ย้อนรอย “Charles Ponzi” บิดาแห่งแชร์ลูกโซ่ชื่อดัง
ย้อนรอย "Charles Ponzi" บิดาแห่งแชร์ลูกโซ่ชื่อดัง จากพนักงานร้านอาหารสู่อาชญากรที่ดูดเงินไปมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์ กับจุดจบของคนลวงหลอก
เพจเฟซบุ๊ก Bnomics พาไปย้อนรอยบิดาแห่งแชร์ลูกโซ่ชื่อดัง "Charles Ponzi" จากพนักงานร้านอาหารสู่อาชญากรที่ดูดเงินไปมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์ โดยขณะนี้ใคร ๆ ก็รู้จักแชร์ลูกโซ่ ตลอดจนหลาย ๆ คนก็อาจจะเคยตกเป็นเหยื่อ ทั้งที่สามารถถอนตัวออกมาทันก็ดี หรือกลายเป็นผู้เสียหายไปแล้วก็ดี ในประเทศไทยก็มีแชร์ลูกโซ่มากมายที่มีชื่อเสียง ตั้งแต่แชร์โต๊ะเล็ก ๆ ไปจนถึงแชร์ขนาดยักษ์ แต่เคยสงสัยกันไหมว่าแชร์ลูกโซ่นี้มันมีที่มาจากไหน? แล้วใครกันที่ทำให้มันเป็นที่โด่งดังขึ้นมา
ย้อนกลับไปสักช่วงต้นศตวรรษที่ 20“ชาร์ล ปอนซี่” (Charles Ponzi) ผู้อพยพชาวอิตาลีที่เดินทางมาตั้งรกรากแสวงหาชีวิตใหม่ในอเมริกา เดิมทีเขาก็ทำงานรับจ้างทั่วไปดังที่คนอพยพส่วนใหญ่ทำ (ในขณะที่ส่วนน้อยคือผันตัวเป็นมาเฟีย)
โดยเขาเริ่มจากงานเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างงานในร้านอาหาร ก่อนที่จะตั้งตัวได้ผ่านการทำงานเป็นผู้ช่วยในธนาคารซึ่งเปิดโดยชาวอิตาลีในแคนาดา ซึ่งที่ธนาคารแห่งนี้เอง ปอนซี่ก็ได้พบเรียนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเงิน คือการเอาเงินคนอื่นเพื่อไปหมุนจ่ายเงินให้อีกคน
ซึ่งทางธนาคารที่เขาทำงานนั้นสัญญาจะให้ดอกเบี้ยที่สูงมาก ซึ่งก็ได้ไปเอาเงินฝากของผู้เปิดบัญชีรายใหม่ มาจากดอกเบี้ยให้กับลูกค้ารายเก่า แต่ทำไปทำมาก็การเงินติดขัด เจ้าของธนาคารเลยหอบงินหนีไปเม็กซิโกแทน
หลังจากเจ้านายหนีหาย ชีวิตของปอนซี่ก็เปลี่ยนไป เขาเริ่มเดินทางเข้ามายังสายงานอาชญากรรม และเข้าออกคุกอยู่เสียหลายครา ไม่ว่าจะเป็นคดีปลอมเช็ค, ลักลอบของเถื่อน เป็นต้น พอเขาออกมาจากคุกได้เขาก็พยายามตามหางานถูกกฏหมายทำ จนเขาได้พบรักกับภรรยาและหันเหมาเดินบนเส้นทางสายธุรกิจ
จุดเริ่มต้นแห่งมหกรรมแชร์ลูกโซ่สุดฉาว
ปอนซี่ตั้งออฟฟิศเล็ก ๆ ในบอสตันคอยเสนอขายไอเดียทำธุรกิจให้กับนักลงทุนที่อยากจะมาทำธุรกิจในอเมริกา แต่อย่างไรก็ดีมีอยู่วันหนึ่งเขาได้รับจดหมายจากสเปนที่ขอให้เขาช่วยโฆษณา “วิมัยบัตร” (IRC - บัตรที่เวลาส่งจดหมายข้ามประเทศจะเอาไปแลกแสตมป์เพื่อส่งจดหมายตอบกลับได้ คือผู้ส่งเป็นผู้จ่ายค่าแสตมป์ทั้งขาไปและขากลับ) ซึ่งปอนซี่ก็เกิดไอเดียแผนการณ์อะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อสร้างเม็ดเงินให้กับตัวเองขึ้นมา
ด้วยความที่เป็นช่วงหลังสงครามทำให้เศรษฐกิจตกต่ำลง และสามารถซื้อวิมัยบัตรจากต่างประเทศได้ในราคาถูกกว่า ซึ่งถ้านำมาขึ้นเป็นแสตมป์ในสหรัฐฯ ก็จะได้มูลค่าที่สูงกว่ามาก ๆ แล้วเอาแสตมป์สหรัฐไปขายทำกำไร ซึ่งกล่าวกันว่าสามารถทำกำไรได้หลายร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี การที่จะทำอย่างนั้น ปอนซี่ต้องมีเงินทุน เขาพยายามที่จะไปกู้ธนาคารต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ได้ผล ทำให้เขาหวนนึกถึงสิ่งที่เขาเรียนรู้เมื่อตอนที่ทำงานอยู่ในธนาคารขึ้นมา เขาจึงตั้งบริษัทเพื่อระดมทุนจากผู้คนให้มาร่วมลงทุนวิมัยบัตรกับเขา โดยบอกว่าจะจ่ายเงินลงทุนทบคืนให้อีกเท่าตัวภายใน 90 วัน
และนั่น มหกรรมแชร์ลูกโซ่ครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นมา
วงแชร์ลูกโซ่ที่ใหญ่ทั่วบอสตัน
บริษัทของปอนซี่เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเริ่ม ๆ จากผู้ร่วมลงทุนกลุ่มแรกเพียง 18 คน ก็ขยายใหญ่ขึ้น มีลูกข่ายมากมาย มากถึงหลักหมื่นคน เงินที่ร่วมลงทุนก็เพิ่มขึ้น จากพันดอลลาร์ ก็เลื่อนเป็นหมื่น เป็นแสน จนกระทั่งแตะหลักล้านในเดือนมิถุนายนปี 1920 ซึ่งนับเป็นเวลาเพียงแค่ 6 เดือนหลังจากเริ่มธุรกิจเท่านั้นเอง โดยในเดือนกรกฎาคม 1920 ก็สามารถทำเงินแตะ 1 ล้านเหรียญสหรัฐในวันเดียวได้เป็นครั้งแรก
ซึ่งด้วยรายได้ที่มหาศาลขนาดนี้ทำให้ลูกข่ายที่เข้ามาหลัง ๆ เริ่มที่จะลงทุนในปริมาณมหาศาลถึงขั้นอาบ้านเอารถไปจำนองเลยทีเดียว
แต่ถึงแม้ว่าจะมีรายได้ขนาดนั้นแต่ก็เรียกว่าแทบไม่ได้กำไรเพราะต้องเอามาหมุนจ่ายให้กลุ่มนักลงทุนในเครือข่าย โดยลูกข่ายส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มคนอพยพเหมือนกันกับเขา ทั้งที่อยู่มานาน และเพิ่งอพยพเข้ามาใหม่ แต่ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เพราะแม้แต่เหล่าผู้ทรงอิทธิพลของบอสตัน ตลอดจนตำรวจบอสตันเองก็มาลงทุนในห่วงโซ่นี้ด้วย
จุดจบของคนลวงหลอก
ในท้ายที่สุด ปอนซี่ก็เริ่มไม่ไหว เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนวิมัยบัตรจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นเงินได้อย่างไร เพราะแค่เงินลงทุนจากนักลงทุนกลุ่มแรกมันต้องไปซื้อวิมัยบัตรมากถึง 5 หมื่นกว่าใบ แต่… ตราบใดที่นักลงทุนยังคงนำเงินมาลงทุนใหม่เริ่ม ๆ ปอนซี่ก็ไม่ได้ขาดทุนอะไรมากมาย เขาเองก็ได้นำเงินไปลงทุนซื้อกิจการอื่น ๆ เพื่อหาเงินมาช่วยจ่ายเงินให้กับนักลงทุน
อย่างไรก็ดี ในหมู่นักข่าวสายเศรษฐกิจก็เริ่มสงสัย ว่าเขาทำอย่างไรถึงตอบแทนเงินจำนวนมหาศาลให้นักลงทุนได้อย่างรวดเร็ว และมีการตีพิมพ์ถึงกระบวนการของเขาลงในนิตยสาร ทำให้มีคนจำนวนมากมายรวมตัวที่หน้าออฟฟิศเพื่อถอนเงินทุนคืน
กระบวนการเปิดโปงปอนซี่ ของสำนักพิมพ์ท้องถิ่นค่อย ๆ เป็นภัยแก่ปอนซี่ และเป็นภัยต่อเศรษฐกิจของเมืองบอสตัน เขาถูกสั่งล้มละลาย และถูกจับในข้อหาต่าง ๆ ทำให้ผู้ที่ลงทุนในห่วงโซ่นี้ศูนย์เงินไปกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 1920 หรือถ้าเทียบกับอัตราเงินเฟ้อแล้ว จะมีมูลค่าเทียบเท่ากับ 300 กว่าล้านเหรียญสหรัฐฯเลยทีเดียว (อัตรา ณ ปี 2023)
ปอนซี่ถูกฟ้องและเข้าคุกอีกหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งถูกเนรเทศในปี 1934 กลับไปยังอิตาลี บ้านเกิดที่เขาจากมา เขายังคงทำงานไปเรื่อย โดยได้ไปทำงานให้กับสายการบินอิตาลี ประจำอยู่ที่บราซิล แต่ด้วยพิษสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สายการบินปิดตัว และเขาตกอับอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่เสียชีวิตอย่างเดียวดายและแร้นแค้นในโรงพยาบาลผู้ยากไร้
ที่มา : Facebook : Bnomics