เสียงแตกวุ่น ฟ้องป้องสิทธิ-ปิดปาก เมื่อพรรคประชาชน ทนไม่ไหว เจอกล่าวหา เป็นบีอาร์เอ็น
เสียงแตกวุ่น ฟ้องป้องสิทธิ-ปิดปาก เมื่อพรรคประชาชน ทนไม่ไหว เจอกล่าวหา เป็นบีอาร์เอ็น
เปิด 2 มุมมองร้อน กรณีที่ พรรคประชาชน ประกาศใช้สิทธิการดำเนินคดีกับผู้ที่แสดงความคิดเห็นโดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จกล่าวหาว่า พรรคประชาชาชน เป็นแนวร่วมของขบวนการปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือ BRN มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภายใต้
ฝ่ายแรก วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่ายยาวอธิบายความจำเป็นต้องฟ้องในกรณีนี้ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยยืนยันว่า การฟ้องในครั้งนี้ไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปาก (SLAPP : Strategic lawsuit against public participation)
พร้อมขอยืนยันว่า พรรคประชาชน ยังคงเคารพในเสรีภาพของการแสดงออก (Freedom of Expression) และเปิดกว้างยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ จากทั้งคนที่เห็นตรง และเห็นต่าง อยู่เสมอ
ผมคิดว่า เหตุผลความจำเป็นที่ต้องฟ้องในครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญอยู่ 3 ประเด็น คือ
1. การกล่าวหาในลักษณะที่สื่อว่าพรรคประชาชน มีส่วนเกี่ยวพันกับการก่อเหตุความรุนแรง นั้นเป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ และมีความเป็นไปได้ว่าผู้ที่เผยแพร่ มีเจตนาที่จะเผยแพร่ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเท็จ รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต หรือมีความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงต่อความจริง ทั้งๆ ที่อยู่ในวิสัยที่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แต่ก็ไม่กระทำ หลักฐานอ้างอิงที่นำมาเชื่อมโยงเพื่อกล่าวหา ก็ปราศจากน้ำหนักที่มีนัยสำคัญ เป็นการเชื่อมโยงเอาเองตามอคติ
ซึ่งถือเป็น “ความมุ่งร้ายโดยเจตนา” (Actual Malice)
ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา Barry Goldwater อดีตวุฒิสมาชิก ก็เคยฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทต่อ Fact Magazine และผู้จัดพิมพ์ Ralph Ginzburg หลังจากที่นิตยสารดังกล่าวเผยแพร่บทความในปี 1964 ซึ่งอ้างว่า Goldwater มีปัญหาทางจิต และไม่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งประธานาธิบดี บทความนี้ได้รับความคิดเห็นจากจิตแพทย์ที่ไม่ได้ตรวจสุขภาพจิตของ Goldwater โดยตรง ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงครั้งใหญ่ในวงการสื่อ และจิตเวชศาสตร์
ในที่สุด ศาลได้พิจารณาว่ากรณีนี้เป็น ความมุ่งร้ายโดยเจตนา (Actual Malice) และพิพากษาให้ Goldwater ชนะคดี โดยได้รับค่าชดเชย $1 และค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) อีก $75,000
2. การเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จในครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคประชาชนโดยลำพัง แต่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อสาธารณะอย่างร้ายแรง ความเคียดแค้นชิงชังที่เกิดขึ้น จากข้อความเท็จที่ใส่ร้ายว่าพรรคประชาชนเกี่ยวพันกับการก่อเหตุรุนแรง นั้นส่งผลกระทบต่อความปรองดองของประชาชน และอาจก่อให้เกิดความแตกแยก และความรุนแรงระหว่างประชาชนด้วยกันเอง การฟ้องร้องในครั้งนี้ พรรคประชาชนจึงไม่ได้ดำเนินการด้วยความโกรธ หรือต้องการที่จะตอบโต้ แต่มีเจตนาที่ต้องการจะปกป้องสาธารณะ จากผลกระทบของการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จในครั้งนี้
ผมเชื่อว่า หากเป็นการด่าทอต่อว่าในทางที่ทำให้พรรคเสียหาย โดยที่ไม่มีผลกระทบต่อสาธารณะ ต่อให้เป็นการด่าทอด้วยถ้อยคำผรุสวาท ผมก็เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไม่มีทางฟ้องอย่างแน่นอนครับ
3. การฟ้องของพรรคประชาชนในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการดำเนินคดีอาญา ไม่ได้ต้องการให้ผู้เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จต้องถูกจำคุก หรือต้องรับโทษทางอาญา แต่เป็นการฟ้องร้องในทางแพ่ง เพื่อให้ผู้กระทำได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงในสิ่งที่ตนกล่าวอ้าง และในกรณีที่ผู้เผยแพร่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ผู้ที่เผยแพร่ก็ควรต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะตามสมควร โดยที่พรรคไม่ได้หวังที่จะเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินทองมหาศาลจากผู้ที่กระทำ แต่อย่างใด
ผมคิดว่า หากผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ยอมรับผิด และขอโทษต่อสาธารณะ พร้อมกับให้คำมั่นว่าจะไม่กระทำการในลักษณะนี้อีก ผมก็เชื่อว่าพรรคประชาชน ก็พร้อมที่จะพิจารณายุติการฟ้อง หรือถอนฟ้อง การขอโทษ ก็เพียงขอโทษต่อสาธารณะก็พอครับ ไม่จำเป็นต้องขอโทษพรรคประชาชนก็ได้ พอขอโทษต่อสาธารณะเสร็จ จะกลับมาด่าพรรคประชาชนต่อเลยก็ได้ครับ จะไม่ชอบ หรือจะเกลียดพรรคประชาชนอย่างไร พวกเราพร้อมที่จะเคารพเสรีภาพในการพูด (Freedom of Speech) ของประชาชนทุกคนอยู่แล้วครับ
หวังว่าทรรศนะของผมต่อการฟ้องของพรรคประชาชน จะทำให้ทุกคนเข้าใจถึงความจำเป็นในการปกป้องสาธารณะ และมีความสบายใจมากขึ้นนะครับ ขอบคุณครับผม
ขณะที่ เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า “ในตลาดสินค้าทั่วไป เรายึดหลักเศรษฐกิจเสรี ใครอยากขายอะไรก็ขาย แม้กระนั้น ในกรณีที่กลไกตลาดล้มเหลว กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคก็จำต้องเข้ามาแทรกแซง ในกณีที่พ่อค้าตั้งใจขายสินค้าปลอม สินค้ามีตำหนิ จนผู้ซื้อไม่อาจใช้ความระมัดระวังอันควรป้องกันได้ รัฐต้องเข้ามาจัดการกับผู้ค้าที่ไม่สุจริต
ฉันใดก็ฉันนั้น ในตลาดความคิด marketplace of idea ทำไมเราถึงจะยืนยันหลักการตลาดเสรี เราไม่สู้กับสินค้าอันตรายด้วยการยกระดับเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ส่งเสริมให้คนผลิตสินค้าเข้าสู่ตลาดเยอะๆแล้วเชื่อว่าผู้บริโภคจะซื้อสินค้าที่ดีที่สุดไป เราก็ไม่ควรเชื่อว่า เราจะสู้กับ fake news ด้วยการยกระดับเสรีภาพการแสดงออก ยิ่งยกระดับ เสียงยิ่งระงมอื้ออึง จะหวังได้อย่างไรว่าคนจะเชื่อความคิดที่ถูกต้องหรือเที่ยงตรงที่สุดเสมอไป บ่อยครั้งเราก็ซื้อของผิด
พูดมายืดยาว คือ ในกรณีที่ตั้งใจปล่อยข่าวจนกระทบเสรีภาพคนอื่น ผู้ได้รับผลกระทบมันก็ต้อง และควรจะใช้สิทธิของตัวเองปกป้องทั้งชื่อเสียงตัวเองและสังคมโดยรวม ไม่งั้นสุดท้าย มันคือการอนุญาตให้ใช้เสรีภาพเต็มที่เพื่อทำลายเสรีภาพนั้นเอง”
ด้าน ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อาทิ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLawอ ได้โพสต์ผ่านแอปพลิเคชั่น X ถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายอาญาฐานหมิ่นประมาทฟ้องคนวิจารณ์ ไม่ว่าใครหรือพรรคไหนเป็นผู้ฟ้องก็ไม่เห็นด้วย
ไม่ว่าเรื่องที่กล่าวหานั้นจะเป็น 1.การวิจารณ์โดยสุจริต 2.การแสดงความเห็นซึ่งไม่มีถูกผิด 3.การใช้ข้อมูลที่ผิดโดยไม่รู้ตัว 4.การจงใจใส่ร้ายทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเท็จ
การไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องของความคิดในทางหลักการ ส่วนบางทีบางกรณีก็เห็นใจ เพราะก็โดนด่ากันหนักก็เลยเลือกฟ้องบ้าง ก็ไม่ได้โกรธเกลียดกัน แต่ไม่ได้สนับสนุน
ข้อ 1 2 3 4 มีดีกรีที่ไม่เหมือนกัน แยกแยะได้ และแยกแยะไม่ยาก แต่ทั้งข้อ 1 2 3 4 การเอาคนเข้าคุก ก็ไม่ได้แก้ปัญหา
Fake News เป็นสิ่งที่ผิด ไม่ใช่ Freedom of Speech
การแก้ปัญหาข้อมูลเท็จ ควรสนับสนุนการถกเถียงพูดคุยกันในเรื่องนั้นๆให้มากขึ้น ซึ่งจะสร้างสังคมที่เข้าใจและมีภูมิคุ้มกันในระยะยาว ส่วนการเอาบางคนเข้าคุกนั้น ไม่ได้เปลี่ยนความคิดความเชื่อได้
การฟ้องแพ่งต่อข้อมูลเท็จ เป็นทางเลือกหนึ่ง การฟ้องคดีอาจมีความหมายถึงการหากระบวนการมาพิสูจน์ถูกผิดกัน ซึ่งจำเป็นทางจิตใจสำหรับคนถูกกล่าวหา อาจจบที่การยอมรับผิด การขอโทษ การลบข้อความ ก็เป็นความยุติธรรมแบบหนึ่ง ซึ่งต้องมาจากการให้คนเรียนรู้จริงเท็จถูกผิด ไม่ใช่เพราะกลัวคุกจึงยอม”
ทนายเมย์ พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์เช่นกันว่า “การกล่าวหาว่าพรรคประชาชนเป็นแนวร่วม BRN คือรุนแรงจริง ยิ่งพิจารณาว่า สิ่งนี้ทำเพื่อเบี่ยงเบนการเรียกร้องความยุติธรรมกรณีตากใบ มันโหดร้ายกับพี่น้องที่กว่าจะกล้าออกมาสู้ด้วย
อย่างไรก็ตาม เราเห็นด้วยว่าพรรคการเมืองไม่ควรฟ้องคดีอาญาจากการพูดของประชาชน เรื่องนี้เห็นด้วยกับยิ่งชีพ และคำผกา อึดอัดมากก็ตั้งโต๊ะแถลงค่ะ
อาจเพราะว่า คนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนถูกกล่าวหามาโดยตลอดเหมือนกัน เป็นทนายโจร ชังชาติ รับเงินต่างชาติ บลา บลา บลา เลยเฉยๆมั้ง
ถูกกล่าวหามันก็เสียหาย เข้าใจ แต่ฟ้องประชาชนจะเสียหายกว่ามั้ย มันขัดกับจุดยืนที่สู้มาหรือเปล่า คิดดูดีๆ”
ส่วนพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กถึงกรณีดังกล่าวว่า “เป็นพรรคการเมืองไม่ควรฟ้องหมิ่นประมาทประชาชน ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ก็มีจริงบ้างเท็จบ้างตามประสา
ส่วนไหนที่เป็นเท็จก็ควรจะชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง ถ้าเลือกใช้วิธีฟ้องจะเสียจุดยืนเรื่องการไม่ฟ้องปิดปากประชาชน เผลอ สุดท้ายฟ้องไปแล้วศาลเอียงๆ ตัดสินว่า “ไม่ผิด” เพราะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ก็จะเสียรังวัดทางการเมืองเปล่าๆ ด้วยความหวังดี”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เสียงแตกวุ่น ฟ้องป้องสิทธิ-ปิดปาก เมื่อพรรคประชาชน ทนไม่ไหว เจอกล่าวหา เป็นบีอาร์เอ็น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th