โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การ์ตูน

ฉากที่ไม่มีในอนิเมะ ‘คุณอาเรียพูดรัสเซียฯ’ ถึงจะแค่รายละเอียดเล็กน้อย แต่ก็แอบเสียดายที่ตัดออกนะ

BT Beartai

อัพเดต 26 ก.ย 2567 เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2567 เวลา 13.40 น.
ฉากที่ไม่มีในอนิเมะ ‘คุณอาเรียพูดรัสเซียฯ’ ถึงจะแค่รายละเอียดเล็กน้อย แต่ก็แอบเสียดายที่ตัดออกนะ

อนิเมะยอดฮิตประจำซีซันที่ทำเอาหลายคนโดนตกไปตาม ๆ กัน อย่างเรื่อง ‘คุณอาเรียโต๊ะข้าง ๆ พูดรัสเซียหวานใส่ซะหัวใจจะวาย’ เพราะด้วยตัวละครที่น่ารัก มีเอกลักษณ์ทุกคน จนบางตัวละครถึงขั้นกลบรัศมีนางเอกบางจังหวะเลยได้เลย แต่รู้กันมั้ยนะ ว่าเวอร์ชันอนิเมะที่พวกเราได้ดูกันนั้น แท้จริงแล้วถูกตัดเนื้อหาตรงส่วนรายละเอียดยิบย่อยออกไปค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว โดยต้นฉบับจะอ้างอิงมาจาก ‘ไลต์โนเวล’ เป็นหลัก และเนื้อหานั้นถูกดัดแปลงต่อไปเพื่อเสริมรายละเอียดในฉบับมังงะเป็นส่วนถัดมา ก่อนจะถูกนำมาดัดแปลงเป็นอนิเมะให้เราได้ดูกัน งั้นเนื้อหาตรงส่วนไหนที่จะโดนตัดออกไปบ้างล่ะ ?

ไลต์โนเวล (ต้นฉบับ)
ไลต์โนเวล (ต้นฉบับ)
ไลต์โนเวล (ต้นฉบับ)

แต่เนื่องจากเนื้อหาในอนิเมะซีซันแรกมี 12 ตอนจบ และดำเนินเรื่องไปไกลถึงจนจบไลต์โนเวลเล่มที่ 3 (อ่านต่อได้ที่เล่ม 4) ดังนั้นเนื้อหาที่จะยกตัวอย่างให้เห็นภาพในบทความนี้จะอยู่แค่ในอนิเมะช่วงแรก ตอนที่ 1-3 เท่านั้น เพื่อให้เห็นภาพมาเปรียบเทียบกับในมังงะเล่มที่ 1-3 ที่ถูกเพิ่มรายละเอียดขึ้นมาให้มากขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับในเวอร์ชันอนิเมะไปเลยที่เน้นตัดออก และถ้าเทียบส่วนเนื้อหากับในไลต์โนเวลต้นฉบับก็คือจะอยู่แค่ประมาณเล่มแรกนั่นเอง (ไม่งั้นยาว)

‘พูดภาษารัสเซีย’ จีบกันรัว ๆ แต่ดันตัดออกซะเยอะเลย

Милашка (น่ารักจัง)

— อาเรีย

อย่างที่รู้กันอยู่แล้ว ว่าคอนเซปต์ของเรื่องนี้จะตรงตามชื่อเรื่องเลย ก็คือการที่นางเอกอย่าง ‘คุโจ อาริสะ’ คอยพูดความในใจเพื่อจีบฝ่ายชายแบบอ้อม ๆ ด้วยภาษารัสเซีย เพราะคิดว่าพระเอกอย่างมาซาจิกะที่เป็นเพียงแค่เด็กจอมอู้ ยังไงก็ไม่สามารถฟังเข้าใจได้แน่ ๆ (จริง ๆ ก็แทบทั้งโรงเรียนนะที่ฟังไม่เข้าใจ) ทว่าความจริงนั้นมาซาจิกะกลับฟังภาษารัสเซียได้คล่องแบบเจ้าของภาษา และรับรู้ได้ทุกคำที่อาเรียพูดมาหมด แต่ต้องแกล้งดึงเชิงไว้

ดังนั้นฉากสำคัญในช่วงแรก ๆ เลยก็คือการหยอดคำหวานเป็นภาษารัสเซียแบบไม่เกรงใจใคร แต่พระเอกต้องคอยเก็บความเขิน ไม่ให้หลุดไปว่าตัวเองฟังเข้าใจ ซึ่งฉากนี้ในเนื้อหาต้นฉบับอย่างไลต์โนเวลนั้นมีการใช้บรรยายในหลากหลายฉากมาก ทั้งตอนเจอกันในห้องเรียน ทั้งตอนกดกาชาสึคุโยมิ ซึ่งจะมีการแอบใส่ข้อมูลมาเพิ่มถึงฉากตอนย้อนอดีตด้วย ว่าแท้จริงนั้นทำไมอาเรียถึงสนใจมาซาจิกะ เช่นคำว่า “ถ้าเอาจริงก็ออกจะเท่แท้ ๆ” แต่ในอนิเมะนั้นตัดออกเฉย ทำให้คนดูอย่างเราก็อาจจะมองมาซาจิกะเป็นคนที่ฟังรัสเซียได้แค่นั้นแหละ

ยิ่งถ้าเป็นในเวอร์ชันมังงะที่มีการเพิ่มรายละเอียดเข้าไปเยอะยิ่งขึ้น ยิ่งทำให้รับรู้ถึงความแตกต่างของฉากนี้ได้มากกว่าเดิม เพราะในมังงะนั้นเราจะเห็นทั้งสีหน้าท่าทาง พอบวกคำพูดหยอดสุดหวานภาษารัสเซียเข้าไป ยิ่งทำให้รู้ได้เลยว่าอาเรียนั้นชอบมาซาจิกะแบบจริงจังแล้วแหละ แต่พระเอกเราที่ทำตัวเหลวแหลกมานั้นไปทำอะไรมา คุณอาเรียถึงเปิดใจให้ขนาดนี้ ทั้งหมดอยู่ในฉาก ‘ย้อนอดีต’ ที่จะมีพูดถึงในบทความนี้เช่นกัน

การ ’สวมถุงเท้า’ ที่หวาดเสียวและน่าเขินอายยิ่งกว่าในอนิเมะ

‘ฉากสวมถุงเท้า’ เรียกได้ว่าเป็นฉากเซอร์วิสฉากแรกของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งฉากในอนิเมะที่เราได้เห็นนั้นก็อ้างอิงมาจากในไลต์โนเวลโดยตรง ทั้งในส่วนของสถานที่และลำดับการเล่า นั่นก็คือการนั่งสวมถุงเท้าบนเก้าอี้ที่โต๊ะของอาเรียนั่นเอง และจบฉากนี้ด้วยลูกถีบเหมือนเดิม ตรงส่วนนี้ต้องขอชมทีมงานอนิเมะที่ทำออกมาให้เราสามารถเห็นภาพจากฉากนั้นได้มากขึ้น และมองว่าเป็นฉากเซอร์วิสแบบแท้จริง

ทว่าที่ผมจะยกขึ้นมาเปรียบเทียบในฉากนี้นั้น จะเป็นฉากจากมังงะที่ถูกแต่งเติมรายละเอียดเพิ่มเข้าไปอีกขั้น จนกลายเป็นฉากเซอร์วิสแบบเกินหน้าเกินตาอนิเมะไปเยอะมาก โดยฉากนั้นจะถูกเปลี่ยนจากการนั่งเปลี่ยนถุงเท้าที่เก้าอี้ มานั่งที่ขอบหน้าต่างแทน (แอบหวาดเสียวว่าจะตกนะ) และในขณะที่มาซาจิกะกำลังสวมถุงเท้าให้อาเรียอยู่นั้น ดันมีเพื่อนร่วมห้องเดินเข้ามา ทำให้ทั้งคู่ต้องซ่อนตัวอยู่หลังม่าน

ท่าทางในขณะนั้นเรียกได้ว่าเป็นสุดยอดเซอร์วิสสำหรับมาซาจิกะยิ่งกว่าอนิเมะแล้วแหละ ถึงแม้จะพยายามพยุงตัวอาเรียไม่ให้ตกหน้าต่างและรอดจากสถานการณ์คับขันนั้นไปได้ แต่ฉากสวมถุงเท้าในเวอร์ชันมังงะนั้น ได้ชนะเลิศทิ้งห่างทั้งไลต์โนเวลและอนิเมะไปซะแล้ว ตอนแรกก็แอบนึกอยู่ว่าถ้าสามารถเอาฉากนี้ไปใส่ในอนิเมะได้จะดีงามขนาดไหนกันละเนี่ย ?

‘ฉากย้อนอดีต’ ที่ทำให้อาเรียเริ่มสนใจมาซาจิกะ

เรียกได้ว่าเป็นฉากสำคัญที่สุดในเนื้อเรื่องช่วงต้นของเรื่องนี้เลย เพราะในการ ‘ย้อนอดีต’ ไปในสมัยที่อาเรียเพิ่งย้ายเข้ามาในโรงเรียนเซเร ช่วงสมัยมัธยมต้นที่ 3 นั้น เธอไม่มีเพื่อนเลย อีกทั้งบุคลิกที่ดูเข้าถึงยากเพราะเป็นคนสวย แถมยังเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นรัสเซียอีก นอกจากนั้นเธอยังยึดติดในความเพอร์เฟกต์และความพยายามตั้งใจในการทำงานเป็นอย่างมาก แม้จะไม่มีใครให้ความร่วมมือเธอก็จะทำคนเดียวจนสำเร็จให้ได้ ทำให้เธอถูกตั้งฉายาเอาไว้ว่า ‘องค์หญิงสันโดษ’ นั่นเอง

ในงานโรงเรียนที่ทุกคนต้องช่วยกันทำงาน อาเรียกลับตั้งหน้าตั้งตาพยายามอยู่คนเดียว เพราะไม่มีเพื่อนคนไหนพยายามได้เท่าเธอ จนกระทั่งมาซาจิกะได้ไปเตรียมการเบื้องหลัง ทั้งการติดต่อกับชมรมหัตถกรรมเรื่องเย็บชุด ทั้งการเช่าสถานที่ให้ทำกิจกรรมนอกเวลาเรียน เพื่อให้ความพยายามของอาเรียไม่สูญเปล่า แต่ตัวเขากลับไม่ต้องการชื่อเสียงหรือคำยกยอ ตั้งใจเป็นตัวตนเบื้องหลังที่คอยผลักดันคนอื่นเท่านั้น นี่เป็นจุดที่ทำให้อาเรียเริ่มสนใจในตัวมาซาจิกะมากยิ่งขึ้น

ซึ่งในแต่ละฉากช่วงต้นนั้นทางไลต์โนเวลได้อธิบายไว้เพียงแค่คร่าว ๆ เท่านั้น แต่ถ้าเทียบกับในมังงะที่มีการลงลึกถึงในรายละเอียดที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งการกระทำของมาซาจิกะ ทั้งบรรยากาศในการทำงานร่วมกัน ทั้งการขอโทษของเพื่อนร่วมชั้นต่อคุณอาเรีย ทั้งการที่คนในชมรมหัตถกรรมชมฝีมือคุณอาเรีย ทุกสิ่งที่อย่างที่เพิ่มเข้ามาทำให้คนอ่านอย่างเราสามารถอินฉากนี้ได้มากยิ่งขึ้นไปอีก (เพราะงั้นแนะนำให้อ่านมังงะเพิ่ม)

А вчера был таким милым… (เมื่อวานอุตส่าห์เท่…)

— อาเรีย

แต่ฉากที่ถูกตัดออกไปในอนิเมะนั้นคือ ‘การเต้นรำ’ ในช่วงท้ายของงานโรงเรียนนั่นเอง เป็นฉากที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญแต่จริง ๆ แล้วเป็นจุดที่ทำให้อาเรียมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของมาซาจิกะขึ้นมา เพราะในการเต้นรำนั้นอาเรียได้โชว์ฝีมือแบบจัดเต็ม ให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าทักษะทางด้านการเต้นที่เคยเป็นนักบัลเลต์มาตั้งแต่สมัยก่อนของเธอนั้นมีมากขนาดไหน ส่วนคู่เต้นนั้นเพียงแค่เต้นตามให้ทันก็ลำบากแย่แล้ว ทว่ามาซาจิกะนอกจากเต้นตามทันแล้วยังปรับลดระดับในการเต้นของตัวเองลงเพื่อดันความเด่นของอาเรียมากยิ่งขึ้นไปอีก จนอาเรียมองทะลุในตัวตนของมาซาจิกะว่าเขาต้องการทำตัวเป็น ‘ผู้ช่วยเหลือในเงา’ เท่านั้นเอง (และแอบชมว่าเท่ในภายหลังด้วย) ซึ่งเราจะเห็นฉากการเต้นรำนี่ได้แค่ในเพลง OP เท่านั้น เพราะอนิเมะตัดออกไปแล้ว

‘การเดินมาส่งคุณอาเรีย’ ที่พระเอกได้โชว์เท่ไปรอบหนึ่ง

หลังจากที่มาซาจิกะได้ไปช่วยเหลืองานสภานักเรียนมาจากการที่ยูกิร้องขอในงานใช้แรงงาน ประธานสภานักเรียนรู้สึกเริ่มสนใจในตัวเขาและอยากจะเชิญมาซาจิกะมาเข้าสภานักเรียนด้วย จึงได้พาไปเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทนความช่วยเหลือในวันนี้ ซึ่งสมาชิกที่ไปกินด้วยก็จะมีอาเรียและยูกิที่ไปปะทะคารมกันอยู่ในร้านด้วยเช่นกัน

ฉากที่ถูกตัดออกไปในช่วงนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นฉากเล็กน้อยไม่มีความสำคัญกับเนื้อเรื่องขนาดนั้น แต่ผมกลับมองว่ามันเป็นฉากโชว์ความสามารถของมาซาจิกะในการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าขึ้นมาเลยนะ โดยในระหว่างทางที่กำลังเดินไปส่งอาเรียเพราะกลับบ้านทางเดียวกัน อาเรียถูกพนักงานบริษัทที่กำลังเมาหาเรื่องใส่ ทำให้อาเรียสบถด่าไปจนเกือบจะมีเรื่องกัน และมาซาจิกะก็ได้พูดโกหกแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้านั้นได้อย่างดีเยี่ยม จนทำเอาอาเรียยังจับไม่ได้ว่าโกหก ทำให้เรามองเห็นความฉลาดที่มาซาจิกะเก็บซ่อนเอาไว้ได้มากขึ้นอีกนิด แต่ก็นะในอนิเมะไม่มีฉากนี้ให้เราดู เพราะงั้นต้องลองไปหาอ่านจากเวอร์ชันอื่นแทน

การเปิดเผยความลับ ‘ความสัมพันธ์’ ระหว่างยูกิและมาซาจิกะ

‘สุโอ ยูกิ’ อีกหนึ่งคู่แข่งทางความรักที่อาเรียไม่ค่อยชอบใจ เพราะเธอคอยมาเกาะแกะกับมาซาจิกะอยู่ตลอดเวลา และยิ่งใช้ความสัมพันธ์ของเพื่อนสมัยเด็กมาอ้าง ยิ่งทำให้อาเรียไม่สามารถก้าวก่ายความสัมพันธ์นั้นมากขึ้นได้อีก แต่ความจริงนั้นยูกิเป็น ‘น้องสาวร่วมสายเลือด’ ของมาซาจิกะที่ถูกแยกตามพ่อแม่ที่หย่าร้างกันไปนั่นเอง (ในมังงะเล่าแบบมีแผนผังชนิดเข้าใจได้ในช่องเดียว)

สิ่งที่เรียกได้ว่าพีกสุดก็คือบุคลิกของยูกินั่นเอง เพราะต่อหน้าทุกคนทั้งโรงเรียน ยูกิพยายามแสดงตัวตนให้อยู่ในสถานะของ ‘องค์หญิงตำหนักใน’ ลูกสาวคนเดียวของตระกูลสุโอ ที่แทบจะเรียกได้เป็นชนชั้นสูงของโรงเรียนนี้ แต่ตัวจริงของเธอนั้นกลับเป็นน้องสาวโอตาคุที่คุยเล่นกับมาซาจิกะแบบถึงเนื้อถึงตัวมาก ๆ (ชนิดแนบเนื้อ) ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่น้องแท้ ๆ ผมมองว่ายูกิน่าจะต้องเป็นหนึ่งในเรือที่ใครหลายคนเชียร์ยิ่งกว่าคุณอาเรียแล้วแน่นอน

ฉากการเปิดเผยความลับนี้จะอยู่ในอนิเมะตอนที่ 2 และก็เป็นฉากที่เฉลยเหมือนในไลต์โนเวลต้นฉบับเลย เพียงแต่สิ่งที่ถูกเปลี่ยนไปนั้นจะเป็นการสลับลำดับการเล่าเรื่องบางอย่างออกไป เพื่อให้ตอนที่ 2 เป็นตอนของยูกิทั้งตอนไปเลย ถ้าถามว่าส่งผลต่อเนื้อเรื่องหลักมั้ย คำตอบก็คือไม่ เพียงแต่รายละเอียดในการเล่าเรื่องจะแอบรู้สึกแตกต่างไปจากในเวอร์ชันต้นฉบับที่มีการนำเอาความฝันรักแรกของมาซาจิกะมาเล่าคั่นไว้นั่นเอง

‘ชุดใจกล้า’ ของคุณอาเรีย คือชุดนั้นจริง ๆ น่ะเหรอ ?

อาเรียที่บังเอิญไปเจอมาซาจิกะกับยูกิที่กำลังเดินเที่ยวด้วยกันอยู่ เกิดสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ขึ้นมา จึงได้สะกดรอยตามจนถูกจับได้ และลงเอยด้วยการไปเดินเล่นพร้อมกันทั้งสามคนอย่างสนุกสนาน (และยูกิที่คอยแกล้งอาเรียตลอด) จนถึงฉากสำคัญนั่นคือการซื้อชุดของอาเรียที่ลากมาซาจิกะมาซื้อเป็นเพื่อน เพราะเธอไม่เคยซื้อชุดกับเพื่อนมาก่อน และยิ่งเป็นมาซาจิกะด้วยเธอเลยยิ่งอยากรู้ปฏิกิริยาของเขาในตอนที่เห็นเธอใส่ชุดรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมาซะงั้น

ถึงตอนแรกจะยังมีความเขินอายในการที่ต้องมาใส่ชุดให้ผู้ชายดูอยู่บ้างก็เถอะ แต่ยิ่งพอพนักงานเชียร์บวกกับเลือกชุดมาเยอะ ยิ่งทำให้อาเรียคึกขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงชุดสุดท้ายที่เป็นสายเดี่ยวเปิดเผยเนื้อหนังออกแนวเซ็กซี่มาก ๆ ทั้งในไลต์โนเวลและมังงะมีการบรรยายเอาไว้อย่าชัดเจนว่าลักษณะของชุดนั้นเซ็กซี่ขนาดไหน แต่ระหว่างที่อาเรียกำลังเหลิงไปกับคำชมของมาซาจิกะ เธอจึงตัดสินใจใส่ชุดนั้นออกมาด้วยท่าจิ้มแก้ม ทว่าสิ่งที่เธอเจอ คือยูกิที่มาตอนไหนก็ไม่รู้ พร้อมกับเอ่ยชมแทนมาซาจิกะว่า “โห คุณอาเรียใจกล้าจังเลย”

ถ้าจากคำอธิบายในไลต์โนเวล และรูปภาพจากในมังงะแล้วนั้น สามารถเข้าใจได้เลยว่า ‘ชุดใจกล้า’ ของคุณอาเรียนั้นชวนให้เรียกแบบนั้นได้จริง ๆ แต่ในอนิเมะนั้นกลับเปลี่ยนชุดนั้นออกให้เป็นแค่ชุดสายเดี่ยวธรรมดาที่ดูไม่มีความใจกล้าสักกะนิด เหมือนกับชุดธรรมดาทั่วไปที่สาว ๆ แต่งกัน เลยแอบทำให้รู้สึกไปแวบหนึ่งเลยนะ ว่านี่เหรอที่เรียกว่าใจกล้าแล้ว

‘รักแรก’ ของพระเอกคือพี่สาวของนางเอกอะนะ ?

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มาซาจิกะเก่งภาษารัสเซียขึ้นมาได้นั้น ไม่ใช่แค่เพราะโดนคุณปู่ผู้คลั่งไคล้รัสเซียจับดูหนังแค่เพียงอย่างเดียว แต่เขามีความรักกับเด็กสาวลูกครึ่งรัสเซียที่มาเล่นด้วยกันที่สนามเด็กเล่นอีกด้วย และเธอคนนั้นเป็นกำลังใจสำคัญในการที่มาซาจิกะตั้งใจเรียนภาษารัสเซียมาก ๆ เพื่อเอาไปคุยกับเด็กสาวคนนั้นทุกวันนี่แหละ แม้ในตอนนี้เขาจะจำชื่อและหน้าตาของ ‘รักแรก’ คนนั้นไม่ได้แล้วก็ตาม

ในต้นฉบับไลต์โนเวลและมังงะนั้นจะออกแนวให้เราค้นหาว่า ‘รักแรก’ ของพระเอกที่เป็นลูกครึ่งรัสเซีย คือ อาเรีย หรือ มาช่า (พี่สาวของอาเรีย) กันแน่นะ เพราะในมุมกลับกันจากทางฝั่งมาช่า ก็มีการเอ่ยถึงแฟนของตัวเองอยู่แล้วที่ชื่อว่า ‘ซาคุง’ เป็นชายหนุ่มในล็อกเกตที่ไม่มีใครเห็นหน้า รวมถึงในมังงะก็มีการปิดบังหน้าตาค่อนข้างลึกลับอีกด้วย ทำให้เราได้ลุ้นขึ้นไปอีกว่าแฟนหนุ่มคนนั้นจะเป็นใครกันแน่นะ มาช่าคงไม่กลายมาเป็นศัตรูความรักกับน้องสาวหรอก

แต่พอมาในอนิเมะปุ๊บ ฉากนั้นเป็นการเฉลยแบบชัดเจน ยิงตรงเลยว่า ‘ซาคุง’ ก็คือมา ‘ซา’ จิกะตอนเด็กชัด ๆ ทั้งรูปร่างหน้าตาในล็อกเกตที่มีการเปิดเผยแบบปิดบังอยู่นิดเดียว ทั้งการออกอาการแบบชัดเจนของมาช่าตอนเจอมาซาจิกะครั้งแรก คือกะไม่ให้ลุ้นกันสักนิดเลยเหรอทีมงานอนิเมะ แต่ถ้าถามว่ามีผลต่อเนื้อเรื่องขนาดนั้นมั้ย ก็ไม่ขนาดนั้นเช่นเดียวกัน

จากทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นเพียงแค่เนื้อหาช่วงต้นของอนิเมะตอนที่ 1-3 เท่านั้น ซึ่งก็เทียบเท่าได้กับไลต์โนเวลเล่มแรก และมังงะประมาณ 3 เล่ม โดยเนื้อหาส่วนรายละเอียดที่ถูกนำออกไปอาจจะเรียกได้ว่าค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ถึงจะไม่กระทบต่อการดำเนินเรื่องหลัก แต่ก็มีแอบส่งผลกระทบต่อความอินของคนอ่านอยู่เหมือนกันนะ ยิ่งเฉพาะคนที่อ่านหนังสือมาก่อนและมาดูอนิเมะยิ่งเกิดการเปรียบเทียบแบบชัดเจน ดังนั้นแนะนำว่าถ้าดูอนิเมะจบแล้วอยากลองอ่านเรื่องนี้ ให้เริ่มต้นอ่านใหม่ตั้งแต่แรกอีกครั้งเลยน่าจะดีกว่า ถือว่าเป็นการเก็บรายละเอียดไปด้วยเลยในตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...