โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รายงานพิเศษ : NER รับเมกะเทรนด์ยางธรรมชาติโลก ยางล้อและ EV ดันดีมานด์โต ปันผลสูง 7-8% ชูจุดแข็งสะสมเพื่อลงทุน

Share2Trade

อัพเดต 11 พ.ค. เวลา 04.04 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. เวลา 04.04 น. • Share2Trade
NER รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ผลงานไตรมาส 1/69 แม้จะอ่อนตัวลงตามราคายางและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่พื้นฐานธุรกิจยังคงแข็งแกร่งจากการเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ของไทยที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้ยางในอุตสาหกรรมยางล้อและรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สิทธิประโยชน์จาก BOI และอัตราเงินปันผลระดับ 7-8% ต่อปี ยังทำให้ NER เป็นหุ้นพื้นฐานดีที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนระยะยาว

แม้ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของบมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) จะชะลอตัวลงจากผลกระทบของราคายางธรรมชาติที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างธุรกิจแล้ว บริษัทแห่งนี้ยังคงมีรากฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว จากการเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติรายสำคัญของประเทศที่สามารถตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมยางล้อและรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

โดยบทวิเคราะห์ของบล.ทรีนีตี้ ระบุว่า NER มีกำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 254 ล้านบาท ลดลง 58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 36% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรปกติอยู่ที่ 304 ล้านบาท แม้จะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ถือว่าฟื้นตัวจากไตรมาส 4/2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลประกอบการอยู่ในระดับต่ำ รายได้รวมอยู่ที่ 7,208 ล้านบาท โดยยังทรงตัวจากไตรมาสก่อน แม้จะลดลงจากปีก่อนตามราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 58 บาทต่อกิโลกรัม

สิ่งที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจคือความสามารถในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ที่ 8.6% ซึ่งแม้จะต่ำกว่าระดับ 10.6% ในปีก่อน แต่ปรับตัวดีขึ้นจาก 8.4% ในไตรมาสก่อนหน้า แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลงถึง 22% จากไตรมาสก่อน สะท้อนความสามารถของผู้บริหารในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในช่วงที่อุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันหลายด้าน

ขณะที่แนวโน้มในไตรมาส 2/2569 เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งจากราคายางธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น และความต้องการใช้ยางในอุตสาหกรรมยางล้อ ชิ้นส่วนยานยนต์ และรถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NER มั่นใจว่าภาพรวมธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีจะทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 ที่ระดับ 32,000 ล้านบาท

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว คือโครงสร้างอุตสาหกรรมยางธรรมชาติที่ยังมีทิศทางเติบโตในระยะยาว ยางธรรมชาติยังคงเป็นวัตถุดิบหลักที่มีคุณสมบัติเด่นด้านความยืดหยุ่นและความทนทาน ซึ่งยากต่อการทดแทนในกระบวนการผลิตยางล้อคุณภาพสูง โดยเฉพาะในยุคที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ากำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก

ในฐานะผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ของไทย NER จึงอยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากเมกะเทรนด์ดังกล่าว บริษัทมีฐานลูกค้ารายใหญ่ในต่างประเทศและมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาวกับผู้ผลิตยางล้อระดับโลก ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับยอดขายและลดความเสี่ยงด้านตลาดได้เป็นอย่างดี

แม้บริษัทจะตัดสินใจปรับลดเป้าปริมาณขายปี 2569 ลงเหลือ 450,000 ตัน จากเดิม 500,000 ตัน และเลื่อนการก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ออกไป เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภาวะ Super El Nino ที่อาจทำให้วัตถุดิบตึงตัวและต้นทุนสูงขึ้น แต่การตัดสินใจดังกล่าวกลับสะท้อนถึงวินัยทางการเงินและความรอบคอบของฝ่ายบริหารที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องและเสถียรภาพของธุรกิจมากกว่าการเร่งขยายกำลังการผลิตในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง

อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ NER คือสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ซึ่งช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร เมื่อผสานกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดีแม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดโลก

แม้บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จะปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 เหลือ 1,500 ล้านบาท และคงคำแนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมาย 4.50 บาท แต่ยังมองว่า NER เป็นหุ้นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความผันผวนของราคายางได้ และต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจะอยู่ที่ประมาณ 7-8% ต่อปี ซึ่งถือว่าโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในตลาดโดยรวม

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด แม้ NER จะต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะสั้นจากภาวะภัยแล้ง เศรษฐกิจโลก และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่รากฐานธุรกิจยังคงแข็งแรง และมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตที่ชัดเจน ทั้งจากแนวโน้มราคายางขาขึ้น ความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นตามอุตสาหกรรมยางล้อและรถยนต์ไฟฟ้า สิทธิประโยชน์จาก BOI และการบริหารงานอย่างรอบคอบของผู้บริหาร

ทั้งนี้ด้วยคุณสมบัติของการเป็นหุ้นพื้นฐานดี มีฐานธุรกิจมั่นคง กระแสเงินสดแข็งแกร่ง และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง NER จึงยังคงเป็นอีกหนึ่งบริษัทในกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรมไทยที่มีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการเติบโตควบคู่กับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...