โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ประวัติศาสตร์กาแฟในอินโดนีเซีย: จาก ‘บังคับเพาะปลูก’ สู่ประเทศส่งออกรายใหญ่

The101.world

อัพเดต 29 ม.ค. 2568 เวลา 17.27 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. 2568 เวลา 18.00 น. • The 101 World

“ทำไมกาแฟที่โรงแรมไม่อร่อยทั้งที่อินโดนีเซียขึ้นชื่อเรื่องผลิตกาแฟ” นี่คือคำถามจากผู้ที่ไปเยือนชวาตะวันออกร่วมกับผู้เขียนเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา คำกล่าวนี้ไม่เกินจริง อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกกาแฟเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจาก บราซิล เวียดนาม และโคลอมเบีย ทั้งนี้ ปี 2024 อินโดนีเซียมีผลผลิตกาแฟราว 789,233 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย ส่วนการส่งออกอยู่ที่ 342,220 ตัน

การบริโภคกาแฟในประเทศอินโดนีเซียก็สูงมากเช่นกัน ในปี 2024 มีการบริโภคกาแฟในประเทศราว 368,752 ตัน ผลสำรวจโดย GoodStats พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 40 ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว ร้อยละ 29 ดื่มวันละ 1 แก้ว ร้อยละ 23 ดื่มวันละ 3 แก้ว และร้อยละ 9 ดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน ที่น่าสนใจจากการสำรวจคือร้อยละ 42 ของผู้ตอบแบบสอบถามนิยมดื่มกาแฟตอนกลางคืน ร้อยละ 27 ชอบดื่มกาแฟตอนเช้า ร้อยละ 19 ชอบดื่มตอนบ่าย และร้อยละ 12 ชอบดื่มตอนเที่ยง[1]

อินโดนีเซียส่งออกกาแฟที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากมาย เช่น กาแฟกาโย (Gayo) จากอาเจะห์ กาแฟคินตามานี (Kintamani) จากบาหลี กาแฟโตราจา (Toraja) จากสุลาเวสี กาแฟซีดีคาลัง (Sidikalang) จากสุมาตรา กาแฟฟลอเรสบาจาวา (Flores Bajawa) จากนูซาเติงการาตะวันออก กาแฟมาลาบาร์ (Malabar) จากชวาตะวันตก กาแฟชวาอีเจ็นราอุง (Java Ijen Raung) จากชวาตะวันออก กาแฟรังซังเมอรันตี (Rangsang Meranti) จากเมืองเรียว และกาแฟเตอมังกุง (Temanggung) จากชวากลาง

ทว่ากาแฟที่คนส่วนใหญ่บริโภคในประเทศ โดยเฉพาะที่เกาะชวา กลับเป็นกาแฟที่รสชาติจางๆ และมีกากกาแฟก้นแก้ว ช่างเป็นเรื่องย้อนแย้งที่กาแฟอินโดนีเซียมีชื่อเสียงระดับโลกแต่พอไปดื่มถึงที่แล้วกลับไม่ถูกปากเสียอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม กาแฟที่คุณภาพและรสชาติดียังมีขายในประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะตามร้านกาแฟ คาเฟ่ หรือภัตตาคารด้วยราคาที่สูงกว่าร้านกาแฟขนาดเล็กทั่วไป

จากยุคอาณานิคมสู่ผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่อันดับสี่ของโลก

คำว่ากาแฟในภาษาอินโดนีเซียคือ ‘kopi’ ซึ่งมาจากคำว่า ‘koffie’ ในภาษาดัตช์ แต่ถึงจะเป็นที่นิยมบริโภคและมีการส่งออกมากมายในปัจจุบัน กาแฟกลับเพิ่งนำเข้าอินโดนีเซียไม่ถึงสี่ร้อยปี โดยผู้ที่นำกาแฟมาสู่หมู่เกาะอินโดนีเซียคือเจ้าอาณานิคมดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ ผู้ที่ปกครองอินโดนีเซีย 350 ปีนั่นเอง โดยบริษัท Dutch East India Company (VOC)

มีสองข้อเสนอว่าด้วยการเข้ามาของกาแฟในอินโดนีเซีย ข้อเสนอแรกคือดัตช์นำเข้ากาแฟเมื่อปี 1646 โดยนำเมล็ดกาแฟอาราบิกาจากอาหรับไปปลูกบริเวณเปรียงงัน (Priangan) ชวาตะวันตก ส่วนอีกข้อเสนอคือดัตช์นำเข้ากาแฟเมื่อปี 1696 จากมาลาบาร์ ประเทศอินเดีย และทดลองปลูกที่แรกที่เกอดาวุง (Kedawung) ซึ่งอยู่ใกล้ปัตตาเวียหรือจาการ์ตาในปัจจุบัน ทว่าการทดลองปลูกนั้นล้มเหลวด้วยสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ เกิดแผ่นดินไหวและน้ำท่วมใหญ่ หลังจากนั้นสามปีดัตช์จึงลองนำกิ่งกาแฟจากมาลาบาร์มาทดลองปลูกอีกครั้งและประสบความสำเร็จ

ราวปี 1706 เมล็ดกาแฟจากเกาะชวากลายเป็นสินค้าส่งออกที่ราคางามของดัตช์อีสอินดีส (หมู่เกาะอินดีสของดัตช์คือประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน) ความสำเร็จนี้ทำให้ดัตช์ปลูกกาแฟทุกเกาะที่ครอบครองได้ในอินโดนีเซีย เช่น สุมาตรา บาหลี กาลิมันตัน นูซาเติงการา และปาปัว โดยข้าหลวงใหญ่ขณะนั้นคือโจน ฟาน ฮอร์น (Joan van Hoorn) ที่ปกครองช่วงปี 1704-1709 และมีบทบาทสำคัญด้านการเผยแพร่กาแฟในหมู่เกาะอินโดนีเซีย

กาแฟเป็นสินค้านิยมในตลาดยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 และฮอร์นเห็นว่าหมู่เกาะอินโดนีเซียเหมาะสำหรับการปลูกกาแฟ ในตอนแรกบริษัท VOC ไม่ได้สั่งให้ชาวพื้นเมืองปลูกกาแฟโดยตรง แต่สั่งผ่านบรรดาบูปาตี (Bupati) หรือเจ้าเมืองเพื่อให้สั่งประชาชนอีกที บริษัท VOC ในขณะนั้นคุมพื้นที่ 3 ส่วน 4 ของการค้ากาแฟโลก แต่อำนาจการค้ากาแฟของบริษัท VOC กลับสวนทางกับสภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ

หลังจากที่บริษัท VOC ล้มละลายในปี 1800 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ปกครองหมู่เกาะอินโดนีเซียโดยตรงและเริ่มบังคับคนพื้นเมืองปลูกกาแฟมากขึ้น จนกระทั่งปี 1830 ดัตช์เริ่มใช้นโยบาย ‘บังคับเพาะปลูก’ ส่งผลให้การบังคับปลูกเข้มข้นขึ้นอีก ซึ่งไม่ใช่แค่กาแฟเท่านั้น คนพื้นเมืองถูกบังคับปลูกชา ควินิน อ้อย พริกไทย และครามด้วย

การบังคับเพาะปลูกเป็นไปเพื่อการส่งออก รัฐบาลอาณานิคมดัตช์ตั้งเป้าว่าต้องปลูกกาแฟ 40 ล้านต้นต่อปีทั่วเกาะชวา ก่อนปี 1900 กาแฟเป็นสินค้าส่งออกหลักของรัฐบาลอาณานิคมดัตช์ กาแฟจากชวาเป็นที่รู้จักในยุโรป จนกระทั่งคำว่า ‘ชวา’ หรือ ‘Java’ กลายเป็นแสลงถึงกาแฟสำหรับชาวยุโรปในช่วงเวลานั้น กำไรจากระบบบังคับเพาะปลูกมีมหาศาล แต่นำมาซึ่งความยากลำบากของชาวนาที่อยู่ภายใต้ระบบนี้อย่างยิ่ง

ช่วงปี 1878 โรคสนิมใบจู่โจมเกษตรกรรมในอินโดนีเซีย โรคทำลายผลผลิตและสวนกาแฟอาราบิกาย่อยยับ ราวทศวรรษ 1900 ดัตช์นำเมล็ดกาแฟโรบัสตามาให้เกษตรกรที่ชวาตะวันออกปลูก ก่อนพบว่าให้ผลผลิตดีและสูงกว่าเมล็ดอาราบิกา ทั้งยังต้านทานโรคสนิมใบได้ หลังจากนั้นกาแฟโรบัสตาจึงแพร่ขยายไปยังเกาะสุมาตรา ส่วนสวนกาแฟที่เคยปลูกอาราบิกาก็หันมาปลูกพืชเพื่อการค้าชนิดอื่นแทน เช่น โกโก้ ยางพารา มะพร้าว เป็นต้น

ปี 1942 เมื่อญี่ปุ่นยึดครองอินโดนีเซียและยึดสวนกาแฟจากดัตช์ ญี่ปุ่นก็บังคับให้ชาวพื้นเมืองปลูกกาแฟและส่งไปญี่ปุ่นเช่นกัน หลังอินโดนีเซียประกาศเอกราชในปี 1945 รัฐบาลใช้นโยบายชาตินิยมเข้ายึดครองธุรกิจของชาวดัตช์จำนวนมาก รวมถึงธุรกิจสวนกาแฟด้วย ตั้งแต่นั้นมาวัฒนธรรมกาแฟของอินโดนีเซียก็เติบโตยิ่งขึ้น ขณะที่ชาวพื้นเมืองก็เข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น

ช่วงทศวรรษ 1970 อินโดนีเซียประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟได้รับผลกระทบ หลายคนหันไปปลูกน้ำมันปาล์ม ช็อคโกแลต และยางพาราแทน ส่งผลให้ผลผลิตกาแฟตกต่ำจนอินโดนีเซียหลุดจากประเทศส่งออกกาแฟเป็นอันดับ 3 ของโลก

ต่อมาทศวรรษ 1980 อินโดนีเซียพัฒนากาแฟแบบพิเศษที่คุณภาพสูง เช่น กาแฟมันไดลิง (mandailing) กาแฟกาโย กาแฟคินตามานี กาแฟขี้ชะมด และได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาดโลก จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1990 พัฒนาการของโลกกาแฟในอินโดนีเซียเติบโตขึ้นอีก มีการพัฒนาทั้งด้านกรรมวิธีการผลิต การพัฒนาสายพันธุ์ ตลอดจนมีร้านกาแฟหลายประเภทผุดขึ้นทั่วประเทศ อินโดนีเซียจึงเป็นผู้ส่งออกกาแฟอันดับต้นๆ ของโลก ในบางปีอยู่อันดับ 3 แต่ล่าสุดปี 2024 อยู่อันดับ 4

Localization: วัฒนธรรมการดื่มกาแฟแบบอินโดฯ

ความรุ่มรวยของชนิดกาแฟตามพื้นที่ต่างๆ ในอินโดนีเซียก่อให้เกิดวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเฉพาะถิ่นอันหลากหลาย เช่น วัฒนธรรมการดื่มกาแฟแบบชวาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ กล่าวคือผู้ดื่มจะรินกาแฟใส่จานรองแก้วกาแฟและดื่มกาแฟจากจานรองแก้ว ซึ่งวิธีนี้ทำให้กาแฟไม่ร้อนเกินไปเพราะกาแฟจะสัมผัสกับอากาศมากกว่า นอกจากนี้ยังเป็นการกรองกากกาแฟด้วย

เมืองยอกยาการ์ตามีเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนามว่าโกปีจอส (kopi joss) คือการนำกาแฟผสมกับถ่าน เอาถ่านร้อนๆ ใส่เข้าไปในแก้วกาแฟ วัฒนธรรมการดื่มโกปีจอสแพร่หลายจนถึงประเทศมาเลเซีย ทำให้รัฐบาลมาเลเซียต้องออกประกาศห้ามบริโภคโกปีจอสเนื่องจากเห็นว่าไม่ถูกสุขอนามัย หากผู้ใดดื่มโกปีจอสจะต้องถูกปรับเป็นเงิน 10,000 ริงกิตและจำคุกสูงสุด 2 ปี

โกปีจอสเกิดขึ้นครั้งแรกที่ยอกยาการ์ตาโดยผู้ขายกาแฟนามว่าลิคมัน (Lik Man) ก่อนหน้านี้ลิคมันขายกาแฟแบบปกติและรับช่วงต่อกิจการครอบครัวตั้งแต่ทศวรรษ 1960 อยู่มาวันหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1980 มีชายถีบสามล้อแวะมาที่ร้านกาแฟของลิคมันและขอกาแฟผสมถ่านเพื่อรักษาอาการท้องอืด ลิคมันเลยขายกาแฟผสมถ่านตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก่อนเมนูกาแฟใส่ถ่านจะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อเขาย้ายร้านกาแฟไปตั้งที่สถานีรถไฟ

ลิคมันยืนยันว่าโกปีจอสของเขาดีต่อสุขภาพและทำให้หายท้องอืด ส่วนชื่อโกปีจอสนั้นมาจากกรรมวิธีทำกาแฟ กล่าวคือเมื่อใส่ถ่านร้อนลงในกาแฟจะเกิดเสียง ‘จอส’ จึงเรียกเมนูนี้ว่าโกปีจอส ความนิยมของโกปีจอสพุ่งสูงมาก ในหนึ่งวันร้านของลิคมันใช้ถ่านราว 15-30 กิโลกรัมสำหรับสองสาขา ว่ากันว่ารสชาติของโกปีจอสมีความโดดเด่นเฉพาะตัวมาก มีรสคาราเมลจากการเผาไหม้ของถ่านผสมกับกาแฟ

ส่วนที่จังหวัดอาเจะห์มีกาแฟที่เรียกว่าซังเงอร์ (sanger) เมนูนี้ไม่มีที่อื่น ซังเงอร์มีส่วนผสมจากกาแฟดำ นมข้นหวาน และน้ำตาล หากพิจารณาจากหน้าตาและรสชาติแล้วอาจมองว่านี่คือกาแฟใส่นมธรรมดา แต่นมข้นหวานและน้ำตาลที่ใส่ในซังเงอร์มีปริมาณไม่มากเท่ากาแฟนม ขณะที่กลิ่นกาแฟยังชัดและไม่ถูกกลบด้วยกลิ่นนมเมื่อชงสำเร็จ

ซังเงอร์คือการชงกาแฟด้วยกรรมวิธีแบบชัก อาจเรียกได้ว่ากาแฟชัก เคล็ดลับคือต้องผสมชาด้วยนิดหน่อย ซังเงอร์เป็นที่นิยมมาก ตามร้านกาแฟที่มีอยู่มากมายในอาเจะห์ต้องมีคนสั่งเมนูนี้ร้อยละ 80-90 อย่างแน่นอน จนซังเงอร์กลายเป็นที่รู้จักในฐานะกาแฟของอาเจะห์ แต่ที่จริงแล้วซังเงอร์มีต้นกำเนิดจากดินแดนกาโย บริเวณอาเจะห์กลาง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย

กาแฟอีกชนิดที่เป็นที่กระแสในปัจจุบันคือโกปีซูซูเตอตังกา (kopi susu tetangga) ความหมายตรงตัวคือกาแฟนมเพื่อนบ้าน เมนูนี้คือกาแฟนมผสมกับน้ำตาลมะพร้าว ผู้คิดค้นโกปีซูซูเตอตังกาคืออันดานู ปราเซตโย (Andanu Prasetyo) เจ้าของร้านกาแฟตูกู (Tuku) เขาลองผสมกาแฟกับน้ำตาลหลากหลายประเภท ตั้งแต่น้ำตาลที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ต น้ำตาลที่ขายในตลาด จนได้พบกับพ่อค้าลอดช่องที่ใช้น้ำตาลมะพร้าวเป็นวัตถุดิบ เขาจึงผุดไอเดียและเอาน้ำตาลมะพร้าวผสมกาแฟ ปรากฏว่าบรรดาลูกค้าต่างติดอกติดใจและขายได้หลักพันแก้วต่อวันในระยะแรก จนกระทั่งร้านขยายสาขาเพิ่มถึง 42 สาขาในจาการ์ตาและปริมณฑลและสุราบายา โดยขายได้ 42,000-50,000 แก้วต่อวัน

แนวโน้มปี 2025: โอกาสและความสามารถในการแข่งขันในตลาดกาแฟโลกของอินโดนีเซีย

ผลผลิตกาแฟในอินโดนีเซียเป็นอาราบิการาว 150,000 ตัน และเป็นโรบัสตาราว 600,000 ตัน การส่งออกกาแฟของอินโดนีเซียในปี 2025 มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ขณะที่การบริโภคภายในประเทศคาดการณ์ว่าจะลดลง

จุดแข็งของอินโดนีเซียคือการมีกาแฟที่หลากหลายกระจายตามสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศ ตลอดจนวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ทำให้กาแฟมีเรื่องเล่าที่หลากหลาย เช่น กาแฟกาโย โตราจา และบาหลี ขณะที่การดื่มกาแฟในตลาดโลก -โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา- มีแนวโน้มเน้นกาแฟแบบพิเศษและออร์แกนิค จึงยิ่งทำให้อินโดนีเซียได้เปรียบ กาแฟเป็นสินค้าส่งออกต่างประเทศที่มากเป็นอันดับ 4 รองจากน้ำมันปาล์ม ยางพารา และโกโก้

นอกจากนี้ การผนวกการดื่มกาแฟเข้ากับสถานที่ท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งยุทธวิธีที่อินโดนีเซียใช้โปรโมททั้งกาแฟและสถานที่ท่องเที่ยว เช่น บาหลี โตราจา หรือฟลอเรส นักท่องเที่ยวสามารถแวะเที่ยวสวนกาแฟและเรียนรู้กระบวนการผลิตกาแฟ ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยวผล การหมัก การล้าง ยันการคั่วเมล็ด ทั้งยังได้ดื่มกาแฟจากสวนโดยตรง ยุทธวิธีนี้ทำให้กาแฟอินโดนีเซียเป็นที่รู้จักทั่วโลกและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชน

โอกาสและความท้าทายของตลาดกาแฟในปี 2025 คือการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยยกระดับสินค้า การเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่น และนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยเพิ่มการบริโภคกาแฟ เช่น บรรจุภัณฑ์กาแฟในขวดหรือกล่องที่ง่ายต่อการดื่ม ส่วนอุปสรรคสำคัญที่ต้องเผชิญคือผลผลิตที่ตกต่ำจากหลายปัจจัย เช่น ต้นกาแฟที่แก่จนสร้างผลผลิตไม่เต็มที่ หรือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศก็ส่งผลต่อผลผลิตกาแฟเช่นกัน

ตัวเลขการบริโภคกาแฟในอินโดนีเซียอาจดูเหมือนสูง แต่คิดเป็นการบริโภคต่อหัวประชากรเพียง 1 กิโลกรัมต่อคนต่อปีเท่านั้น สะท้อนว่าการบริโภคภายในประเทศยังขยายตัวได้อีกมาก ในขณะที่ผลผลิตกาแฟตกต่ำลงทั่วโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ อินโดนีเซียอาจช่วงชิงตำแหน่งผู้ผลิตกาแฟของโลกได้จากพื้นที่กว้างใหญ่ของประเทศที่เหมาะสำหรับการปลูกกาแฟและการมีกาแฟหลากหลายพันธุ์และชนิด โดยเฉพาะหากใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยในทุกกระบวนการผลิตและการโปรโมทการขายให้แพร่หลายมากกว่าปัจจุบัน

ข้อมูลประกอบการเขียน

อรอนงค์ ทิพย์พิมล. “ความขมนี้มีที่มา จาก Max Havelaar ถึง A Cup of Java.” คอลัมน์ ASEAN Culture, นิตยสารสารคดี, มิถุนายน 2559.

Adryamarthanino, Verelladevanka and Nailufar, Nibrara Nada. “Sejarah Kopi di Indonesia.” Kompas, 27 Juli 2023, https://www.kompas.com/stori/read/2023/07/27/060000879/sejarah-kopi-di-indonesia-

Amaranggana, Laksmi Pradipta and Hardiyanto Sari. “Mengenal Kopi Joss, Minuman Khas Yogyakarta yang Dilaran di Malaysia.” Kompas, 30 November 2023, https://www.kompas.com/tren/read/2023/11/30/193000965/mengenal-kopi-joss-minuman-khas-yogyakarta-yang-dilarang-di-malaysia

Andri, Kuntoro Boga. “Tren 2025: Peluang dan Daya Saing Kopi Indonesia.” BSIP, https://tanamanindustri.bsip.pertanian.go.id/berita/tren-2025-peluang-dan-daya-saing-kopi-indonesia

Juwita, Tiara and Mufid, Hendrik Khoirul. “SejarahPerkebunan Kopi di Indonesia Sejak Abad ke-17, Hingga Tembus Pasar Dunia.” Tempo, 2 August 2024, https://www.tempo.co/gaya-hidup/sejarah-perkebunan-kopi-di-indonesia-sejak-abad-ke-17-hingga-tembus-pasar-dunia–32568

Sugeng, Kiswanto. “Sejarah Kopi di Indonesia yang Dibawa Masuk Pertama Kali oleh Belanda.” IDNTimes, 9 November 2023, https://www.idntimes.com/food/diet/kiswanto-1/sejarah-kopi-di-indonesia-c1c2?page=all

Yonatan, Agnes Z. “Survei GoodStats: Kopi Jadi Bagian dari Kehidupan Masyarakat Indonesia.” GoodStats, 23 October 2024, https://goodstats.id/article/survei-goodstats-kopi-jadi-bagian-dari-kehidupan-masyarakat-indonesia-D5iBT

 [+]

References ↑1 GoodStats เก็บข้อมูลวันที่ 15-28 กันยายน 2024 ด้วยวิธีทำแบบสอบถามออนไลน์ มีผู้ตอบแบบสอบถาม 1,000 คน แบ่งเป็นอายุ 18-24 ปีร้อยละ 45.9, อายุ 25-34 ปีร้อยละ 23.3, อายุ 35-45 ปีร้อยละ 20.2, อายุมากกว่า 46 ปีร้อยละ 4.5, และอายุต่ำกว่า 18 ปีร้อยละ 6.1 ซึ่ง GoodStats อ้างว่าครอบคลุมและกระจายทั่วทั้งประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...