พลิกแฟ้ม 4 นายกฯสู้คดีถอดถอน ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตาเศรษฐา
คอลัมน์ : Politics policy people forum
2 ทศวรรษการเมืองไทย อาจกล่าวได้ว่าไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนที่ไม่เคยขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ
อาจเว้น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แต่ใช่ว่าจะไม่เคยสู้ “คำร้อง” ในศาล เพียงแต่เผชิญตอนที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว และอาจเว้น “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ที่ไม่ได้ขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ สู้คดีเฉพาะตัว แต่ก็ถูกหางเลข พ้นเก้าอี้จากคดียุบพรรคพลังประชาชน
นอกนั้นต้องสู้คดีบนศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคดีถอดถอนออกจากตำแหน่ง
และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน “เศรษฐา ทวีสิน” ก็ไม่ต่างจากอดีตนายกฯคนก่อนหน้าที่ถูก 40 สว.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกจากตำแหน่ง กรณีแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ต่อไปนี้คือนายกรัฐมนตรีที่ต้องสู้คดีถอดถอนในศาลรัฐธรรมนูญ
ทักษิณ รอดซุกหุ้น
ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ต้องสู้คดีซุกหุ้นภาค 1 ข้อหา “จงใจยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความที่เป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง”
วันแถลงปิดคดี “ทักษิณ” กล่าวต่อหน้าองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตอนหนึ่งว่า “ฐานะของผมที่มั่นคงขึ้น จนสมัยหนึ่งมีคนกล่าวขานถึงว่า มีหลักทรัพย์มาก มียอดเงินฝากสูง มีกิจการใหญ่โต และอยู่ในลำดับต้น ๆ ของผู้เสียภาษีมากที่สุดนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่ผมเป็นตำรวจได้ยศ พ.ต.ท.ไปรีดไถใครมา และไม่ได้เกิดจากการที่ผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และกอบโกยจากการประมูล หรือการจัดซื้อจัดจ้าง หากแต่เกิดจากการประกอบธุรกิจที่สุจริตและชอบด้วยกฎหมาย”
กระทั่งวันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 2544 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 15 คน มีเสียงข้างมาก 8 ต่อ 7 เสียง ให้ชะตาของนายกฯ คนที่ 23 พ้นข้อกล่าวหา
สมัคร ชิมไปบ่นไป
คนต่อมาคือ “สมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 จากพรรคพลังประชาชน เผชิญวิบากกรรม เนื่องจากถูก เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง เนื่องจากการขัดกันของผลประโยชน์ เพราะการเป็นพิธีกร “ชิมไป บ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า”
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 วินิจฉัยว่า การจัดรายการของนายกฯสมัคร เป็นการกระทำเข้าข่ายกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 267 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551
ยิ่งลักษณ์ ปมถวิล
นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และเป็นนายกฯหญิงคนแรก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ถูกกลุ่ม 40 สว. นำโดย ไพบูลย์ นิติตะวัน ขณะนั้นเป็น สว.สรรหา ได้ยื่นคำร้องถอดถอนจากเหตุโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
“ยิ่งลักษณ์” ชี้แจงว่า ไม่ได้ใช้สถานะหรือตำแหน่งของการเป็นนายกรัฐมนตรีในการสั่งอนุมัติโดยลำพัง แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในการประชุมคณะรัฐมนตรี และการโยกย้ายเป็นไปตามความเหมาะสมตามดุลยพินิจของรองนายกฯที่ได้มอบอำนาจไปแล้ว
“ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อม ครม. เมื่อมีการยุบสภา การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยให้ความเป็นนายกฯสิ้นสุดลง ย่อมไม่มีวัตถุแห่งคดี คือความเป็นนายกฯให้ต้องสิ้นสุดลงซ้ำสอง”
ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีของ “ยิ่งลักษณ์” เป็นช่วงที่บริบทการเมืองกำลังร้อนแรง กลุ่ม กปปส.กำลังรุก-ไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จากผลพวงเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม อันเป็นเหตุให้มีการยุบสภา เมื่อช่วงปลายปี 2556 จึงมาสู่คำแก้ต่างว่า ความเป็นนายกฯ ได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่ยุบสภา
ทว่าวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 มีมติ 9 ต่อ 0 ว่า ยิ่งลักษณ์ใช้สถานะการเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายถวิล ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
แต่ 12 ปีต่อมา 26 ธันวาคม 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้อง
“การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ย่อมไม่อาจนำมารับฟังว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตเพื่อประโยชน์ของ พล.ต.อ. “พ.” จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย
มิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่ง หรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามฟ้อง ยกฟ้อง”
ประยุทธ์ โดนร้อง 6 ครั้ง
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คนที่ 29 กลายเป็นผู้ถูกร้องมากที่สุด ในช่วงเวลาที่เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง 2562 ถึง 5 ครั้ง
ครั้งที่ 1 เมื่อ 27 สิงหาคม 2562 ถูกร้องเรื่อง กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 ทว่า 12 กันยายน 2562 ศาลรัฐธรรมนูญ “ไม่รับคำร้อง”
ครั้งที่ 2 เมื่อ 28 มิถุนายน 2562 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องเข้าข่ายเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เป็นลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่ง 18 กันยายน 2562 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัย พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ถือว่าเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ”
ครั้งที่ 3 เมื่อ 9 มีนาคม 2563 ฝ่ายค้านยื่นคำร้องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ กรณีอาศัยบ้านพักหลวง
2 ธันวาคม 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกฯ จากกรณีพักอาศัยในบ้านพักข้าราชการทหาร แม้เกษียณอายุไป 6 ปี
ครั้งที่ 4 เมื่อ 8 เมษายน 2564 พรรคเพื่อไทย 75 คน ยื่นคำร้องกรณีเอื้อสัมปทานรถไฟฟ้า 1 กรกฎาคม 2564 ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง
ครั้งที่ 5 เมื่อ 17 สิงหาคม 2565 พรรคฝ่ายค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158
เนื่องจากฝ่ายค้านตีความว่า การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2557 จนถึงเวลานั้น ครบ 8 ปีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว
30 กันยายน 2565 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า การดำรงตำแหน่งของผู้ถูกร้องนับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2565 ผู้ถูกร้องจึงดำรงตำแหน่งนายกฯ ยังไม่ครบกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ตามมาตรา 158 วรรคสี่ ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจึงไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่
กล่าวคือตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 เนื่องจากเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญใหม่
“ไม่ว่ากรณีใด เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับทุกอย่าง จึงต้องเริ่มนับทันที กรณีรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่ เรื่องระยะ 8 ปี จึงต้องเริ่มนับทันทีนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พลิกแฟ้ม 4 นายกฯสู้คดีถอดถอน ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตาเศรษฐา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net