35 ปีกับแบงก์ชาติ : ชีวิตที่ผูกพัน
ผู้เขียน : รณดล นุ่มนนท์
การทำงานในองค์กรใดองค์กรหนึ่งถึง 35 ปี ถือเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เพราะใช้เวลาเกินครึ่งชีวิตผูกพันกับองค์กรแห่งนั้น
ผมหยิบหนังสือรุ่น “ผูกสัมพันธ์” ที่ผมและพนักงานน้องใหม่ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) รุ่น 4 ปี 2532 จานวน 30 คน ได้จัดทำขึ้นในช่วงปฐมนิเทศร่วมกัน ที่สำนักฝึกอบรมสุรวงศ์ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ขึ้นมาอ่าน พี่ ๆ และเพื่อน ๆ หลายคนลาออกไปบ้าง เกษียณไปบ้าง จนถึงตอนนี้ยังเหลืออยู่เพียง 3 คน ที่จะได้รับของที่ระลึกในการทำงานครบ 35 ปี คือผม, อลิศรา มหาสันทนะ รองผู้ว่าการ และทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ผมหลับตาย้อนเวลากลับไปทบทวนความทรงจำว่า “รู้จักแบงก์ชาติได้อย่างไร”
คงต้องย้อนกลับไปสมัยเด็ก ๆ เมื่อผมและน้องชาย (ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์) นั่งรถเมล์จากนครปฐมมาที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี ทุกครั้งต้องผ่านสี่แยกเทเวศร์ และรั้วประตูหน้าวังบางขุนพรหม ได้เห็นอาคารสง่างามเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ ภายหลังได้ทราบว่า อาคารหลังนั้นเป็นสถานที่ทำงานของแบงก์ชาติ เมื่อได้อ่านหนังสือเรื่อง “ประวัติ วังบางขุนพรหม” ที่แม่ (ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.แถมสุข นุ่มนนท์) เขียนไว้ในโอกาสเปิดอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ (อาคาร 2 ในปัจจุบัน)
เมื่อปี 2525 ด้วยชะตาชีวิตที่คงลิขิตไว้ ผมได้รับทุนการศึกษาต่อยอดของธนาคารไปเรียนต่อปริญญาโท และยังจำได้อย่างแม่นยำถึงวันแรกที่เข้ามารายงานตัวเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2532 บุคคลแรกที่พบเมื่อก้าวเข้ามาในอาคารคือ พี่มงคล หงษ์เจริญ หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย พี่มงคลกล่าวต้อนรับอย่างสุภาพนอบน้อม เป็นภาพที่สร้างความประทับใจ ถือเป็นการให้เกียรติอย่างยิ่ง ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นพนักงานใหม่หน้ายังใสวัยละอ่อน
นับจากช่วงเริ่มแรกที่เข้าทำงานจำได้ว่า เช่าห้องพักอยู่ฝั่งตรงข้ามกับแบงก์ชาติ แม้จะใช้เวลาเดินทางเพียง 15 นาที แต่ต้องตื่นแต่เช้ามาทำงานให้ทันก่อน 7 โมง เพื่อจัดทำข้อมูลให้ผู้บริหารกำหนดค่าเงินบาท จากหอพักผมต้องเดินเลาะมาตามซอกซอยเล็ก มีห้องเล็กที่แบ่งให้เช่าตั้งเรียงรายตามทางเดิน ทำให้ได้เห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้าน จากนั้นจึงได้มาลงเรือข้ามฟากที่ลุงเจ้าของเรือ คอยให้บริการเที่ยวละ 50 สตางค์ มาส่งที่ท่าเทียบเรือฝั่งแบงก์ชาติ ที่ตั้งของร้านอาหารยกยอ ร้านอาหารหรู ร้านเดียวที่เป็นหน้าเป็นตาในละแวกนั้น
เมื่อเดินออกมาจากท่าเทียบเรือจะพบแผงขายของตั้งเรียงรายเต็มหน้ารั้วโรงพิมพ์ธนบัตร (อาคารศูนย์การเรียนรู้ในปัจจุบัน) รวมทั้งท่ารถเมล์เล็กสาย 6 ที่พาพวกเรา ไปบางลำพูในช่วงทานอาหารกลางวัน แต่ด้วยเวลาที่เร่งรีบ ผมจึงไม่ค่อยได้ช็อปปิ้งมากนัก เพียงแต่สังเกตเห็นพนักงานผู้หญิงสนุกกับการต่อรองราคากับแม่ค้า อย่างไรก็ดี แผงขายของตั้งอยู่ได้ไม่นาน ก็ถูกขอให้ย้ายออกไป ด้วยเหตุผลของการรักษาความปลอดภัยบริเวณโรงพิมพ์ธนบัตร จนเป็นที่มาของตลาดนัดรวมยางด้านถนนสามเสนในปัจจุบัน
ผมและพนักงานหน่วยวิเคราะห์ตลาดเงิน จะไปยืนรอที่หน้าประตูอาคารสำนักงานใหญ่ (ปัจจุบันคือด้านหลังของอาคาร 2) เพื่อคอยให้พนักงานรักษา ความปลอดภัยมาไขกุญแจเปิดบานประตูกระจกในเวลา 07.00 น. พวกเราต้องติดบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายไว้ที่กระเป๋าเสื้อตลอดเวลา
ในสมัยนั้นไม่มีประตูปีกผีเสื้อที่สามารถนำบัตรมาแตะให้เข้าไปข้างใน แต่จะมีพนักงานรักษาความปลอดภัย 2 คน คอยตรวจสอบอยู่หน้าลิฟต์ เมื่อผ่านเข้าไปแล้วพนักงานสามารถเข้าพื้นที่ทำงานได้ทั่วอาคารทั้ง 7 ชั้น ยกเว้นบริเวณฝ่ายออกบัตรธนาคารที่ต้องมีใบอนุญาตจากหัวหน้าให้เข้าพื้นที่ โดยแลกบัตรพนักงานกับบัตรเข้าเขตหวงห้าม
ภายในห้องทำงานของหน่วยงาน จะเห็นโต๊ะทำงานมีกระจกใสวางไว้ด้านบน เป็นโต๊ะ 2 แถว ไล่เรียงตามอาวุโสไปจนถึงโต๊ะหัวหน้าหน่วยที่เป็นโต๊ะทำงานตัวเดียวนั่งหลังสุดสามารถมองเห็นบรรยากาศ ได้รอบห้องทำงาน
คงไม่ต้องพูดถึงพนักงานใหม่ที่นั่งหน้าสุดว่าจะรู้สึกเกร็งแค่ไหน แต่บรรยากาศจะเปลี่ยนไปเมื่อหัวหน้าหน่วยไม่อยู่ในห้อง ซึ่งในสมัยนั้นหัวหน้าหน่วยส่วนใหญ่จะมีอายุงานนาน มีความอาวุโส ดูแลพวกเราแบบผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเข้ามาในห้องทำงานคือ การลงเวลาเข้าทำงาน ในแฟ้มสีดำที่มีชื่อของแต่ละคน และแบ่งเป็นช่อง ๆ แต่ละวัน เพื่อให้ลงเวลาและลายเซ็นเข้าออก
เมื่อถึงเวลา 08.30 น. พนักงานสารบรรณจะนำไปให้หัวหน้าหน่วยลงชื่อรับรอง ถ้าใครต้องการลาป่วยหรือลาพักผ่อนจะมีแบบฟอร์มที่ต้องกรอกรายละเอียดเพื่อขออนุญาต โดยที่พนักงานสารบรรณจะตรวจสอบจากการบันทึกเวลาก่อนว่ายังมีสิทธิ์หรือไม่
ขอย้อนเวลากลับไปถึงวันแรกที่ผมเข้าทำงาน ผมจำได้ดีว่า ผมมารายงานตัวที่ฝ่ายการพนักงาน และนั่งฟังกฎระเบียบและจรรยาบรรณของพนักงานอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะมีพี่พาไปที่หน่วยงาน และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากพี่สุวรรณี วงษ์พันธุ์ หัวหน้าหน่วยวิเคราะห์ ส่วนวิเคราะห์และธุรกิจตลาดเงิน ฝ่ายการธนาคาร ได้อธิบายถึงลักษณะงานที่จะถูกมอบหมายจนถึงพักเที่ยง ก่อนได้มานั่งที่โต๊ะทำงาน ที่มีการจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ในการทำงานให้ล่วงหน้า ตั้งแต่สมุดจดบันทึก ปากกา ดินสอ และแม้กระทั่งที่เขี่ยบุหรี่ เป็นภาพที่ผมประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้
การทำงานในสมัยนั้นไม่ต้องพูดถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการทำงาน เพราะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำหน่วยเพียงเครื่องเดียว โปรแกรมที่ใช้งานยังไม่ใช่ตระกูล Microsoft การพิมพ์งานจึงอาศัยเครื่องพิมพ์ดีดที่พนักงานสารบรรณจะคอยพิมพ์และตรวจทานให้
ดังนั้น จึงต้องเขียนด้วยกระดาษที่ส่วนใหญ่ใช้ดินสอเขียนเพราะแก้ไขได้สะดวก ก่อนส่งไปเพื่อแก้ไขเป็นทอด ๆ จนถึงมือหัวหน้าหน่วย จนบางครั้งพนักงานสารบรรณโยงใยไม่ถูกว่าจะต่อข้อความกันอย่างไร ทำให้ก่อนพิมพ์แต่ละครั้งจะต้องระมัดระวัง และให้แน่ใจว่าเป็นชุด ที่ผ่านความเห็นชอบจากหัวหน้าแล้ว เพราะเกรงใจพนักงานสารบรรณหากต้องเริ่มพิมพ์ใหม่หมด
พวกเราไม่รู้จักการทำ power point หรือกราฟสวย ๆ เพื่อนำเสนอในห้องประชุม ต้องใช้แผ่นใสและเขียนด้วยลายมือเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การนำเสนอจึงเป็นการนำเสนอด้วยปากเปล่าต้องพูดให้กระชับ ให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย
นอกเหนือจากการทำข้อมูลเพื่อให้ผู้บริหารกำหนดค่าเงินบาทก่อน 8 โมง ทุก ๆ เช้าแล้ว เวลาในการทำงานที่เหลือจะหมดไปกับการศึกษาวิวัฒนาการตลาดเงิน รวมถึงบทบาทของธนาคารกลางในต่างประเทศต่อการพัฒนาตลาดเงิน และต้องเขียนรายงานความเคลื่อนไหวในตลาดเงินทุกวันศุกร์ เป็นงานที่เครียดสุด ๆ เพราะต้องเขียนให้แล้วเสร็จภายในครึ่งวัน
บางสัปดาห์จรดหัวปากกาไว้ที่กระดาษแต่มือยังไม่ขยับ หมึกยังไม่ออก เพราะไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นเขียนอย่างไร แต่โชคดีที่มีพี่ ๆ คอยถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้ (ยังจำพี่สุวรรณ นกอยู่ ที่แก้ไขคำเขียนว่า “อาทิตย์นี้” เป็น “สัปดาห์นี้” จนถึงทุกวันนี้) รวมทั้งต้องเขียนบทวิเคราะห์ที่ได้รับมอบหมาย จำได้ว่าในแต่ละวันไม่ต้องเข้าประชุมมากนัก และหากมีการประชุมไม่ได้ใช้เวลาประชุมกันแบบครึ่งเช้าครึ่งบ่าย
สัปดาห์หน้า ผมจะมาเขียนต่อถึงงานที่ผมได้รับโอกาสรับผิดชอบ โยกย้ายไปกว่า 10 ฝ่ายงาน ตลอดการทำงาน 35 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งบรรยากาศการทำงานและสังคมคนแบงก์ชาติที่อยู่กันอย่างเป็นพี่เป็นน้องแบบมืออาชีพ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 35 ปีกับแบงก์ชาติ : ชีวิตที่ผูกพัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net