โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เลือดแปลง’ อาหารเวียดนามจากอันนัมสู่นครพนม

The101.world

อัพเดต 13 ม.ค. 2568 เวลา 11.23 น. • เผยแพร่ 12 ม.ค. 2568 เวลา 08.19 น. • The 101 World

แสงอรุณรุ่งสอดส่องเล็ดลอดตามรอยต่อของทิวเขาหินปูนซึ่งตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังของเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ในภาคกลาง สปป.ลาว อุณภูมิยามเช้าต้นเดือนมกราคม 2568 ณ ริมฝั่งโขงนครพนมลดลงเหลือประมาณ 15 องศาเซลเซียส ผู้เขียนเดินลัดเลาะไปตามถนนเรียบริมฝั่งโขงผ่านตลาดอินโดจีน วัดโอกาสศรีบัวบาน ท่าเทียบเรือเทศบาล อาคารเก่าร้านไทยสามัคคี ก่อนที่จะหยุดพักและทอดสายตาไปยังหอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ (Tháp đồng hồ Việt kiều lưu niệm) ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในย่านเมืองเก่านครพนม ตัวอักษรไทย-เวียดนามที่ปรากฏอยู่บนหอนาฬิกาฯ ระบุว่า ชาวเวียดนามอนุสรณ์คราวย้ายกลับปิตุภูมิ 2503 (Việt kiều lưu niệm dịp hồi hương 1960)

หอนาฬิกาฯ แห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวเวียดนามในนครพนมเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทยและระลึกถึงวาระการส่งกลับชาวเวียดนามอพยพที่ลี้ภัยสงครามมายังนครพนม โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตึกรามบ้านช่องและอาคารสถานที่ต่างๆ ที่ได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลจากฝีมือช่างชาวเวียดนาม เช่น อาคารหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารจวนผู้ว่าราชการหลังเก่า อาคารเก่าย่านชุมชนคาทอลิกหนองแสง เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันถึงการดำรงอยู่ของชาวเวียดนามจำนวนมากในหัวเมืองชายแดนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

ร่องรอยของชุมชนเวียดนามเก่ายังปรากฏในบันทึกของอาเจียน แอมอนิเย[1] ซึ่งเดินทางสำรวจหัวเมืองอีสานระหว่างปี 1882-1883 (พ.ศ.2425-2426) โดยระบุว่า “ได้พบชาวอันนัม [ชาวเวียดนาม] ประมาณ 200 คนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ สองสามแห่งห่างจากเมืองละคอน [นครพนม] ไป 1 วัน คาดว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะหนีภัยอดอยากเข้ามาจากเวียดนาม… เมืองละคอน [นครพนม] ยังมีความสำคัญส่วนหนึ่งเนื่องจากความใกล้เคียงกับฝั่งทะเลอันนัม”

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการดำรงอยู่ของชุมชนเวียดนามเก่าหลายแห่ง เช่น บ้านดอนโมง บ้านนาจอก บ้านนาราชควาย ชุมชนวัดป่า ชุมชนหนองแสง ชุมชนโพนบก เมืองท่าอุเทน เมืองธาตุพนม ฯลฯ นอกจากนั้น ถ้อยคำในเอกสารเวียดนามโบราณและคัมภีร์บทสวดเก่าในศาลเจ้าดึ๊กแท่งฮว่าง ณ ชุมชนวัดป่า ได้ระบุชื่อเมืองแห่งนี้ว่า ‘หลากหว่าน’ (Lạc Hoàn, อาจเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า ‘เมืองละคอน’ หรือ ‘เมืองนคร’) เผยให้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างหัวเมืองชายแดนแห่งนี้กับหัวเมืองต่างๆ ในแคว้นอันนัมและตังเกี๋ยตั้งแต่ยุคจารีต

การเป็นเมืองชายแดนที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการเชื่อมโยงระหว่างสยาม ลาว และเวียดนาม ส่งผลให้เมืองนครพนมเป็นพื้นที่แห่งการปะทะสังสรรค์และโอบรับปรับตัวทางวัฒนธรรมระหว่างชาวไทย ชาวเวียดนาม รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในลุ่มน้ำโขงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางด้านอาหาร

ภาพวาดภายในบ้านพักของชาวอันนัมในเมืองละคอน โดย Louis Delaporte ระหว่างการสำรวจแม่น้ำโขงในปี 1866–68 ตีพิมพ์ในหนังสือ ‘Le Tour du Monde’ 1870-1871’ (ที่มาภาพ)

Penny Van Esterik (2008)[2] นักมานุษยวิทยาชาวดัตช์ ตั้งข้อสังเกตในหนังสือเรื่อง ‘Food culture in Southeast Asia’ ว่าลัทธิล่าอาณานิคมได้ส่งผลกระทบต่อระบอบอาหารของเวียดนาม ลาว และกัมพูชาหลายประการ อาหารบางชนิด อาทิ ขนมปังฝรั่งเศส ซึ่งคนลาวเรียกว่า ‘ข้าวจี่’ และคนเวียดนามเรียกว่า ‘แบ๋งหมี่’ (bánh mì) ก็เป็นตัวอย่างการได้รับอิทธิพลทางด้านอาหารจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีความเห็นเพิ่มเติมว่า สภาวะอาณานิคมอาจมิได้ส่งผลให้เกิดการเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารจากตะวันตกเข้ามาในอินโดจีนเท่านั้น หากแต่มันยังส่งผลให้ชาวเวียดนามที่พลัดถิ่นฐานออกมาจากอินโดจีนได้นำพาวิถีอาหารของตนเข้าไปยังพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะในหัวเมืองชายแดนริมฝั่งโขงของสยาม

ผู้เขียนได้สำรวจรายชื่ออาหารเวียดนามในนครพนมและพบว่า อาหารเวียดนามในพื้นที่แห่งนี้มีความหลากหลายมากกว่าที่ปรากฏในเมนูตามร้านอาหารเวียดนามทั่วไป มันได้แทรกตัวเร้นกายอยู่ในชุมชนบริเวณนี้มาช้านาน จนอาหารเวียดนามหลายชนิดถูกชาวบ้านเรียกขานด้วยวิธีการทับศัพท์ หรือการสมาสคำระหว่างคำไทยและเวียดนาม เช่น ข้าวโซย (โซย แปลว่า ข้าวเหนียว) แบ๋งจึง (ข้าวต้มมัดทรงสี่เหลี่ยม) แบ๋งไต่ (ข้าวต้มมัดทรงกระบอก) ก๋าคอ (ปลาต้มเค็ม) แก็งกัว (แกงจืดปูนา) แก็งก่าจัว (แกงส้มมะเขือเทศใส่ไข่) บุ๋นหมก (ขนมจีนหมู) ก่าหมวย (มะเขือดอง) เป็นต้น

จากตัวเมืองนครพนมไปตามถนนนิตโยประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ‘บ้านดอนโมง’ หรือ ‘หล่างโมง’ (làng – หล่าง ในภาษาเวียดนาม แปลว่าหมู่บ้าน) ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนเวียดนามเก่าที่มีอายุมากกว่าร้อยปี ปัจจุบัน ชุมชนแห่งนี้ดูเหมือนจะถูกกลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเมือง เนื่องจากการขยายตัวของเขตเทศบาลและการจัดตั้งหน่วยงานราชการขึ้นใหม่ในพื้นที่ชานเมือง ผู้อาวุโสในหมู่บ้านให้ข้อมูลว่าบรรพชนของชาวบ้านดอนโมงหลายครัวเรือนเป็นกลุ่มชาวเวียดนามเก่า (ชาวเวียดนามที่อพยพเข้าสู่เมืองไทยก่อนปี 2489) พวกเขาอพยพมาจากแคว้นอันนัมบริเวณภาคกลางตอนบนของเวียดนาม และหมู่บ้านแห่งนี้มีร้าน ‘เฝอ’ หรือก๋วยเตี๋ยวที่มีกลิ่นอายของความเป็นเวียดนามอยู่หลายแห่ง

ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับคุณลุงสมหมาย สิงหะ[3] หรือ ‘องหมาย’ (ông – อง หมายถึงชายสูงอายุ) เจ้าของร้านสมหมายก๋วยเตี๋ยว ดอนโมง ซึ่งได้บอกเล่าเรื่องราวของตนว่า “องบ่า (ông bà – ปู่ย่า) เกิดที่เมืองฮาติงห์ ประเทศเวียดนาม ก่อนที่จะอพยพลี้ภัยสงครามมายังเมืองท่าแขก และนครพนมตามลำดับ ครั้นเมื่ออพยพมาถึงเมืองนครพนมก็ไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอะไรเนื่องจากไม่มีที่ทางเป็นของตนเอง ทั้งสองท่านจึงได้ใช้ทักษะทางด้านอาหารที่ติดตัวมาทดลองทำ ‘เฝอ’ หรือ ก๋วยเตี๋ยว เพื่อหาบเร่ไปขายตามชุมชนต่างๆ เช่น บ้านดอนโมง บ้านนาจอก และหนองญาติ เมื่อสะสมทุนได้จำนวนหนึ่งจึงได้เปิดร้านก๋วยเตี๋ยว และลูกหลานได้สืบทอดกิจการมาจนถึงปัจจุบันเป็นรุ่นที่สาม”

รายการอาหารในร้านสมหมายก๋วยเตี๋ยว ดอนโมง

องหมาย หรือคุณตาหมาย บอกเล่าเรื่องราววิถีอาหารเวียดนามในนครพนมด้วยภาษาไทยปนเวียดนามว่า “นอกจากก๋วยเตี๋ยวแล้ว ผู้คนแถบนี้ยังชอบกิน ‘เตี๊ยดแก็ง’ (tiết canh) หรือ ‘เลือดแปลง’ ซึ่งเป็นวิถีการกินอาหารแบบกึ่งสดกึ่งสุกของคนเวียดนาม ส่วนประกอบของเลือดแปลง ได้แก่ เนื้อหมู กระดูกอ่อน และเครื่องในหมูต้มสุกที่นำไปสับเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนที่จะนำไปคลุกเคล้ากับผักบางชนิด เช่น ผักแพว และผักหอม

สำหรับเลือดที่ใช้จะต้องเป็นเลือดหมู หรือเลือดเป็ดที่สดใหม่ นำมาผสมกับน้ำซุปให้เจือจางและปรุงรสชาติให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น คนเวียดนามไม่นิยมใช้เลือดไก่มาทำเลือดแปลง เนื่องจากไก่เป็นสัตว์ที่มีเลือดน้อยและอาจเป็นพาหะของโรคมากกว่าเลือดสัตว์ชนิดอื่น เมื่อก่อนลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนเวียดนาม แต่เดี๋ยวนี้คนไทยก็นิยมกินเลือดแปลงเช่นกัน”

ปัจจุบันยังมีลูกค้าและนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดหลายรายที่เดินทางมาชิมเลือดแปลงเพราะเป็นเมนูที่มีความแปลกใหม่และท้าทาย นอกจากนั้นยังมียูทูบเบอร์และรายการโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงหลายรายได้มาถ่ายทำการกินเลือดแปลงที่ร้านขององหมายอีกด้วย

องหมายให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ลูกค้าบางคนชอบกินเลือดแปลงที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เพราะยังอุ่นๆ อยู่ ลูกค้าบางส่วนชอบกินแบบที่นำไปแช่เย็นเสียก่อนเพราะเลือดจะมีสัมผัสที่เย็นและละมุนลิ้นยิ่งขึ้น บางคนก็ชอบกินเลือดแปลงที่นำไปลวกจนสุกเสียก่อนซึ่งเป็นวิธีการกินแบบใหม่ ปัจจุบัน เลือดแปลงกลายเป็นเมนูหลักที่ขาดไม่ได้ ในแต่ละวันจะขายได้ประมาณ 50 – 60 ชุด ชุดละ 40 บาท มีทั้งแบบกินที่ร้าน และนำกลับบ้าน”

กลิ่นอายของวิถีอาหารจากเวียดนามยังสะท้อนผ่านพืชผักบางชนิดที่ชาวเวียดนามใช้กินแกล้มกับเลือดแปลง เช่น ใบโหระพา ผักแพว ผักชีฝรั่ง นอกจากนี้ ผู้เขียนยังพบผักบางชนิดที่มีรูปลักษณ์ค่อนข้างแปลกตา ซึ่งชาวเวียดนามเรียกว่า ‘ผักเตี๋ยโต’ (tía tô) ชาวบ้านในท้องถิ่นเรียกผักชนิดนี้ด้วยสำเนียงลาวอีสานว่า ‘ผักอีโต๋’ หรือบ้างก็เรียกเชิงเปรียบเทียบกับพืชผักท้องถิ่นว่า ‘ผักสะแงงแกว’

ยิ่งไปกว่านั้น เลือดแปลงยังเป็นอาหารที่สัมพันธ์กับความเชื่อบางอย่าง เช่น ถ้าหากผู้หญิงได้กินเลือดแปลงจะส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะจะเป็นการเสริมแร่ธาตุบำรุงโลหิตให้แก่ร่างกาย หรือการกินเลือดแปลงซึ่งมีสีแดงสดจะนำโชคลาภมาสู่ตน เป็นต้น

เลือดแปลงทานคู่กับผัก ‘เตี๋ยโต’ หรือที่ชาวบ้านในท้องถิ่นเรียกว่าผัก ‘อีโต๋’

ในยุคสงครามเย็น รัฐและชนชั้นนำไทยมุ่งสร้างความหวาดกลัวและเกลียดชังต่อภัยคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะคอมมิวนิสต์เวียดนาม ภายหลังชัยชนะของฝ่ายเวียดนามเหนือในปี 2518 มีการปล่อยข่าวรายวันว่าคอมมิวนิสต์เวียดนามแทรกซึมเข้าไทย จนมีการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงต่อชาวเวียดนามอพยพในเมืองไทยหลายแห่ง[4] กิจการร้านอาหารของชาวเวียดนามถูกใส่ร้ายป้ายสีผ่านการปล่อยข่าวลือว่า หากกินอาหารเวียดนามแล้วจะทำให้อวัยวะเพศชายหดตัว หรือที่เรียกกันแบบชาวบ้านว่า ‘จู๋หด’

ต่อกรณีดังกล่าว องหมายให้ข้อมูลว่า “เคยมีข่าวเรื่องกินอาหารเวียดนามแล้วทำให้เกิดอาการหด เราคิดว่าทำไมจึงมีปัญหาแบบนี้ จริงๆ แล้ววัตถุดิบต่างๆ ก็มาจากพื้นบ้าน ไม่ได้มีการปรุงแต่งสารอะไรทั้งสิ้น ช่วงนั้นก็ได้รับผลกระทบอยู่ช่วงหนึ่ง ลูกค้าเขากินแล้วกลัว เขาบอกว่าถ้ากินก๋วยเตี๋ยวญวน หรือหมูยอคนญวนจะทำให้จู๋หด เราก็ไม่พูดอะไรและคิดว่าแล้วแต่ลูกค้าจะดีกว่า

“ผลกระทบในช่วงนั้นคือลูกค้าลูกค้าลดลงมาก มันเกิดขึ้นในระยะเวลานานพอสมควรกว่าจะกลับมาขายได้เหมือนปกติ”

กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า ในบางกรณีแม้แต่วิถีอาหารก็ถูกผูกโยงเข้ากับสำนึกชาตินิยมและการสร้างความเกลียดชังทางชาติพันธุ์ภายใต้บริบทของสงครามเย็น

เลือดแปลง หรือ เตี๊ยดแก็ง (tiết canh) วิถีอาหารกึ่งสดกึ่งสุกในชุมชนเวียดนามนครพนม

นอกจากเมนูเลือดแปลงที่กล่าวถึงไปแล้วนั้น ในพื้นที่นครพนมและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น มุกดาหาร สกลนคร หนองคาย อุดรธานี อุบลราชธานี ฯลฯ ยังมีร่องรอยของอาหารเวียดนามนอกเมนูร้านอาหาร หรืออาหารเวียดนามที่เป็นสำรับเฉพาะในครัวเรือนอีกค่อนข้างมาก กล่าวได้ว่าอาหารเวียดนามพลัดถิ่นเหล่านี้ได้เดินทางมาพร้อมกับกลุ่มคนพลัดถิ่นจากแคว้นอันนัมและตังเกี่ย และกลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บอกเล่าเรื่องราวแห่งความทรงจำ ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของผู้คนจากอาณาบริเวณต่างๆ ในแถบลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีทั้งการปะทะ การแลกเปลี่ยน การโอบรับปรับตัวระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ภายใต้พลวัตทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง

[1] แอมอนิเย, เอเจียน. (2539). บันทึกการเดินทางในลาวภาคหนึ่ง พ.ศ. 2438 (ทองสมุทร โดเร, และสมหมาย เปรมจิตต์, ผู้แปล). เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

[2] Esterik van, P. (2008) Food Culture in Southeast Asia. London: Greenwood Press.

[3] สมหมาย สิงหะ. ชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม เจ้าของร้านสมหมายก๋วยเตี๋ยวดอนโมง จังหวัดนครพนม

[4] พวงทอง ภวัครพันธุ์. (2561). การต่างประเทศไทยในยุคสงครามเย็น. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.

ขอขอบคุณ

สมหมาย สิงหะ. ชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม เจ้าของร้านสมหมายก๋วยเตี๋ยวดอนโมง จังหวัดนครพนม ผู้ถ่ายทอดข้อมูลการเดินทางของเลือดแปลง

ธีรยุทธ วีระคำ. ผู้กำกับสารคดีอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อภาพยนตร์และสารคดี ผู่ร้วมเดินทางเก็บข้อมูลอาหารเวียดนามในอีสานตอนบน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...