โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของ Marcos Jr. ในปี 2024 กับความแตกร้าวในรัฐบาล

MATICHON ONLINE

อัพเดต 26 ม.ค. 2568 เวลา 17.16 น. • เผยแพร่ 25 ม.ค. 2568 เวลา 07.11 น.

การเมืองฟิลิปปินส์ – Marcos Jr. เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2022 ตามธรรมเนียมของประเทศและตามรัฐธรรมนูญเขาต้องแถลงนโยบายประจำปีต่อทั้งสองสภาทุกปี และกำหนดให้เป็นวันจันทร์ที่ 4 ของเดือนกรกฎาคม ซึ่งตรงกับวันที่ 25 กรกฎาคม 2023 เป็นวันครบรอบ 1 ปี เขาต้องแถลงนโยบายต่อทั้งสองสภาตามที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 1987 มาตราที่ 7 ตอนที่ 23 และในครั้งนั้น ได้มีประชาชนรอฟังอยู่นอกสภาทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการปกครองประเทศ มีการสนับสนุนและการคัดค้าน

ในการแถลงนโยบายในปี 2023 นั้น เขาได้รายงานสภาวะของประเทศว่าอยู่ในสภาวะใด มีปัญหาอะไร ปัญหาอะไรที่แก้ไขไปแล้ว และที่ยังไม่แก้ไข และจะแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้นอย่างไรในปี 2024

ใน SONA (State of the Nation Address) ปี 2024 นี้ เขาได้แถลงนโยบายในวันที่ 22 กรกฎาคม ว่าได้มีการลงทุนจากตะวันตกมากขึ้น เช่น ยุโรปและอเมริกา ทำให้คนมีงานทำมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจต่างชาติที่มาตั้งฐานให้บริการแก่ประเทศต่างๆ ในฟิลิปปินส์ โดยจ้างคนฟิลิปปินส์ดำเนินการ ที่เรียกว่า BPO (Business Process Outsourcing) ซึ่งได้แก้ปัญหาการว่างงานหลังเกิดวิกฤตการณ์โควิด มีการกระจาย
อำนาจสู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะให้จ้างผู้ที่เกษียณราชการแล้วทำงานในภาครัฐและเอกชน แต่ปัญหาที่ยังแก้ได้ไม่มาก คือความยากจน เนื่องจากประชากรเพิ่มขึ้น รัฐบาลไม่อาจแก้ปัญหาครอบคลุมทั้งประเทศได้ แต่ก็ยังช่วยเหลือให้พวกเขาได้รับการจ้างงานในหน่วยงานต่างๆ แต่ก็ยังมีภาวะเงินเฟ้ออยู่ เนื่องจากมีความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น แต่สินค้าผลิตออกไม่ทันไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาด ทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น แต่รายได้ก็ยังเท่าเดิม ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากโควิดที่ผ่านมา แต่ในปี 2024 นี้มีการลงทุนโดยตรงจากประเทศต่างๆ ร่วมมือกับภาคเอกชนในประเทศ ในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ทำให้เงินเฟ้อลดลงกว่าเดิมในไตรมาสที่ 4 ของปี อีกทั้งสหรัฐก็ได้เข้ามาช่วยในภาคอุตสาหกรรมด้วย ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นในไตรมาสนี้

นอกจากการแก้สภาวะเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 4 แล้ว Marcos ยังได้มีความสัมพันธ์กับต่างประเทศรอบด้าน (Omni direction) จากทุกประเทศที่มาลงทุน รวมทั้งการทำความร่วมมือกับหลายประเทศให้รับชาวฟิลิปปินส์ที่มีทักษะเข้าไปทำงานในประเทศนั้น ทำให้ฟิลิปปินส์มีเงินสำรองในประเทศสูงมาก โดยเฉพาะชาวฟิลิปปินส์ที่ส่งเงินเข้ามาในประเทศในช่วงคริสต์มาส แต่ปัญหาใหญ่ของประเทศในปี 2024 ก็คือ เขาได้สั่งปิดธุรกิจกาสิโนออนไลน์ (Philippine Offshore Gaming Operators (POGOs)) ซึ่งเป็นบริษัทที่เสนอให้บริการกาสิโนออนไลน์แก่ลูกค้าที่อยู่นอกประเทศ เพราะพบว่าได้มีการฟอกเงินของชาวจีน อันที่จริงแล้วธุรกิจนี้ได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตมาก เพราะธุรกิจกาสิโนในฟิลิปปินส์เป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อมีปัญหาเขาก็สั่งปิดทันทีภายในสิ้นปี 2024 นี้ เป็นปัญหาที่เขาแก้ได้แม้จะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศก็ตาม แต่ผลประโยชน์ของประเทศชาติต้องมาก่อน

ฉะนั้นในปีนี้เขามุ่งแก้ปัญหาภายในก่อนอย่างอื่น การที่เขาเปิดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างฟิลิปปินส์กับประเทศเยอรมนี ทำให้ปริมาณการค้าของประเทศสูงถึง 400 ล้านเปโซ คือปริมาณการซื้อขายมีความคึกคักมากขึ้น ทำให้มีสภาพคล่องมากขึ้น ซึ่งแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้มาก นอกจากนั้นยังอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจต่างๆ และยังมีการเก็บภาษีได้มากขึ้นด้วย ปัญหาสำคัญของประเทศในปีนี้คือการเกิดภัยธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการติดขัดในการพัฒนาในเขตที่มีพายุไต้ฝุ่น และปัญหาทะเลจีนใต้ แม้อาเซียนจะให้จีนทำตามแนวปฏิบัติที่ให้ต่อกันในเรื่องนี้ แต่จีนไม่ยอมปฏิบัติตาม ยังรุกล้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ในเขตทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตกถึงอย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์ก็ได้ขอความช่วยเหลือจากสหรัฐ พันธมิตรเก่าแก่และเครือข่ายของสหรัฐมาคุ้มกัน ซึ่งต่างจากสมัย Duterte ที่ยอมประเทศจีนทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม การว่างงานและความยากจนก็ยังมีอยู่ในฟิลิปปินส์เหมือนกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน ยกเว้นสิงคโปร์

แม้เขาได้แก้ปัญหาบางอย่างไปแล้ว แต่ยังมีปัญหาทางการเมืองที่ต้องแก้ต่อไป นั่นก็คือความแตกร้าวระหว่างตัวประธานาธิบดีเองกับรองประธานาธิบดี Sara Duterte และอดีตประธานาธิบดี Duterte

Duterte ถูกไต่สวนในกรณีการสังหารผู้ติดยาเสพติด จากคณะกรรมการอาชญากรรมระหว่างประเทศ ส่วน Sara ถูกไต่สวน กรณีการยักย้ายเงินงบประมาณลับของประเทศสู่งบประมาณของรองประธานาธิบดี การไต่สวน (Hearings) ทั้งสองเรื่องนี้เป็นการเรียกร้องจากศาสนจักรและนักกฎหมายทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้เป็นการไต่สวนครั้งที่ 3 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ Sara ไม่พอใจกรณีของการไต่สวน Duterte แต่ก็ไม่สามารถปกป้องได้

ถ้ากลับไปดูเมื่อครั้งเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2022 Marcos ได้รับเลือกตั้งเพราะได้คะแนนเสียงจากกลุ่มของ Duterte ที่สนับสนุนให้ได้รับการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง ทั้งสองตระกูลคือ ตระกูล Marcos กับ Duterte ก็ร่วมกันหาเสียงเลือกตั้งซึ่งเป็นการเลือกตั้งแยกกันระหว่าง Marcos ที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และ Sara สมัครรับเลือกตั้งเป็นรองประธานาธิบดี การเลือกตั้งในฟิลิปปินส์เป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ทั้งสองคนมาจากคนละพรรค ก็ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนตามที่ได้ตั้งใจไว้ และคาดกันว่า Duterte ผู้เป็นบิดาจะดันให้ลูกสาว Sara ให้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในครั้งต่อไปคือปี 2028 ตามที่ทั้งสองครอบครัวได้ตกลงต่อกันว่าจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน

เมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้งปี 2022 ดูเหมือนทั้งสองตระกูลเข้ากันได้ด้วยดี ความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีเท่าที่ผ่านมามีไม่มาก แต่สมัยนี้มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งไม่เคยมีมาระหว่างผู้นำของฟิลิปปินส์ที่มาจากต่างพรรคการเมือง ถึงกับมีการขู่ว่าจะฆ่ากัน เพราะทั้ง Duterte และ Sara นิยมความรุนแรงและมีแนวคิดสังคมนิยม

ความเป็นมาก็คือ Marcos พบว่า Sara ได้ขู่ฆ่าเขาในขณะที่ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นถึง 6 ลูก ซึ่งรัฐบาลต้องแก้ปัญหาในครั้งนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งเดือน และ Marcos ก็ได้ขู่กลับเช่นกัน ที่มาที่ไปของเรื่องนี้คือ

ประเด็นแรก รัฐบาลพบว่า Sara ยักย้ายถ่ายเทงบราชการลับของประเทศเข้าบัญชีของรองประธานาธิบดี เป็นจำนวนเงิน 612 ล้านเปโซ โดยไม่ได้นำเรื่องเข้าสภา และการไต่สวน Duterte กรณีการสังหารผู้ติดยาเสพติดเมื่อครั้งเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีดังกล่าวแล้วข้างต้น

ประเด็นที่สองคือ การที่ Sara ได้นำทหารเข้าไปประจำในโรงเรียนต่างๆ ซึ่ง Duterte อาจอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เพื่อปราบปรามยาเสพติดในโรงเรียน กรณีนี้ประชาชนชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ ศาสนจักรและนักกฎหมายได้เรียกร้องให้วุฒิสมาชิกไต่สวน Sara กรณีคอร์รัปชั่น เป็นเหตุให้ Sara ซึ่งดำรงตำแหน่งตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาด้วยได้ลาออก

ถ้าหาก Sara ซึ่งเป็นรองประธานาธิบดี ไม่สามารถตอบคำซักถาม (Hearings) ของวุฒิสมาชิกได้ว่าใช้เงินไปทำอะไรและไม่มีหลักฐานมาแสดง เธอต้องถูกเข้ากระบวนการขับออก (Impeachment) ในข้อหาคอร์รัปชั่น ถ้าเธอถูกขับออก ประธานวุฒิสมาชิกจะเข้ามาดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีแทนตามรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ ส่วน Duterte จะมีความผิดตามกฎหมายหากไม่สามารถตอบคำซักถาม (Hearings) ของคณะกรรมการระหว่างประเทศได้ เรื่องนี้คงสร้างความแตกหักระหว่าง 2 ตระกูล

ความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลคือ ตระกูลของ Marcos และตระกูล Duterte เป็นที่จับตามองของชาวฟิลิปปินส์ในขณะนี้ ซึ่งเราจะได้ติดตามกันต่อไป เพราะทั้ง Duterte ในกรณีอาชญากรรมและละเมิดสิทธิมนุษยชน และ Sara ในกรณีคอร์รัปชั่น ยังไม่แล้วเสร็จ พลังประชาชนอันยิ่งใหญ่ของฟิลิปปินส์ก็จะตรวจสอบเองด้วย จึงเป็นที่จะจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ฟิลิปปินส์กับไทยเหมือนกันในลักษณะที่พ่ออยู่เบื้องหลังการบริหารงานของลูกซึ่งเป็นอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

ความแตกร้าวระหว่างประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ซึ่งไม่เคยมีความรุนแรงถึงขนาดนี้ในประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ ทำให้ความนิยมของรัฐบาลต่ำลง แต่อย่างไรก็ตาม ความเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้อยู่ในลำดับที่ 2 ของเอเชีย (6.0) อันดับ 1 คืออินเดีย (6.7) อันดับ 3 คือเวียดนาม (5.8) อันดับ 4 อินโดนีเซีย (5.0) อันดับ 5 จีน (4.7) (https://www.euromonitor.com)

สีดา สอนศรี

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของ Marcos Jr. ในปี 2024 กับความแตกร้าวในรัฐบาล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...