โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิรังรอง เดือด! จนทักษิณออกจากคุก ป.ป.ช.ยังไม่เรียกทรงศัก สอบปากคำ ปมชั้น 14

TOJO NEWS

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • Admin_Tojo

วิรังรอง ชี้ ปมทักษิณนอนชั้น 14 ป.ป.ช.ทำงานล่าสุด ไม่เรียกทรงสักมาถามอาการป่วยทักษิณ

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปปท.) โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ระบุว่า

พรุ่งนี้นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตรจะได้รับการพักการลงโทษและปล่อยตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรมแล้ว แต่เรื่องที่พวกเราได้ร่วมกันลงชื่อสามพันกว่าคนต่อป.ป.ช. เมื่อวันที่ ๑๖ ก.ย. ๒๕๖๘ เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำงานของ นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน (ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน) และเจ้าหน้าที่อีก ๒ ราย ว่ามีพฤติการณ์กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ (ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงกรณีชั้น 14 นั้นยังไม่ไปถึงไหน

ดิฉันได้นำส่งชื่อพยานบุคคลพร้อมข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติม แต่ปรากฏว่าจนป่านนี้ป.ป.ช. ยังไม่เรียกบุคคลดังกล่าวเข้าสอบปากคําและยื่นหลักฐาน

ล่าสุดอาทิตย์ที่แล้ว เมื่อโทรไปถามความคืบหน้ากับเจ้าหน้าที่ ได้รับคําตอบว่า ป.ป.ช. มีงานมากต้องเรียงลําดับตามความสําคัญ

ดิฉันจึงได้ตอบไปว่านี่เป็นพยานบุคคลเพียงคนเดียวที่ผู้ร้องมี และเป็นพยานบุคคลที่มีน้ำหนักมากกว่าท่านเสรี พิสุทธิ์ และ คณะกรรมาธิการตํารวจ ( ขออภัยที่พาดพิงค่ะ) เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่สนง. ผู้ตรวจการแผ่นดินผู้ลงพื้นที่แสวงหาข้อมูลตามอํานาจหน้าที่ อย่างเป็นทางการ และได้พบตัวนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตรในขณะที่อยู่ชั้นสิบสี่จริง ๆ น่าจะให้คําตอบเกี่ยวกับสภาพร่างกายและอาการของนายทักษิณ ชินวัตร ขณะที่อยู่ในโรงพยาบาลตํารวจชั้นสิบสี่ได้ว่าป่วยวิกฤติจริงหรือไม่ หากเจ้าหน้าที่สามารถที่จะให้ข้อมูลอย่างเป็นอิสระปราศจากความกดดันได้ตั้งแต่หลังลงพื้นที่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบคําวินิจฉัยของ นายทรงศัก สายเชื้อผู้ตรวจการแผ่นดิน เราอาจจะได้พบความจริงมานานแล้วว่า นช.ทักษิณ ชินวัตร ป่วยทิพย์ ไม่ต้องยุ่งยากไปถึงศาลฎีกาฯ และนายทรงศัก สายเชื้อ คงไม่มีคำวินิจฉัยรับรองจนท. รัฐ ที่เกี่ยวข้องกับชั้น ๑๔

ป.ป.ช. ให้โอกาส นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินผู้ถูกร้องเรียน ได้ชี้แจง และอนุญาตขยายเวลาส่งมอบหลักฐานข้อมูลได้ถึงสองครั้ง โดยสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งหลักฐาน ให้ป.ป.ช. ในเดือนมกราคม ๒๕๖๙ และจนป่านนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ จากป.ป.ช.

คําถามคือ ทำไมป.ป.ช. ไม่เรียกสอบปากคำ พยานบุคคลของผู้ร้องเรียน มันยากเย็นอย่างไรในการเชิญพยานคนเดียวเข้ามาสอบปากคํา ในขณะที่ให้โอกาสผู้ตรวจการแผ่นดินขยายเวลาชี้แจงหลายรอบ
นับตั้งแต่ที่ร้องเรียน จนนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณชินวัตรก็ติดคุกจริง ๆ แล้ว จนพรุ่งนี้กำลังจะออกจากคุกแล้ว ป.ป.ช. ยังคิด จัดลําดับความสําคัญของเรื่องนี้ไม่ได้

การทํางานล่าช้าของ ป.ป.ช. นั้น พวกเราร้องเรียนตั้งแต่สมัย นายทรงศัก สายเชื้อ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ปัจจุบันเป็น "ประธาน" ผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ส่วนจนท.อีกคนหนึ่งที่ถูกร้องเรียนพร้อมกันก็ได้รับเลือกเลื่อนตําแหน่งขึ้นเป็นเลขาธิการสนง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน เรียกว่าได้ดิบได้ดีไปก็ตาม ๆ กัน

ถ้าย้อนกลับไปดูการ ได้มาซึ่งตําแหน่งประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ของนายทรงศัก สายเชื้อ ดิฉันรู้สึกว่ามีความเร่งรีบเกินความจําเป็น เนื่องจากขณะนั้นมีผู้ตรวจการแผ่นดินเพียง ๒ ท่านซึ่งต่างเลือกประธานผู้ตรวจการกันเองระหว่างสองท่าน (๒เสียง) และส่งชื่อไปยังวุฒิสภา ขณะนั้นนายทรงศัก สายเชื้อ มีอาวุโสสูงสุด และเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่แล้ว สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่จำเป็นต้องรีบโหวตเลือกประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน (เพราะมีแค่ ๒ คนโหวตกันเอง) ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินอีกท่านหนึ่งคือพล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย
เพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ การเลือกประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นเรื่องสําคัญ การโหวตโดยสองคนโหวตกันเองถือว่าไม่ใช่การโหวตโดยใช้ "เสียงข้างมาก" อย่างที่ควรจะเป็น นั้นคือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ๓ ท่านควรได้ร่วมกันโหวต ถ้าพล.ต.อ.สรายุท ผู้ตรวจการแผ่นดินท่านใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตําแหน่งโหวตให้ตัวเองก็คงจะกระไรอยู่ อย่างไรเสียดิฉันก็เชื่อว่าท่านก็ต้องโหวตเลือกนายทรงศัก สายเชื้อ เพราะไม่มีท่านอื่นให้เลือกอีก เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินท่านที่ ๓ ซึ่งควรมีส่วนร่วมในการโหวตด้วยยังอยู่ในระหว่างการสรรหา ดิฉันเห็นว่าจะสง่างามมากกว่านี้หากรอผู้ตรวจการแผ่นดินคนที่ ๓ ที่กําลังสรรหาได้รับการโปรดเกล้าฯ เข้ารับตําแหน่งก่อน เพื่อทั้ง ๓ ท่านจะได้ลงคะแนนเสียงกัน ๓ เสียง ซึ่งทําให้แต่ละท่านมีตัวเลือก เป็นการโหวต
โดยใช้ผลของเสียงข้างมากได้ไม่จําเป็นต้องเลือกตัวเองหรือเลือกกันเองแค่คนสองคนอย่างที่ได้ทำกัน

สําหรับ ผู้ที่พวกเราร้องเรียนไปอีกคนหนึ่งนั้น ขณะนี้ ได้รับการเลื่อนตําแหน่งเป็นเลขาธิการสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว ตามภาพที่ดิฉันนํามาแสดง คําถามก็คือ ตําแหน่งนี้ว่างมาเกือบครึ่งปีแล้ว ทําไมจะต้องรีบร้อนแต่งตั้งในขณะนี้ สัมภาษณ์วันที่ ๖ วันที่ ๗ ก็ประกาศผลแล้ว ถึงแม้จะผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการสรรหา แต่อํานาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับที่ประชุมของผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งควรจะมี ๓ ท่าน นับคะแนนโดยใช้ "เสียงข้างมาก" แต่ในขณะนี้มีเพียงสองท่านคือนายทรงศักดิ์ สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และพล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินท่านที่ ๓ กําลังจะได้รับการโปรดเกล้าฯ เร็ว ๆ นี้ ถึงขนาดสํานักงานฯ ได้จัดเตรียมสถานที่จัดห้อง จัดโต๊ะรอโปรดเกล้าฯ แล้ว ดิฉันสงสัยว่าเหตุใด นายสมศัก สายเชื้อ จึงไม่รอประกาศการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการคนที่ ๓ อย่างเป็นทางการ เพื่อที่ทั้งสามท่านจะได้ร่วมกันลงคะแนนเลือกเลขาธิการฯ เพราะการที่มีสองคนเลือกกันเองคะแนนจะต้องเป็น 1:1 หรือ 2:0 กรณีที่เป็น 1:1 ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน จะเป็นผู้ตัดสิน แต่หากมีผู้ตรวจการแผ่นดิน ๓ ท่าน ย่อมมีโอกาส ที่จะเกิดกรณีมี "เสียงข้างมาก" 2:1 ทำไมถึงไม่รอผู้ตรวจการแผ่นดินท่านที่ ๓ ซึ่งจะได้รับการโปรดเกล้าฯ ภายใน อย่างช้า เดือน พฤษภาคมนี้ ซึ่ง เลขาธิการคนใหม่จะต้องทำงานร่วมกันกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านใหม่นี้อีกนาน

เมื่อผู้ที่พวกเรากำลังร้องเรียนทั้ง ๒ คน ได้เลื่อนตำแหน่งชนิดเลือกกันเองจนสูงส่งแบบนี้แล้ว ดิฉันสงสัยว่าป.ป.ช. จะกล้าแตะต้องหรือไม่

สุดท้าย กรณีศาลฎีกาฯ มีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุก นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตรเป็นระยะเวลา ๑ ปี โดยระบุว่าช่วงเวลาที่รักษาตัวนอกเรือนจำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ป.ป.ช. จะต้องเร่งไต่สวนเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมกันเอื้อประโยชน์ (เช่น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ แพทย์ แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ หรือผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม) ในฐานความผิด ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157) ก็ยังไม่มีความคืบหน้าจาก ป.ป.ช. เมื่อองค์กรอิสระทํางานล่าช้า บรรดาผู้ที่กระทําความผิดทั้งหลาย ก็จะไม่ได้มีการดําเนินการทางกฎหมาย นอกจากไม่มีการลงโทษแล้วยังได้ดิบได้ดีอีกต่างหาก

กรณี ๒ คนที่กล่าวมาข้างต้น หากพบว่ากระทําผิด จะเข้าข่ายนี้เช่นกัน คือทําผิดแล้วยังได้ดี

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...