์, เบลเยียม, ฝรั่งเศส, โปรตุเกส, ลักเซมเบิร์ก ฯลฯ สามารถมี ‘คำนำหน้า’ ตามเพศสภาพของตัวเองได้อย่างเป็นปกติสุข แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ดูเหมือนจะยังต้องเดินทางอีกยาวไกล กว่าเราจะไปถึงวันที่ประเทศมี ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ ที่บัญญัติลงกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะแม้ #สมรสเท่าเทียม จะใกล้ถึงฝั่งฝันแล้ว แต่สำหรับการต่อสู้ของคนข้ามเพศ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำนำหน้าตามอัตลักษณ์ทางเพศของตน กลับยังพบเจออคติทางเพศในสังคมวงกว้าง ที่แม้แต่คนบางส่วนที่แสดงตัวว่าสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ ก็ยังไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงข้ามเพศ หรือผู้ชายข้ามเพศ เปลี่ยนจากนายเป็นนางสาว เปลี่ยนจากนางสาวเป็นนาย ด้วยความกังวลในเรื่องส่วนตัวของบุคคลนั้นๆ อย่างเรื่องทางการแพทย์หรือเรื่องของความสัมพันธ์ ที่กลัวจะมีคนถูกหลอกลวง ฯลฯ
เรื่องนี้ทำให้หลายคนเริ่มท้อ เมื่อแทบทุกครั้งที่ประเด็น ‘คำนำหน้า’ ถูกหยิบยกมาพูดในการเรียกร้องประชาธิปไตย แต่กลับถูกโจมตีอย่างหนักในโลกอินเทอร์เน็ต และในเดือน Pride แบบนี้ อินฟลูฯ สาวข้ามเพศ อย่าง หมวย โซฮอท ที่เพิ่งเข้าร่วมเดินพาเหรดที่พัทยา พร้อมป้ายระบุข้อความว่า “นมก็มี กีก็ผ่า หน้าก็ทำ แต่คำนำหน้าเป็น ‘นาย’ #รับรองเพศสภาพกี่โมง?” จนถึงถือป้ายที่ยืนยันว่า “ผู้หญิงข้ามเพศก็คือผู้หญิง” เพื่อเรียกร้องให้ประเทศไทยมีกฎหมายเปลี่ยนคำนำหน้าเสียที และยืนยันว่าเธอที่เป็นผู้หญิงข้ามเพศก็มองตัวเองเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ควรมีสิทธิ มีเสียง แต่จากต้นโพสต์ของเธอ ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันมากมาย ทั้งคนที่เห็นด้วยกับเธอ และไม่เห็นด้วยกับเธอ บางคนตั้งคำถามว่า แล้วจะไปทำกีทำไมตั้งแต่แรก บางคนมองว่าถ้าผู้หญิงข้ามเพศมีคำนำหน้าเป็นนางสาว มันถือเป็นการหลอกลวงคนในความสัมพันธ์ เพราะสำหรับหลายคนยังรู้สึกว่า แม้คนรักจะผ่าตัดเปลี่ยนเพศมาแล้ว แต่ก็ไม่อาจมองข้ามเพศกำเนิดได้อยู่ดี ซึ่งอันที่จริงแง่มุมของการเปลี่ยนคำนำหน้า คงไม่ได้มีแค่การไปหลอกคนนั้นคนนี้เรื่องเพศกำเนิดตัวเองแน่ๆ ขณะที่บางคนมองว่าเป็นความยุ่งยากในการรักษาทางการแพทย์ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น คำนำหน้านั้นแทบจะไม่เกี่ยวอะไรกับการรักษาโรค หากแพทย์มีการซักประวัติทางสุขภาพของคนไข้อย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง และแน่นอนว่าถ้าประเทศไทยมีความเจริญทางเทคโนโลยี ยังไงก็สามารถที่จะตรวจสอบเพศกำเนิดได้อยู่แล้ว
ท่ามกลางคำเสียดสี เหยียดเพศ และไร้การรับฟังปัญหาที่คนข้ามเพศเผชิญกันอยู่ในสังคม เราอยากให้เสียงของคนข้ามเพศในบทความนี้เป็นเหมือนประตูสักบาน ที่ให้ทุกคนได้ลองเปิดเข้ามาทำความเข้าใจความยากลำบากในการใช้ชีวิตของคนข้ามเพศ ที่โดยทั่วไปไม่มีใครอยากเปลี่ยนคำนำหน้าเพื่อเอาไปหลอกใคร แต่เพียงอยากเปลี่ยนเพื่อให้ได้เป็นตัวเอง และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้นโดยไร้ซึ่งการเลือกปฏิบัติทางเพศก็เท่านั้น
คำนำหน้าของคนข้ามเพศกับการเดินทาง: นี่เป็นปัญหาคลาสสิกที่คนข้ามเพศหลายคนประสบพบเจอในลักษณะคล้ายๆ กัน เมื่อคำนำหน้าไม่ตรงกับเพศสภาพ จนทำให้ทุกๆ การเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางโดยเครื่องบิน พบเจอกับการเลือกปฏิบัติ และอคติทางเพศอย่างเลือกไม่ได้
มิตรสหายท่านหนึ่งบอกเราว่า “เราเคยเจอเจ้าหน้าที่สนามบินเรียกว่าคุณผู้ชาย ทั้งที่เราแต่งตัวเป็นผู้หญิง ก็ทักท้วงเขาไปแล้วด้วยนะ แต่เขาก็ยังจงใจเรียกเราว่าคุณผู้ชาย นี่มันอคติทางเพศชัดๆ”
มิตรสหายอีกท่านบอกกับเราเช่นกันว่า “ตอนนั้นกำลังจะกลับจากญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ดูพาสปอร์ตเราก่อนจะมองหน้าเรา เขาเลยเรียกว่า Mister แต่พอเขาหันมามองหน้าเรา ภาพตรงหน้าเขาคือผู้หญิงคนหนึ่ง เขาก็ทำหน้ารู้สึกผิด แล้วเรียกเราว่า Miss แทน ซึ่งมันทำให้เห็นว่า บางครั้งไม่ได้สร้างความกระอักกระอ่วนใจแค่กับตัวเรา แต่เจ้าหน้าที่บางคนก็รู้สึกไม่ดีในการที่จะพูดคำนำหน้าของเราเหมือนกัน”
มากไปกว่านั้น ในบางประเทศก็ไม่สามารถอนุญาตให้คนข้ามเพศเข้าประเทศได้เลย หากคำนำหน้าไม่ตรงกับเพศสภาพ หรือบางประเทศก็มีความยุ่งยากในการซักถาม ทำให้หลายคนต้องติดอยู่ในด่านตรวจคนเข้าเมืองอยู่นานพอสมควร เช่นเดียวกับ โม-จิรัชยา ศิริมงคลนาวิน ที่เคยให้สัมภาษณ์กับ Mirror ไว้ว่า “ตอนเด็กๆ เราอาจจะคิดว่า โอ๊ย เป็นกะเทย นายก็นายไปสิ แต่พอโตขึ้นมันทำให้เราคิดใหม่ เพราะมีหลายสิ่งที่เราเจอ ทั้งเรื่องเอกสาร เวลาบินไปต่างประเทศ ที่มีโอกาสติด ตม. ถูกตั้งคำถาม มันเสียเวลา และเสียความมั่นใจ” หรือโยชิ-รินรดา ที่เคยให้สัมภาษณ์กับเราเช่นกันว่า “เราแค่อยากจะใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงจริงๆ โดยไม่ต้องมีปัญหาตอนไปต่างประเทศที่พาสปอร์ตไม่รองรับ หรือต้องเข้า ตม. เสียเวลาวุ่นวาย โดนเม้าท์เวลายื่นบัตรประชาชนให้หน่วยงานต่างๆ ดู เราแค่อยากมีชีวิตที่มันง่ายขึ้น”
มิตรสหายของเราอีกคนหนึ่ง ผู้เคยมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องนี้หลายต่อหลายครั้ง บอกเล่ากับเราว่า “เราน่าจะเป็นคนหนึ่ง (ท่ามกลางกลุ่ม LGBTQ+) ที่มีปัญหาเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศทุกครั้ง ไม่ว่าจะเดินทางคนเดียว เดินทางกับเพื่อน หรือเดินทางกับที่ทำงานก็ตาม ร้อยทั้งร้อย พอถึงจุดตรวจคนเข้าเมืองแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่มาแยกเราออกไปสอบข้อมูลเพิ่มเติมตลอด กรณีเรา แม้จะรอดออกมาได้ทุกครั้ง แต่ก็ตามมาด้วยขั้นตอนการเตรียมเอกสารที่เราเชื่อโดยส่วนตัวว่า มากกว่า ‘ชายหรือหญิงทั่วไป’ ทุกทริปของเราจะขาดแพลน เอกสารการจองที่พัก หรือเอกสารรับรองการทำงานไม่ได้เลย”
“ทีแรกเราก็สงสัยว่า ตัวเองทำพิรุธอะไรหรือเปล่า? เจ้าหน้าที่ทุกประเทศถึงต้องกักเราไว้ แต่พอได้คุยทั้งกับเพื่อนร่วมทริปและเพื่อนร่วมงาน ทุกคนยืนยันว่า เราก็ดูเป็นคนธรรมดาคนนึง ไม่ได้ผิดแผกอะไรจากคนอื่น นอกเสียจาก ‘คำนำหน้าชื่อ’ ที่ไม่ตรงกับรูปลักษณ์ มันเลยทำให้เราได้รู้ว่า ด้านหนึ่งของการคงคำนำหน้านามตามเพศกำเนิด ก็อาจทำให้เราโดนปฏิบัติต่างจากคนอื่นได้ด้วยเหมือนกัน”
จากประสบการณ์ของหลายๆ คน การเรียกร้องครั้งนี้จึงไม่ใช่การเอาแต่ใจอย่างที่บางคนคิดว่าคนข้ามเพศได้คืบจะเอาศอก แต่ปัญหานี้ล้วนเป็นปัญหาที่กระทบต่อการใช้ชีวิตโดยตรง และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนข้ามเพศควรจะได้รับ
คำนำหน้าของคนข้ามเพศกับการรักษาพยาบาล: ชาวเน็ตหลายคนยกเรื่องการรักษาโรคในสถานพยาบาลขึ้นมา เพราะมองว่า หากคนข้ามเพศเปลี่ยนคำนำหน้า จะทำให้การรักษาทางการแพทย์มีปัญหา จนถึงห่วงว่าแพทย์จะทำงานลำบาก ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้ว หากผู้ป่วยจะต้องทำการรักษาโรคอะไรสักโรคหนึ่งที่ต้องคำนึงเพศกำเนิด เช่น ความผิดปกติทางมดลูก ประจำเดือน ต่อมไร้ท่อ ฮอร์โมน ฯลฯ โดยปกติแล้วก็เป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะทำต้องทำการซักประวัติให้ละเอียดเสียก่อนอยู่แล้ว
มิตรสหายท่านหนึ่งแชร์ประสบการณ์ตรงให้เราฟังว่า “คนอื่นชอบคิดว่า การไปหาหมอของคนเป็นทรานส์จะทำให้หมอสับสนถ้าคำนำหน้าเป็นนางสาว หรือถ้าเขาคิดว่าเรามีเพศกำเนิดหญิง แต่จริงๆ แล้ว จากประสบการณ์ตรงที่ไปหาหมอแทบทุกครั้ง หมอก็คิดว่าเป็นผู้หญิงแท้ๆ ทุกครั้ง ไม่เคยมีปัญหานี้เลย เพราะคุณหมอเอง หรือคุณพยาบาลที่ดี เขาจะซักประวัติถามเราอยู่แล้วค่ะว่า ประจำเดือนมาล่าสุดตอนไหน มีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์หรือเปล่า ซึ่งเราก็มีหน้าที่ตอบตรงๆ ไปเลยว่า ‘ไม่มีประจำเดือนค่ะ หนูเป็นทรานส์’ แค่นี้ จบ เข้าใจตรงกัน”
เช่นเดียวกับ โม-จิรัชญา ที่เคยเล่าให้เราฟังว่า “เพื่อนที่อยู่ออสเตรเลีย ไปหาหมอ ภาพลักษณ์เป็นเพศหญิง หมอถามว่าประจำเดือนมาเมื่อไร เพื่อนเราก็แค่บอกว่าไม่มีประจำเดือนค่ะ เป็นทรานส์ มันเป็นเรื่องที่โคตรง่ายเลยอะ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาทำอะไร เราสามารถอิงข้อมูลตรงนั้นได้นะคะ”
มิตรสหายอีกท่านหนึ่ง ผู้ซึ่งเคยถูกเลือกปฏิบัติโดยตรงจากการเข้ารับการรักษา เธอเล่าว่า “ตอนเรา admit เข้าโรงพยาบาล เราต้องไปอยู่ในวอร์ดผู้ป่วยชาย มันโคตร insecure และรู้สึกแพนิกมากๆ โชคดีที่ตอนนั้น เราได้ห้องพิเศษ เลยได้เปลี่ยน”
ใครยังมองว่าการเข้าโรงพยาบาลของคนข้ามเพศด้วยคำนำหน้าตามเพศสภาพเป็นเรื่องยุ่งยาก เราอยากให้ลองคิดใหม่ เพราะหลายคนพิสูจน์แล้วว่า จริงๆ ไม่ได้ยุ่งยากเลย และคุณอาจจะกำลังคิดไปเองว่ามันยุ่งยากเพราะมีอคติก็ได้ และหากคนข้ามเพศคิดจะปกปิดแพทย์ขึ้นมาจริงๆ เรื่องเพศกำเนิด นั่นก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพวกเขาเอง ซึ่งถ้าคิดแบบกว้างๆ จะมีสักกี่คนที่ไม่อยากให้ตัวเองหายป่วยกันล่ะ? ฉะนั้น จะมีเหตุผลอะไรถึงจะต้องปิดบัง
คำนำหน้าของคนข้ามเพศกับความสัมพันธ์: นี่ถือเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ณ ตอนนี้ นั่นคือการที่หลายคนมองว่าหากคนข้ามเพศเปลี่ยนคำนำหน้าแล้ว จะเอาไป ‘หลอก’ คนรัก ไม่ว่าจะการหลอกมีเพศสัมพันธ์ หลอกแต่งงาน หลอกให้รัก หลอกเรื่องมรดก ฯลฯ ซึ่ง…ในความเป็นจริงแล้ว การถูกหลอกแบบนี้ ไม่ว่าจะคนเป็นชายตามเพศกำเนิด หรือคนเป็นหญิงตามเพศกำเนิด ก็ถูกหลอกและเป็นฝ่ายหลอกกันมาโดยตลอดหลายครั้งตามที่เห็นกันตามข่าว แต่ก็ไม่ได้มีใครตีตราหรือเหมารวมกันเสียเท่าไร แต่ทำไมพอเป็นคนข้ามเพศ กับมองว่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรงกว่าไปเสียได้? และนั่นอาจหมายถึงหลายคนแค่มีอคติทางเพศ และไม่ได้มองคนข้ามเพศเป็นคนเท่ากันก็เท่านั้น
มิตรสหายท่านหนึ่งเปิดอกเล่าให้ฟังว่า “ด้วยมายาคติและสังคมหล่อหลอมทำให้หลายคนยังมีชุดความเชื่อว่า ทรานส์จะหลอกผู้ชาย และในทางเดียวกัน นั่นก็เป็นความ insecure ของสเตรทด้วย ที่คิดว่าการเปลี่ยนคำนำหน้าคือทำให้คุณค่าความเป็นชาย ความเป็นหญิงที่พวกเขาได้มาแต่กำเนิดลดลง ซึ่งมันไม่ใช่เลย สุดท้ายคนยังอยากให้ LGBTQ+ เป็นบุคลากรชั้น 3 อยู่วันยังค่ำ เหมือนเท่าเทียมได้ แต่อย่ามากเกินไป”
มิตรสหายท่านหนึ่งที่ต่างมีความสัมพันธ์โรแมนติกกับผู้ชายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เธอยืนยันว่า “ความสัมพันธ์ที่เฮลตี้ มันเริ่มจากความซื่อสัตย์ การที่เราจะคบกับผู้ชายคนไหน เราจะบอกเขาชัดเจนตลอดว่า เราเป็นทรานส์ ไม่เคยคิดจะหลอกลวงอะไรใคร ซึ่งเพื่อนรอบๆ ตัวเราทุกคนที่เป็นทรานส์ก็บอกผู้ชายแบบนี้เช่นกัน เราคิดว่ายุคนี้แล้ว ใครๆ ก็อยากมีความรักที่จริงใจ การเข้าหาด้วยการหลอกลวงไม่ใช่สิ่งที่คิดจะทำเลยสักครั้งเดียว”
“หรือถ้าหากบางคนจะโดนทรานส์หลอกขึ้นมาจริงๆ เรามองว่าการมีกฎหมายคำนำหน้า ควบคู่กับสมรสเท่าเทียม จะทำให้ฝ่ายชายได้รับความเป็นธรรมเมื่อถูกหลอกได้เหมือนกัน คุณก็จะมีสิทธิฟ้องหย่าไง จบ แค่นั้นเอง”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อโต้แย้งของคนไทยหลายคนจากประเด็นเรื่องการมีความสัมพันธ์กับคนเป็นทรานส์ เพราะกลัวคนเป็นทรานส์จะหลอกว่าเป็นหญิงแท้ แล้วตัวเองจะรู้สึกว่า ‘ไม่แฟร์’ ในความสัมพันธ์ ก็ทำให้น่าฉุกคิดเหมือนกันว่า เมื่อเราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้ากันไปไกล และทำให้คนคนหนึ่งสามารถข้ามเพศมาเป็นเพศที่ใจรักได้อย่างเต็มที่ในทางร่างกายแล้ว การที่ยังมีคนยังรับไม่ได้กับเพศกำเนิด ก็เป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่า หลายคนยังไม่สามารถยอมรับได้อย่างแท้จริง ว่าคนข้ามเพศเป็นผู้ชายคนหนึ่ง หรือผู้หญิงคนหนึ่ง แม้ว่าในบางครั้ง ก่อนที่จะรู้เรื่องเพศกำเนิด บางคนก็ชอบพอหญิงข้ามเพศคนหนึ่งอย่างผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เมื่อรู้ความจริง ก็กลายเป็นมองด้วยสายตาเปลี่ยนไป หรือกระทั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากคบกับผู้หญิงข้ามเพศจะกลายเป็นไม่ใช่ชายแท้หรือเปล่า ซึ่งเราคงต้องบอกตรงนี้ว่า หากตอนแรกคุณตกหลุมรักเธอเพราะเธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง นั่นก็หมายถึงคุณก็ยังคงเป็นสเตรท หรือคนที่ชอบเพศตรงข้ามอยู่เหมือนเดิม
แต่หากความรักไม่สามารถเอาชนะอคติทางเพศที่ยึดติดกับคำว่า ‘แท้’ กันได้ การแยกย้ายกันไปก็คงเป็นทางออกที่แฟร์ที่สุด แต่ก็ฟังแล้วน่าเศร้าไม่น้อย
“บางครั้งเราก็เศร้าเหมือนกันนะที่หลายครั้งผู้ชายที่เข้ามาจีบเรา เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเมื่อเขารู้ว่าเราเป็นทรานส์ เราก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า ในเมื่อเขาเริ่มชอบเราเพราะมองเราเป็นผู้หญิง เขาจะเลิกชอบเราได้ทันที แค่เพราะเพศกำเนิดเราไม่ใช่ผู้หญิง แค่นั้นจริงๆ เหรอ…”
คำนำหน้าของคนข้ามเพศกับการถูก make fun: และสุดท้าย เมื่อเราข้ามผ่านมาเป็นผู้หญิง หรือผู้ชาย ตามที่ใจเราต้องการแล้ว ในบางครั้งคำนำหน้าสำหรับบางคน ก็ยังเป็นสิ่งเดียวที่ถูกใช้ในการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ โดยมิตรสหายท่านหนึ่งกล่าวว่า “เราเคยโดน make fun จากเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อเขาเห็นเอกสาร และคำนำหน้า หรือตอนที่เราไปทำบัตรประชาชนใบใหม่ เราก็ต้องหาเพื่อนหรือญาติไปเซ็นรับรองว่าเป็นตัวตนเดียวกัน เพราะรูปลักษณ์กับคำนำหน้าไม่สอดคล้องกัน ก็แอบตลกดีๆ และแสดงถึงความไม่เจริญทางเทคโนโลยีในประเทศอยู่”
“เราคิดว่าตอนนี้ บางคนด่าทรานส์เหมือนเป็นอาชญากรข้ามชาติ และมีข้ออ้างมาต่อต้านมูฟเมนต์ของทรานส์อยู่ตลอด โดยไม่เปิดใจฟังปัญหาที่เกิดขึ้นกับพวกเขาจริงๆ”
ท้ายที่สุดแล้ว มีหลายประเทศที่ไทยเราสามารถลองพิจารณาเป็นตัวอย่างได้ว่า คนข้ามเพศที่ได้เปลี่ยนคำนำหน้าตามความต้องการของตัวเองนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาอะไรในสังคมอย่างที่หลายคนกำลังกังวลอยู่จริงๆ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีข้อกำหนดทางกฎหมายที่แตกต่างกันไป บางประเทศ คนข้ามเพศสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแปลงเพศ แต่บางประเทศก็ยังต้องผ่านการวินิจฉัย ต้องใช้ฮอร์โมน ผ่าตัดแปลงเพศ หรือบางประเทศก็ต้องให้ศาลตัดสินเป็นกรณีไป ยกตัวอย่างรัฐบาลเยอรมนีที่เพิ่งอนุมัติกฎหมายให้เปลี่ยนเพศตามกฎหมายได้ง่ายขึ้นสำหรับคนข้ามเพศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องมีการตรวจสอบเชิงจิตวิทยาและส่งไปให้ศาลตัดสินก่อนถึงจะสามารถเปลี่ยนได้ ซึ่งหากกฎหมายนี้ผ่านจนได้รับการบังคับใช้จริง คนข้ามเพศในประเทศก็ไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนยุ่งยากเหมือนในอดีต ที่ทำเหมือนคนข้ามเพศเป็นคนป่วยอีกต่อไปแล้ว
หากที่ผ่านมามีหลายประเทศมากมายทั่วโลก ที่ให้เกียรติและเคารพความเป็นมนุษย์ของคนข้ามเพศด้วยการเปลี่ยนคำนำหน้าได้ ประเทศไทยก็ควรจะต้องทำได้เช่นกันเดียวกัน เพราะสำหรับบางคนแล้ว คำนำหน้า เป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตของพวกเขามาก เพราะอาจเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่ง ให้พวกเขาได้รู้สึกถึงการได้รับสิทธิที่เท่าเทียมคนอื่นจริงๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และตัวกฎหมายของประเทศไทยเองจะมีเนื้อหาหรือข้อกำหนดอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือกันอีกครั้ง แต่เบื้องต้น กฎหมายนี้ก็ควรถูกผลักดันเข้าไปในสภาฯ อย่างจริงจัง ให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างเสียก่อนได้แล้ว
อ้างอิง:
https://www.japantimes.co.jp/news/2023/10/25/world/society/gender-change-country-snapshot/
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ความสำคัญของการเปลี่ยน ‘คำนำหน้า’ ให้ตรงเพศสภาพ จากประสบการณ์ตรง ที่ผู้หญิงข้ามเพศในไทย ยังเลือกสู้ต่อไป จนกว่าจะถึงวันที่ “เราเท่ากันจริงๆ”
- อ้วนขึ้น หรือหุ่นเปลี่ยนไปก็ไม่ได้แปลว่าต้อง ‘ท้อง’ หรือต่อให้ท้องจริงๆ ก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องชี้แจง จาก Taylor Swift ถึง Lady Gaga เมื่อผู้หญิงหลายคน ถูกสงสัยว่าท้อง เพียงเพราะหน้าท้องไม่แบนราบเหมือนเดิม
- Claudia Sheinbaum Pardo ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเม็กซิโก กับความตั้งใจผลักดันเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com