โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

(เพิ่มเติม) TOP คาด Q2/69 ค่าการกลั่นส่อแววลดลง รับราคาน้ำมันอ่อนตัวครึ่งปีหลัง - มั่นใจกระแสเงินสดเพียงพอดำเนินธุรกิจ

efinanceThai

เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

(เพิ่มเติม) TOP คาด Q2/69 ค่าการกลั่นส่อแววลดลง รับราคาน้ำมันอ่อนตัวครึ่งปีหลัง - มั่นใจกระแสเงินสดเพียงพอดำเนินธุรกิจ

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 พ.ค. 69 15:34 น.

TOP คาดไตรมาส 2/69 ค่าการกลั่นรวมกำไร (ขาดทุน) จากสต๊อกน้ำมันลดลงเหลือ 2.6 บ./ลิตร จากไตรมาสแรกที่ 7.6 บ./ลิตร เหตุราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง สวนทางต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เร่งจัดหาวงเงินกู้ระยะสั้นเพิ่มเติม เผื่อรองรับความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง พร้อมมั่นใจกระแสเงินสดเพียงพอดำเนินธุรกิจ หลังตุนเงินสดกว่า 7 หมื่นลบ.

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยภายในงานEnergy Market & Business Update โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

แนวโน้มธุรกิจปี 69

แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2/69 ประเมินว่าค่าการกลั่นรวมกำไร (ขาดทุน) จากสต๊อกน้ำมันจะอยู่ที่ระดับ 2.6 บาทต่อลิตร ลดลงจากไตรมาส 1/69 ที่อยู่ระดับ 7.6 บาทต่อลิตร เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง (มี.ค. - เม.ย.69) เป็นช่วงที่ปรับตัวในระดับสูง ซึ่งหากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง และมีความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันนับตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามสำหรับทิศทางผลประกอบการยังไม่สามารถบอกได้ เนื่องจากต้องรอดูผลการดำเนินงานของบริษัทลูกและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนอื่นๆว่าออกมาเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 3/69 คาดค่าการกลั่นรวมกำไร (ขาดทุน) จากสต๊อกน้ำมันจะพลิกกลับมาติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่คาดจะปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตามด้านต้นทุนของบริษัทที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและความเสี่ยงผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (เนื่องจากน้ำมันดิบที่จะใช้ในการผลิตช่วงถัดไปเป็นน้ำมันดิบที่จัดหาล่วงหน้าในช่วงเดือน มี.ค. - เม.ย.69 ที่มีราคาสูง) ซึ่งจะทยอยสะท้อนในงบการเงินช่วงไตรมาส 2-4 ของปีนี้

สำหรับความขัดแย้งตะวันออกกลางมีโอกาสคลี่คลายลงในช่วงไตรมาส 2/69 ซึ่งส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับตัวลดลง แต่คาดไม่ลดลงไปจนระดับก่อนความขัดแย้งตะวันออกกลาง โดยเบื้องต้นคาดการราคาน้ำมันดูไบจะเฉลี่ยที่ระดับ 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ปัจจุบันโรงกลั่นมีกำลังการผลิตเกือบ 3 แสนบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่ 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยการผลิตส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน ทั้งนี้คาดว่าหากลูกค้ามารับน้ำมันตามนัดในเดือนนี้ บริษัทก็ยังสามารถเดินเครื่องได้เต็ม 100% ได้อยู่

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

โดยบริษัทมีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้นผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. 19 พ.ค.69 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท

ขณะที่ยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค.69) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งไทยออยล์ได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ โดยจากข้อมูลในอดีต ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี

สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน

อย่างไรก็ตามการเตรียมความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ เบื้องต้นบริษัทมีการจัดหาแหล่งเงินทุนไว้รองรับเพิ่มเติม โดยเป็นการขอวงเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน (แบงก์) ไว้ ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดราว 70,000 กว่าล้านบาท ซึ่งเชื่อมั่นว่ายังเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทไม่ต้องออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพิ่มเติม ส่วนด้านต้นทุนการเงินปัจจุบันมีอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4%

ผลกระทบจากมาตรการภาครัฐ

สำหรับประเด็นการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. 19 พ.ค.69 ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 2,500 ล้านบาท ถ้ามีความเป็นไปได้บริษัทก็อยากได้เงินส่วนนี้กลับมา ซึ่งเบื้องต้นอยู่ระหว่างเจรจากับทางภาครัฐ อย่างไรก็ตามมองการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นควรเป็นมาตรการระยะสั้น โดยเชื่อว่ามาตรการนี้ไม่ควรอยู่ในระยะยาวหรือเป็นเฉพาะช่วง เพราะธุรกิจโรงกลั่นราคาค่อนข้างผันผวน จึงทำให้ผลประกอบการจะผันผวนตามไปด้วย ซึ่งการปรับลดราคาที่เป็นแนวแบบนี้ควรจะเป็นแบบระยะสั้นเท่าที่จำเป็น ส่วนราคาในอนาคตควรจะเป็นแบบกลไกที่เหมาะสม

ทั้งนี้เชื่อว่าการลดราคาระยะสั้นจะช่วยประชาชนและภาคธุรกิจได้บ้าง เพื่อปรับตัวกับราคาพลังงานที่ผันผวน ซึ่งหากราคาพลังงานปรับตัวในระดับสูงนานๆวิธีหนึ่งก็คือการฝากภาครัฐดูว่าควรช่วยเฉพาะกลุ่มหรือไม่ ซึ่งในอดีตก็เคยทำมาบ้าง แต่ในปัจจุบันก็ต้องไปดูว่าจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไปด้วยกันท่ามกลางสถานการณ์พลังงานที่แพง

หนุนภาครัฐเร่งปลดล็อกส่งออกน้ำมัน

ส่วนประเด็นการพูดคุยภาครัฐเพื่อปลดล็อกการส่งออกน้ำมัน ยืนยันตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มีการพูดคุยภาครัฐมาโดยตลอด โดยที่ผ่านมาบริษัทได้มีการบริหารจัดการกำลังการผลิตส่วนเกินโดยใช้ถังเก็บของโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ไปก่อน แต่ในระยะยาวหากผลิตแล้วความต้องการในประเทศไม่ได้สูงเท่าปริมาณผลิตจะส่งผลให้เกิดปัญหาได้ในอนาคต จึงต้องสื่อสารว่าควรต้องส่งออกไปบ้าง

"ในภาวะปกติมีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปราว 10% ซึ่งหากโรงกลั่นเดินเครื่องเต็มที่ 100% และความต้องการในประเทศไม่สูงเท่าการผลิต จะส่งผลให้มีการสะสมส่วนเกินราว 10% อย่างต่อเนื่อง" นายพงษ์พันธุ์ กล่าว

สถานการณ์การบริหารจัดการคลังน้ำมันในปัจจุบันขณะนี้มีปริมาณน้ำมันสำรองในคลังอยู่ที่ระดับใกล้ 70% (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 70-80% ของความจุ) ซึ่งถือเป็นระดับที่ต้องเฝ้าระวัง โดยบริษัทมีแผนที่จะขยับเพดานการจัดเก็บขึ้นไปถึง 80% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อหลีกเลี่ยงการลดกำลังการผลิต โดยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการเร่งนำถังเก็บน้ำมันที่สร้างใหม่มาใช้งานเร็วกว่ากำหนด รวมถึงอาจมีการเจรจาขอใช้พื้นที่จัดเก็บของลูกค้ารายอื่นเพิ่มเติม

นอกจากนี้ไทยออยล์ได้หารือกับกระทรวงพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อขออนุมัติการส่งออกน้ำมันส่วนได้ โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน (Jet) และน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณสูง เนื่องจากหากไม่สามารถส่งออกได้ อาจจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ เช่น ก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันเบนซิน ที่อาจมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยทางบริษัทมองว่าในขณะนี้ปริมาณน้ำมันในภูมิภาคมีเพียงพอ และเริ่มเห็นสัญญาณการผ่อนปรนการส่งออกในหลายประเทศ เช่น จีน

ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมาโรงกลั่นในกลุ่มไทยออยล์และ ปตท. ได้เดินเครื่องผลิตเกิน 100% มาโดยตลอดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคส่วนต่างๆ แต่ปัจจุบันเริ่มประสบปัญหาปริมาณน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานในสต็อกสูงเกินไปจนอาจต้องพิจารณาลดกำลังการผลิตลงประมาณ 10% ซึ่งการลดกำลังการผลิตนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้กำไรลดลงตามสัดส่วน แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์พลอยได้อื่นๆ

"สาเหตุหลักที่อาจนำไปสู่การลดกำลังการผลิตคือปัญหาน้ำมันล้นคลัง เนื่องจากการถูกสั่งห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลชั่วคราว เพราะรัฐบาลก็คำนึงเรื่องของความมั่นคงทางพลังงาน ประกอบกับความต้องการใช้ในประเทศที่เริ่มลดลง เพราะราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งโรงกลั่นพยายามบริหารจัดการโดยการเร่งใช้ถังเก็บน้ำมันใหม่หรือเช่าเรือเก็บน้ำมันเพื่อหลีกเลี่ยงการลดกำลังการผลิตให้ได้มากที่สุด" นายพงษ์พันธุ์ กล่าว

รับอาจเสี่ยงขาดทุนสต็อกครึ่งปีหลัง หากราคาน้ำมันโลกลดลงหลังสงครามคลี่คลาย

สำหรับสถานการณ์ผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ที่คาดการณ์ว่าจะมีกำไรนั้น เป็นผลมาจากต้นทุนน้ำมันดิบที่จัดซื้อไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดสงคราม ซึ่งมีราคาต่ำกว่าราคาขายในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามต้นทุนน้ำมันที่จัดซื้อในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 มีราคาสูงมากตามกลไกตลาดโลก ซึ่งหากสถานการณ์โลกคลี่คลาย และราคาน้ำมันปรับตัวลดลง บริษัทจะเผชิญความเสี่ยงจากการขาดทุนสต็อก (Stock Loss) ทันที เช่นวิกฤตในปี 2008 ที่กำไรของไทยออยล์ในช่วงครึ่งปีแรกสูงนับหมื่นล้านบาท แต่กลับกลายเป็นศูนย์เมื่อสิ้นปีเนื่องจากราคาตลาดโลกผันผวน

ขณะที่เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำมันดิบหลักของไทยออยล์ถึง 92% บริษัทต้องเร่งจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่น เช่น แอฟริกา และอเมริกา เพื่อป้องกันการหยุดชะงักของโรงกลั่น การจัดหาท่ามกลางวิกฤตนี้ บริษัทต้องจ่ายส่วนต่างราคาที่เรียกว่า War Premium ซึ่งพุ่งสูงขึ้นจากเดิม 1-2 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ไปแตะระดับ 30-50 เหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นบางช่วงเวลาการตัดสินจัดซื้อต้องทำอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหากลังเลเพียงชั่วครู่ น้ำมันล็อตนั้นจะถูกผู้ซื้อรายอื่นชิงไปในราคาที่สูงกว่าทันที ซึ่งการแบกรับต้นทุนนี้ถือเป็นการดำเนินการเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศมีน้ำมันใช้เพียงพอ

นอกจากนี้นโยบายของรัฐที่ขอความร่วมมือให้ลดค่าการกลั่น ( ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน - 19 พฤษภาคม ) และใช้เงินจากกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนราคาเพื่อช่วยเหลือประชาชน ยังสร้างแรงกดดันต่อรายได้ของโรงกลั่น โดยคาดว่ารายได้อาจหายไปประมาณ 2,000 ล้านบาทจากมาตรการนี้

อย่างไรก็ดีทีมบริหารของไทยออยล์ ทั้งด้านกลยุทธ์ การตลาด และการวางแผนการผลิต ยืนยันว่าบริษัทยังคงมุ่งเน้นการจัดหาและสำรองน้ำมันอย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางการเงินจากการซื้อน้ำมันราคาแพงมาสต็อกไว้ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการส่งมอบน้ำมันถึงมือลูกค้าและประชาชนจะไม่มีการขาดแคลนอย่างแน่นอน

เดินหน้าโครงการ CFP คาดเปิดดำเนินการ Q3/71

ส่วนความคืบหน้าโครงการพลังงานสะอาด หรือ CFP (Clean Fuel Project) ปัจจุบันยังคงเดินหน้าตามแผนเดิม ขณะนี้มีแรงงานเข้าพื้นที่กว่า 18,000 คน และยังคงเป้าหมายเปิดดำเนินการช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 71 ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จสิ้นจะช่วยเพิ่มกำลังการกลั่นจาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน และช่วยให้โรงกลั่นสามารถรับน้ำมันดิบที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซล และน้ำมันอากาศยาน แทนน้ำมันเตาที่มีมูลค่าต่ำ

เรียบเรียง โดย ปริวัฒน์ หินพลอย
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...