ไทยพาณิชย์ ดันต่อ Easy App แก้ไขระบบล่มน้อยลงแล้ว พร้อมร่วมมือ พ.ร.ก.ไซเบอร์ฯแต่ต้องชัดเจน
ไทยพาณิชย์ ดัน Easy App ให้รู้ใจลูกค้าแบบเฉพาะตัว เผยได้เห็นอะไรใหม่ในปีนี้แน่ มั่นใจแก้ปัญหาขัดข้องได้ สถิติล่มน้อยลงแล้ว ส่วน พ.ร.ก.ไซเบอร์ฯ พร้อมร่วมมือแต่ขอขอบเขตชัดเจน
นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า หนึ่งในเป้าหมายของธนาคารคือการสร้างรายได้บนแอป SCB Easy App (อีซี่) ซึ่งปัจจุบันปัญหาเรื่องความสามารถในการรองรับธุรกรรม (Capacity) ลดลงไปบ้างแล้ว ระบบมีความเสถียรมากขึ้น จากตัวเลขสถิติระบบขัดข้องที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2567 พบมีการขัดข้องเหลือไม่ถึง 1 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับ 3-4 ปีก่อนที่ระบบล่มค่อนข้างบ่อย และล่มนานหลายชั่วโมง
“สาเหตุการขัดข้องของอีซี่ ในอดีตส่วนหนึ่งมาจากธนาคารใช้ระบบ Core Banking เดิม ขณะเดียวกันธนาคารเสริมบริการใหม่ ๆ แต่อยู่บนระบบเก่าจึงขัดข้อง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารจึงหันไปดูระบบและพัฒนาให้ดีขึ้น รวมถึงปรับโครงสร้างไอที โดยที่มีทีมงานคอยมอนิเตอร์ทำให้การป้องกันปัญหาระบบล่มแก้ไขดีขึ้น”
อย่างไรก็ดี ธนาคารมุ่งเน้นให้อีซี่สามารถทำธุรกรรมฝาก ถอน โอน และจ่าย ไม่ล่ม ไม่สะดุด ซึ่งปัญหาเรื่อง Capacity ไม่ค่อยมีปัญหาแล้ว และจากนี้จะมีการลงทุนในคลาวด์ที่ค่อนข้างมีมูลค่าสูง การลงทุนเป็นต้นทุนจึงต้องดูฐานลูกค้าปัจจุบันและอนาคตจะเป็นอย่างไรเพื่อให้รายได้กับต้นทุนสอดคล้องกันด้วย
ทั้งนี้ ธนาคารมีเป้าหมายให้อีซี่เป็นช่องทางในการลงทุนมากขึ้น โดยจะลดบริการ Offline มาเป็น Online และทำธุรกรรมการเงินมากกว่าธุรกรรมพื้นฐาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายเพราะปัจจุบันลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ Easy App ส่วนใหญ่จะไม่ได้ใช้บริการประเภทอื่นนอกจากธุรกรรมการเงิน (Transaction Banking) จึงเป็นสิ่งที่ธนาคารจะต้องทำเพิ่มเติมและออกแบบโมบายแบงกิ้งให้เป็น Personalize หรือแบบเฉพาะตัวสำหรับลูกค้าแต่ละบุคคล
“เมื่อลูกค้าใช้บริการบนแอปฯ เป็นจำนวนมาก อาจกังวลเรื่องภัยไซเบอร์ ธนาคารมีมาตรการป้องกันเต็มที่ แต่บางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากการคน ทั้งการรับรู้ ความระมัดระวัง”
ในฐานะสมาชิกสมาคมธนาคารไทย นายกฤษณ์ กล่าวถึงเรื่องพ.ร.ก.ไซเบอร์ฯ ด้วยว่า สถาบันการพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดความโปร่งใส รวมถึงมีความพร้อมจะรับผิดชอบ หากความผิดนั้นเกิดจากการปฏิบัติที่บกพร่องโดยธนาคาร อย่างไรก็ตาม ธนาคารต้องกลับมาพิจารณาว่าบริบทของการรับผิดชอบนั้นมีขอบเขตอย่างไร
“ธนาคารไม่ได้จะปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่เพียงต้องทำความเข้าใจว่าขอบเขตการรับผิดชอบควรจะอยู่ที่ไหน และใครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงต้องคุยกันให้ครบทุกภาคส่วน เพื่อทำความเข้าใจและแก้ปัญหานี้ไปด้วยกัน”
ขณะเดียวกันมองว่าหน่วยงานที่เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์อาจจะมีบทบาทในการดูแล เช่น สินค้าที่ใช้แล้วทิ้ง ควรจะปล่อยให้มีหรือไม่ ขั้นตอนการลงทะเบียนเพื่อจะได้สินค้าสมควรหรือไม่
ส่วนการปรับปรุงของใหม่ที่จะเพิ่มในแอปอีซี่ นายกฤษณ์ กล่าวว่า “มีให้เห็นในปีนี้ และจะมีแถลงข่าวเร็วๆนี้”
อย่างไรก็ดีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 28 มกราคม 2568 มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (พ.ร.ก.ไซเบอร์) โดยสาระสำคัญข้อหนึ่งคือ ให้สถาบันการเงิน หรือผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือสื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย ที่ถูกหลอกลวงจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หากหน่วยงานดังกล่าวไม่ได้ใช้ความระมัดระวังที่พึงปฏิบัติในวิชาชีพ