โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

2 กูรูฟันธงย้าย “แม่สาย” พื้นที่เสี่ยงภัย ล่อแหลม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ต.ค. 2567 เวลา 03.50 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2567 เวลา 00.44 น.
ภาพจาก FB: Suttisak Soralump

ปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มที่เกิดขึ้นถี่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศขณะนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก และไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งสุดท้าย เพียงแต่ฤดูฝนปีนี้ความรุนแรงเริ่มถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ อย่าง อ.แม่สาย อ.เมืองเชียงราย อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย จ.ลำปาง และ จ.เชียงใหม่

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ 2 กูรู “นายพิชิต สมบัติมาก” อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) และ “รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์” อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อมาไขความกระจ่างต้นตอของปัญหา เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงอันตรายจากภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น

ชง ครม.แผนที่ดินถล่ม 54 จังหวัด

อธิบดีพิชิตบอกว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ 54 จังหวัด 463 อำเภอ 1,984 ตำบล 15,080 หมู่บ้าน จากลักษณะสภาพภูมิประเทศพื้นที่ภูเขาที่มีความลาดชันสูง ลักษณะทางธรณีวิทยาเป็นหินผุพังใต้ชั้นดินหนา การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประกอบกับฝนตกหนักและนานต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากได้

กว่า 2 ปีที่ผ่านมามีการจัดทำ “แผนที่พื้นที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มประเทศไทย” 54 จังหวัด อยู่ระหว่างการนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เบื้องต้นได้ส่งให้ทุกจังหวัดเสี่ยงได้ใช้ประโยชน์แล้ว พร้อมตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย และเสริมความร่วมมือของชุนชนให้ปลอดภัย โดยตั้งแต่ปี 2546-2567 มีอาสาสมัครในพื้นที่ 51 จังหวัด 45,789 คน และเครือข่ายวัดปริมาณน้ำฝน 7,300 คน

ที่ผ่านมาทางกรมมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย เพื่อติดตามตรวจสอบสภาพอากาศ ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย เพื่อนำมาวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย จัดทำรายงานสถานการณ์ธรณีพิบัติภัยประจำวัน มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ

ขณะที่ในพื้นที่เสี่ยงตอนนี้ มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย ให้ความรู้กับประชาชน มีการประกาศเสียงตามสายแจ้งเตือนภัย จัดเวรยามเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมพร้อมอพยพไปยังจุดปลอดภัยผ่านกลุ่มไลน์ และมือถือ

ปัจจุบันมีการทำ MOU ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ประกอบด้วย กรมทรัพยากรธรณี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรน้ำ และกรมป่าไม้ เพื่อบูรณาการป้องกันแก้ไขปัญหาแผ่นดินถล่มในอนาคต พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องตรวจติดตามการเคลื่อนตัวของมวลดิน ให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ต้นน้ำ

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2568 จัดทำพื้นที่ต้นแบบเพื่อจัดทำแนวทางการป้องกันและลดการชะล้างพังทลายของดิน ในพื้นที่วิกฤตที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาแม่สรวย ลุ่มน้ำโขงเหนือ (บ้านดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย)

แนะนำการสร้างฝายในพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มควรศึกษาผลกระทบให้รอบด้าน โดยเฉพาะทางระบายน้ำล้นเป็นพื้นที่เสี่ยง ไม่ควรให้มีบ้านเรือน อยู่อาศัยถาวร การสร้างสะพานข้ามลำน้ำใหญ่ ไม่ควรให้มีเสามากเกินไป และต้องสูงเพียงพอที่จะไม่เป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ

ในกรณีที่ลำน้ำไม่กว้างเกินไป ควรสร้างถนนแบบลดระดับ (ถนนน้ำล้น) รวมถึงปรับปรุงระบบนิเวศของลำน้ำโดยการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความรุนแรงของกระแสน้ำ การก่อสร้างโครงสร้างป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินถล่ม

“อยากแนะนำประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินถล่ม ควรหลีกเลี่ยงที่จะไปตั้งบ้านอยู่อาศัย ไม่ควรปลูกสิ่งก่อสร้างที่ไปกระตุ้นให้เกิดดินถล่ม เช่น การตัดไหล่เขาสร้างบ้าน ที่พัก รีสอร์ต หลีกเลี่ยงการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือปรับเปลี่ยนสภาพพื้นที่บริเวณสูงชัน และที่ลาดเชิงเขา ที่มีความลาดชันมากกว่า 30 องศา

เพราะมีผลทำให้เสถียรภาพของลาดดินลดลง อาจส่งผลทำให้เกิดความเลื่อนไถลของชั้นดินและหินได้ ตอนนี้หากเป็นพื้นที่ที่เคยเกิดดินถล่ม หากเราไปแจ้งเตือน คนน่าจะให้ความร่วมมืออย่างรวดเร็ว แต่พื้นที่ที่ไม่เคยเกิด ถ้าให้ไปอพยพน่าจะยาก เพราะมีความห่วงทรัพย์สินเป็นเรื่องปกติ

แต่เราต้องทำอย่างไรให้เขาเชื่อฟัง นี่เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเรื่องใหญ่มาก ที่จะทำให้คนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย เพราะจริง ๆ แล้วที่ผ่านมา หมู่บ้านเขาอยู่มาก่อนแล้ว การไปอพยพพี่น้องประชาชนออกจึงเป็นเรื่องยาก เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชน แม้กระทั่งคนอยู่ในพื้นที่ผิดกฎหมาย กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ก็อยู่พื้นที่เสี่ยง ดังนั้นการอพยพออกอาจจะมีคนมาต่อต้าน เดินขบวนคัดค้าน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดทุกวัน”

ย้ายแม่สายพื้นที่ล่อแหลม

รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ฉายภาพเจาะเฉพาะพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ว่า อำเภอแม่สายถือเป็น “พื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ล่อแหลม” สาเหตุที่เกิดภัยพิบัติ เพราะมีคนเข้าไปอาศัยอยู่ “จากข้อมูลสภาพทางธรณีวิทยา เขตชุมชนเมืองใน อ.แม่สาย เป็นพื้นที่ดอน เกิดจากดินที่ไหลทับถมมาตั้งแต่ในอดีต เป็นพื้นที่อยู่ติดตีนเขาสูง มีน้ำเเละตะกอนที่ถูกกัดเซาะไหลออกมาตรงปากของร่องเขา เเละเเผ่ออกเป็นรูปพัด ไม่ใช่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำทั่วไป

หากมองกระบวนการเปลี่ยนแปลงเปลือกโลก ภูเขาจะถูกกัดเซาะ ทำให้ดินไหลมาตามแรงโน้มถ่วงลงมาพื้นที่ราบ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่สุดท้ายแล้ว ภูเขาอาจทลายลงเป็นที่ราบในที่สุด ส่วนพื้นที่ดอนสูงเกิดจากกระบวนการไหลของตะกอนเป็นที่สูง เช่น หมู่บ้านดอยช้าง

ผมขอเอาข้อมูลเก่าที่ผมเเละลูกศิษย์เคยไปสำรวจสภาพชั้นดินเเละน้ำใต้ดินในพื้นที่ อ.แม่สายมาดูในรายละเอียด เห็นได้ชัดว่าบริเวณพื้นที่ด่านเเละชุมชนเเม่สาย เป็นพื้นที่ที่มีระดับพื้นดินสูงกว่าในด้านฝั่งตะวันออก มีระดับน้ำใต้ดินที่ขึ้นลงตามมีอิทธิพลมาจากภูเขา ลักษณะเป็น Terrace deposits (พื้นที่สีเหลืองเข้ม) เป็นส่วนหนึ่งของดินตะกอนรูปพัด

ระดับพื้นดินที่สูงนี้เกิดจากการทับถมของดินตะกอนที่ไหลลงมาจากภูเขานำพามาโดยลำน้ำ เเละมาเป็นช่วง ๆ โดยมีอายุตะกอนไม่น่าต่ำกว่า 10,000 ปี (Holocence period) ดังนั้นตะกอนเหล่านี้ถูกทับถมสะสมมาก่อนที่มนุษย์จะเข้าไปอยู่อาศัย เเละก็จะลงมาทับถมต่อไป

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแยกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.เกิดจากคนไปอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอันตรายหรือไม่ 2.เมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยพื้นที่ล่อแหลม คนที่เข้าไปอยู่มีการจัดการที่เข้มแข็งหรือเปราะบาง เช่น ไม่ควรไปสร้างอาคารพื้นที่ตีนเขา และบนภูเขา

หากเปรียบเทียบแม่สาย และภูเก็ต เป็นลักษณะคล้ายกัน คือมีผู้ได้รับผลกระทบคือผู้ที่อยู่บริเวณตีนเขา เพียงแต่พื้นที่รับน้ำที่ภูเก็ตเป็นพื้นที่เสี้ยว ๆ เล็ก ในขณะที่ อ.แม่สาย เปรียบเสมือนเป็นโอ่งใหญ่ ที่หลายคนบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากมนุษย์ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า ผมไม่ทราบ ต้องไปเก็บข้อมูล แต่มีการไปสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำ มีน้ำท่วมบ่อย

สำหรับแนวทางออกในการแก้ปัญหาพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ล่อแหลม เพื่อลดความเสี่ยง แบ่งเป็นแผนระยะสั้น กลาง และยาว ในส่วนแผนระยะสั้น “การซักซ้อม” ต่อไปจะต้องมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและส่วนกลางลงไปช่วยทำกระบวนการ โดยตอบคำถาม 3 ข้อให้ได้ 1.When ทูโก เมื่อไหร่จะหนี 2.How ทูไป จะไปอย่างไร

3.Where ไปที่ไหน โดยรัฐจะต้องจริงจัง มีงบประมาณให้กับการซ้อม หรืออาจมีงบประมาณให้กับอาสาสมัคร และประชาชนต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการที่สามารถทำได้เลย ควรเปลี่ยนวิธีการสั่งการจากวิธี Top-down หรือ แนวการคิดแบบเสื้อโหล ให้เป็นการคิดแบบ Bottom up เพื่อให้ด้านบนตอบสนอง

แผนระยะกลาง “การทำโครงสร้างป้องกัน” เป็นแผนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องเข้าไปดำเนินการ เช่น การทำฝาย ทำกำแพงเสริมเหล็ก ชะลอมวลดินที่จะไหลมาจากภูเขา เป็นการลดความเสี่ยง ฯลฯ

ส่วนแผนระยะยาว “การย้ายเมือง อำเภอแม่สาย มีความจำเป็นต้องย้ายชุมชนออกไป แม้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายปีก็ตาม แต่ต้องทำ เนื่องจากเป็นพื้นที่เสี่ยงและล่อแหลม โดยต้องมีการจัดทำผังเมืองเศรษฐกิจรองรับ และสร้างกระบวนการทางเศรษฐศาสตร์ในแง่ธุรกิจเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งสามารถจัดทำได้ทันที

ที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นการย้ายเมืองจากกรณีดินถล่ม เช่น ปี 2561 บ้านห้วยขาบ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน นายอำเภอสั่งย้ายหมู่บ้านบริเวณตีนเขากว่า 100 ครัวเรือน และปี 2549 ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ พื้นที่เปราะบางมีคนอาศัยอยู่น้อย ควรทำแผนย้ายตลาดชุมชน โดยวางผังเมืองให้ดี

https://www.youtube.com/watch?v=46TVjIHWbA4&t=5s

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 2 กูรูฟันธงย้าย “แม่สาย” พื้นที่เสี่ยงภัย ล่อแหลม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...