ถอดรหัสกติกาประชามติ 2569 : เมื่อกกต. ทำเสียงหายไป จึงต้องแก้พ.ร.บ.ประชามติฯ
3 เมษายน 2569 เวลา 13.30 - 16.00 น. ที่ห้องศาลจำลอง มารุต บุนนาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มนักศึกษา PRO BONO บริการกฎหมายเพื่อสังคม จัดกิจกรรมเสวนา “ถอดรหัสกติกาประชามติ 2569 มัดรวมปัญหาเพื่อแก้ไขในประชามติครั้งต่อไป” เพื่อถอดบทเรียนการทำประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในคำถามว่าท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ร่วมเสวนาโดย อุษณีษ์ ปฐพีศรีกิจส เลิศรัตนานนท์ อาจารยประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และเกวลิน ถนอมทอง เจ้าหน้าที่โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw)
การทำประชามติในคำถามว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เป็นประชามติครั้งประวัติศาสตร์ที่ประชาชนแสดงเจตจำนงประสงค์ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีเสียงเห็นชอบถึง 21,622,029 เสียงโดยคิดเป็นร้อยละ 65.81% ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูบานแรกไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ อย่างไรก็ดีแม้ประชามติจะผ่านพ้นไปแล้วแต่กระบวนการตั้งแต่ก่อนวันออกเสียง เช่น การลงทะเบียนใช้สิทธิประชามตินอกเขต หรือการทำประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กกต. เป็นผู้สร้างความสับสนเสียเอง ไปจนถึงหลังการทำประชามติในการประกาศผลคะแนน ก็พบว่ามีปัญหาอยู่ไม่น้อยจนอาจทำให้เป็นอุปสรรค และทำให้ประชาชนไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงตามสมควร
กกต.สร้างอุปสรรคที่ทำให้เสียงเห็นชอบน้อยกว่าที่ควร
เกวลิน ถนอมทอง เจ้าหน้าที่ไอลอว์นำเสนอ ข้อค้นพบประเด็นที่สร้างอุปสรรคจาก กกต. ที่ทำให้ประชามติ’69 ได้เสียง “เห็นชอบ” น้อยกว่าที่ควร
การเปิดให้ลงทะเบียนใช้สิทธิประชามตินอกเขตเพียง 3 วัน ทำให้คนที่ลงทะเบียนไม่ทันตกหล่นกว่า 800,000 เสียง เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามติเพียง 3 วันกับการเลือกตั้งแล้ว พบว่าผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติภายใต้เงื่อนไขเรื่องเวลามีจำนวนน้อยกว่าผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งถึง 812,269 คน การลงทะเบียนประชามติแตกต่างกับการเลือกตั้งนอกเขต โดยการใช้สิทธิประชามตินอกเขตจะทำได้แค่นอกจังหวัดเท่านั้น ใช้สิทธินอกเขตภายในจังหวัดในเขตอื่นไม่ได้ และระยะเวลาที่สั้นเพียง 3 วัน ผู้ลงทะเบียนจะต้องเจอปัญหาเว็บไซต์หน่วงและล่มเป็นบางช่วง
เมื่อบัตรประชามติสำคัญน้อยกว่าบัตรเลือกตั้ง โฆษณาสั้นของ กกต.ในการรณรงค์ประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง พบว่าประชามติแทบไม่ได้อยู่ในการโฆษณารณรงค์ เช่นตัวอย่างในเพลง เสียงของเรานั้นสำคัญ ขณะที่สื่อประชาสัมพันธ์อื่นๆ ของกกต.บางส่วนก็ไม่มีการประชาสัมพันธ์การทำประชามติเช่นกัน
กกต.สร้างความกลัวสั่งประชาชนลบคลิปทั้งที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย กรณีเฟสบุ๊กชื่อ “แม่แนน น้องสมาร์ท” ที่กกต.สั่งผ่านเฟสบุ๊กของสำนักงาน กกต. ให้ประชาชนที่ทำคลิปรณรงค์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการทำประชามติทั้งที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ขณะที่การณรงค์กาไม่เห็นชอบด้วยข้อความเท็จ เพื่อพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการปราบโกงของรัฐธรรมนูญ 2560 กลับไม่ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด
นอกจากจะสร้างความกลัวแล้ว กกต. ยังสร้างความสับสนกับการใช้สิทธิรณรงค์ ซึ่งแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.เคยกล่าวว่าพรรคการเมืองต้องห้ามชี้นำ ทั้งที่กฎหมายระบุชัดว่าพรรคการเมืองสามารถรณรงค์ได้อย่างเสรี โดยที่ในวันออกเสียงประชามติกลับเป็นเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยออกเสียงประชามติเสียเองที่ชี้นำประชาชนให้กาไม่เห็นชอบ ทั้งนี้ยังมีการซื้อสิทธิขายเสียงให้กาไม่เห็นชอบกับการทำประชามติอีกด้วย
อ่านทั้งหมดได้ที่8 เรื่องที่สร้างอุปสรรคจากกกต. ทำให้ประชามติ’69 ได้เสียง “เห็นชอบ” น้อยกว่าที่ควร
เกวลิน เสนอว่า จำเป็นต้องแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 เพื่อปลดล็อคให้ปัญหาหลักอย่างการลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนมากขึ้น และอาจต้องแก้ไขให้ กกต. เปิดเผยผลการนับคะแนนรายหน่วย ไม่ใช่เพียงแค่ผลรวมทั้งประเทศ เพื่อความโปร่งใสและเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.
รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งแม้ว่าจะจัดภายในวันเดียวกันคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แต่ในรายละเอียดแล้วแยกห่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น การต้องรับบัตรและใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนรับบัตรและใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนอาจไม่ได้รับความสะดวกและคล่องตัวในการใช้สิทธิ
ในประเด็นของการใช้งบประมาณ รศ.ปริญญา ระบุว่าการทำประชามติเมื่อปี 2559 ใช้งบประมาณราว 1,200 ล้านบาท ขณะที่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวในปี 2566 ใช้งบประมาณราว 5,900 ล้านบาท แต่การทำประชามติ 2569 พร้อมกับการเลือกตั้งใช้งบประมารณราว 8,900 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายประชามติที่เพิ่มมาประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งแพงว่าการทำประชามติครั้งก่อนหน้านี้มาก ซึ่งรศ.ปริญญาชี้ว่า เหตุที่ประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใช้งบประมาณที่สูงขึ้นส่วนใหญ่มาจากการขึ้นค่าตอบแทนให้เจ้าหน้าที่ กกต. เช่นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต ได้เงินเดือนเพิ่มจาก 15,000 บาท เป็น 25,000 บาท
ส่วนในประเด็นปัญหาเรื่องการลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามติ รศ.ปริญญาระบุว่า หน่วยงานของรัฐที่ออกระเบียบใดแล้วย่อมแก้ไขระเบียบของตนเองได้ นำไปสู่คำถามว่าแท้จริงแล้ว กกต. สามารถขยายเวลาลงทะเบียนประชามติได้หรือไม่ รศ.ปริญญาระบุว่า ภายในระเบียบของกกต.เสียเองก็มีการระบุว่าในเหตุจำเป็นสามารถ ผ่อนผัน ยกเว้น หรือกำหนดการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวได้
ฟ้องศาลปกครองเพื่อยืนยันหลักการ เสียงจากผู้เสียสิทธิไม่ได้ออกเสียงประชามติ
อุษณีษ์ ปฐพีศรีกิจส เลิศรัตนานนท์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี หนึ่งใน 812,269 คนที่ลงทะเบียนเพื่อออกเสียงประชามตินอกเขตไม่สำเร็จ ระบุว่า ขณะที่ยุบสภาเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 เธอได้วางแผนเดินทางไปต่างประเทศไว้อยู่แล้วส่งผลให้ในวันลงทะเบียนประชามติในวันที่ 3-5 มกราคม 2569 เธอต้องเสียเปรียบในแง่ความต่างของเวลาในการลงทะเบียน เพราะเธอไปอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเวลาเร็วกว่าประเทศไทยจึงหมดเวลาลงทะเบียนเร็วกว่า ขณะนั้นเธอไม่มีทางเลือกอื่น ไม่สามารถลงทะเบียนโดยไปรษณีย์หรือไปยื่นเอกสารที่สำนักงานเขตด้วยตัวเองได้ มีเพียงการลงทะเบียนผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเท่านั้น
อุษณีษ์เล่าว่า เธอลงทะเบียนไป “นับครั้งไม่ถ้วน” ตลอดทั้งวัน เพื่อพยายามใช้สิทธิประชามตินอกเขต เธอเล่าว่าแม้เธอจะกรอกข้อมูลเสร็จสิ้นแล้วเธอจะพบกับข้อความว่า “ขออภัยอยู่ระหว่างการจัดทำบัญชีรายชื่อ” และหลายครั้งที่ลองกรอกข้อมูลและส่งข้อมูลก็ค้างอยู่ในระบบ วันที่ 20 มกราคม 2569 อุษณีษ์ตัดสินใจยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้ กกต. ขยายเวลาการลงทะเบียนใช้สิทธิประชามตินอกเขตและเพิ่มชื่อของเธอเข้าไปในผู้มีสิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต
"พอทราบว่า การร้องขอให้ช่วยขยายเวลาจากทุกภาคส่วนแต่ได้คำตอบจากกกต. กลับมาอย่างนั้น เหมือนเขาไม่ใส่ใจประชาชนที่มีปัญหาเลย ที่ตัดสินใจฟ้อง หนึ่งก็เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง สองก็มองว่า นี่เป็นเรื่องของสาธารณะ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว จำนวนกว่า 800,000 คนที่ขาดสิทธิตรงนี้ไปก็มีทั้งคนที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ ผสมอยู่ในนี้ ซึ่งประชามติเป็นเรื่องฝ่ายไหนมากกว่าก็ชนะ และต้องการเห็นการทำงานของกกต. เอาประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง" อุษณีษ์ กล่าว
ศาลปกครองยกฟ้องคดีในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 โดยแย้งว่าอุษณีษ์ไม่พยายามลงทะเบียนให้มากพอ ระบุว่าเธอมีหลักฐานเพียงช่วงเวลา 8 ชั่วโมงก่อนถึงเวลาปิดลงทะเบียน ทั้งที่เธอพยายามลงทะเบียนตลอดเวลาเพียงแต่ไม่ได้มีหลักฐานของความพยายามเท่านั้น เพราะโดยปกติคนก็จะไม่ได้แคปหน้าจอทุกครั้งที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จ แคปหน้าจอไว้บางครั้งเท่านั้น ศาลยังระบุว่าเธอลงทะเบียนผ่านเพียงช่องทางเดียวจากทั้งสามช่องทาง โดยที่อีก 2 ช่องทางนั้นเป็นการลงทะเบียนผ่านไปรษณีย์และการไปที่สำนักงาน กกต.ท้องถิ่น ทั้งที่ขณะนั้นเธออยู่นอกราชอาณาจักร
รศ.ปริญญาเสริมว่า หน้าที่ของศาลปกครองคือการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ รู้สึกแปลกใจเมื่อทราบว่า ศาลปกครองยกคำร้องของอุษณีษ์ เมื่อประธานศาลปกครองสูงสุดมาจากการแต่งตั้งของสมาชิกวุฒิสภา ในอดีตศาลปกครองมีแนวโน้มจะปกป้องสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่านี้ในยุคที่สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน
รศ.ปริญญายังเสริมในประเด็นนี้อีกว่าตัวเลข 812,269 คน คือผู้ตกหล่นในการลงทะเบียน ขณะที่ 937,479 คน คือตัวเลขความต่างระหว่างผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ
กกต.ทำประชามติออนไลน์-ผ่านไปรษณีย์ได้ แต่ไม่ทำ
รศ.ปริญญาระบุว่า การออกเสียงประชามติถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประชามติฯ พ.ศ. 2564 ว่า สามารถทำทางไปรษณีย์ หรือออกเสียงผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศก็ย่อมได้ เขาระบุว่า สำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้า ประชาชนจะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งก่อน แล้วจึงนำบัตรเลือกตั้งใส่ซองแล้วให้ไปรษณีย์ไทยส่งไปเก็บไว้ ก่อนจะนำบัตรออกมานับคะแนนพร้อมกับการเลือกตั้งในวันจริง ดังนั้น ก็สามารถตีความได้ว่าการทำประชามติผ่านไปรษณีย์ก็คือการลงประชามติล่วงหน้าในรูปแบบหนึ่ง
รศ.ปริญญา เห็นว่า ถ้าผู้ใช้กฎหมายซึ่งคือ กกต. ใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพจะไม่ต้องแก้ไขกฎหมายก็ได้ ซึ่งเป็นการคาดหวังว่า กกต. จะมองเห็นประชาชนเป็นศูนย์กลางและอำนวยความสะดวกให้การใช้สิทธิของประชาชนเป็นไปได้อย่างง่ายขึ้น แต่สำหรับวันนี้ รศ.ปริญญา เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมาย เพราะที่ผ่านมากกต. มักให้เหตุผลว่า กฎหมายระบุไว้เพียงเท่านี้ จึงจำเป็นท่ีฝ่ายนิติบัญญัติต้องบังคับให้ กกต. ทำในสิ่งที่ กกต. ควรจะคิดได้อยู่แล้ว
รศ.ปริญญา สรุปว่าประชามติครั้งนี้ “แพง” โดยไม่จำเป็น และก็ยังไม่ได้อำนวยความสะดวกให้ประชาชน สะท้อนการไม่ได้มีประชาชนเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติงาน การทำประชามติในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงที่องค์กรภาครัฐแทบไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน
ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน ระบุว่า เขาเห็นด้วยและจะรับข้อเสนอจากภาคประชาชนเพื่อไประดมความคิดในการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญ คือ การไม่รายงานผลคะแนนรายหน่วย หรือรายเขต โดยที่กกต.ประกาศผลแล้ว แต่ความโปร่งใสในผลคะแนนยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีรายละเอียดอย่างไร
ภัณฑิลระบุว่า เมื่อเห็นเอกสารที่ กกต. ส่งไปตามครัวเรือนแล้วรู้สึก “โกรธมาก” กับการที่เอกสารฉบับทางการดังกล่าว ระบุว่า การทำประชามติอาจสิ้นเปลืองงบประมาณ ตนเข้าใจว่าทุกอย่างมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการปฏิบัติงาน แต่การทำประชามติหรือไม่ เป็นเรื่องที่สำคัญต่อประเทศ ย่อมต้องมีต้นทุนเป็นธรรมดา การระบุว่าการทำประชามติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดกติการ่วมกันในครั้งนี้ มีข้อเสียเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่ถูกต้อง